
ปี 2568 ตัวเลข GDP ของอาเซียนสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของศักยภาพในการเติบโตระหว่างประเทศสมาชิกได้ชัดเจน โดยแม้ทั้งภูมิภาคจะเผชิญแรงกดดันจากภายนอกในทิศทางเดียวกัน ทั้งสงคราม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของการค้าโลก แต่ผลลัพธ์ปลายปีกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ประเทศที่มีฐานการผลิตครบวงจร ภาคบริการที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกได้ดี และสามารถผสานนโยบายการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ยังคงเร่งเครื่องการเติบโตได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ไม่เอื้ออำนวยนัก ขณะที่ประเทศซึ่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างล่าช้า เริ่มเห็นข้อจำกัดของโมเดลการเติบโตเดิมชัดเจนขึ้น
สำหรับประเทศไทย GDP ตลอดปี 2568 ขยายตัวที่ 2.4% ถือเป็นตัวเลขที่ดีกว่าการประเมินของหลายสำนักในช่วงต้นปี โดยมีแรงส่งสำคัญจากการลงทุนภาคเอกชนที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่ยังสามารถประคองระดับได้ในช่วงครึ่งหลังของปี แม้จะเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน ไทยยังคงรั้งอยู่ในกลุ่มท้ายของตารางการเติบโต ภาพนี้ตอกย้ำว่าอัตราการขยายตัวในระดับ 2% กลาง ๆ แม้จะช่วยหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ยังไม่เพียงพอในบริบทที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งเติบโตเกิน 5% อย่างต่อเนื่อง และกำลังเร่งสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งอาจทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจในภูมิภาคกว้างขึ้นในระยะถัดไป หากไทยไม่สามารถยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในกลุ่มประเทศอาเซียน เวียดนามเป็นประเทศที่ GDP เติบโตได้มากที่สุด และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของเศรษฐกิจที่สามารถเร่งตัวได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 โดย GDP ทั้งปีขยายตัวถึง 8.02% เทียบกับปี 2567 ถือเป็นอัตราการเติบโตทั้งปีที่สูงเป็นอันดับสองในรอบ 15 ปี ( 2554-2568) รองจากปี 2565 เพียงปีเดียว
นางเหงียน ถิ เฮือง ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าการเร่งตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสสุดท้ายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ GDP ทั้งปีของเวียดนามขึ้นมาอยู่ที่ระดับนี้ และเป็นผลจากความพยายามที่ต่อเนื่องและประสานกันในการดำเนินภารกิจและมาตรการต่าง ๆ ควบคู่กันไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนอย่างมากของสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ
จุดที่น่าสนใจคือรูปแบบการเร่งตัวรายไตรมาสที่ไล่ระดับขึ้นเป็นขั้นบันไดอย่างสม่ำเสมอ ไตรมาสแรกขยายตัว 7.05% ก่อนเพิ่มเป็น 8.16% ในไตรมาสที่สอง 8.25% ในไตรมาสที่สาม และขึ้นไปแตะ 8.46% ในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งอัตราเติบโตของไตรมาส 4 นี้ถือเป็นระดับสูงที่สุดของไตรมาสสุดท้ายในรอบปี 2554-2568 บ่งชี้ว่าแรงส่งช่วงปลายปีไม่ได้มาจากปัจจัยกระตุ้นชั่วคราว แต่เป็นโมเมนตัมที่สะสมต่อเนื่องมาตลอดทั้งปี
เมื่อเจาะลึกโครงสร้างการเติบโตทั้งปี เวียดนามไม่ได้พึ่งพาภาคส่วนใดภาคส่วนเดียว แต่เติบโตพร้อมกันในหลายมิติ ภาคเกษตร ป่าไม้ และประมงขยายตัว 3.78% คิดเป็นสัดส่วน 5.30% ของการเติบโตรวม แม้ระหว่างปีจะเผชิญพายุและอุทกภัย แต่ยังรักษาเสถียรภาพได้ด้วยมาตรการรับมือภัยพิบัติที่ทันท่วงที เมื่อแยกรายสาขา ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 3.48% มีส่วนต่อการเติบโตรวม 3.59% ภาคป่าไม้ขยายตัว 5.70% แม้สัดส่วนต่อการเติบโตจะจำกัดที่ 0.38% เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจที่เล็ก ขณะที่ภาคประมงขยายตัว 4.41% มีส่วนต่อการเติบโตรวม 1.33%
ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างขยายตัว 8.95% ทำหน้าที่เป็นเสาหลักของการเติบโตทั้งระบบ คิดเป็นสัดส่วน 43.62% ของการเติบโตทั้งหมด ถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 มูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 8.80% คิดเป็น 35.15% ของการเติบโตรวม โดยภาคการผลิตและแปรรูปเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่สุด ขยายตัวถึง 9.97% สูงสุดในรอบปี 2562-2568 มีส่วนต่อการเติบโตรวม 31.49% นอกจากนี้ ภาคผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าขยายตัว 6.39% ภาคประปาและการจัดการของเสีย 7.82% ภาคเหมืองแร่ 0.42% และภาคก่อสร้างขยายตัว 9.62%
ภาคบริการขยายตัว 8.62% มีสัดส่วนต่อการเติบโตรวมมากที่สุดที่ 51.08% เป็นอัตราที่สูงเป็นอันดับสองรองจากจุดสูงสุดในปี 2565 แรงหนุนหลักมาจากภาคการค้าและการท่องเที่ยวที่คึกคัก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 เมื่อแยกรายสาขา ค้าส่งค้าปลีกขยายตัว 8.52% มีส่วนต่อการเติบโตรวม 10.62% ขนส่งและคลังสินค้า 10.99% มีส่วนต่อการเติบโตรวม 8.69% บริการการเงิน ธนาคาร ประกันภัย 7.82% และที่พักและบริการอาหาร 10.02%
สำหรับโครงสร้างไตรมาส 4 โดยเฉพาะ ภาคเกษตร ป่าไม้ และประมงขยายตัว 3.70% มีส่วนต่อมูลค่าเพิ่มรวม 5.13% ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างขยายตัว 9.73% คิดเป็น 45.80% ของการขยายตัวทั้งหมด ขณะที่ภาคบริการขยายตัว 8.82% คิดเป็นส่วนที่เหลือ 49.07%
ด้านอุปสงค์ การบริโภคขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 7.15% การสะสมทุนรวม (gross capital formation) เพิ่มขึ้น 8.92% ขณะที่การค้าระหว่างประเทศโดดเด่นเป็นพิเศษ การส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นถึง 19.34% และการนำเข้าสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 19.40%
ในภาคอุตสาหกรรม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (IIP) ทั้งปีเติบโต 9.2% เพิ่มขึ้นจาก 8.2% ในปีก่อนหน้า โดยไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียวดัชนีเพิ่มขึ้น 9.9% มีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคการผลิตและแปรรูปที่เพิ่มขึ้นถึง 10.8%
ด้านแรงงาน ผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยทั้งระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ราว 245 ล้านดองต่อคนต่อปี หรือประมาณ 9,809 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 626 ดอลลาร์จากปี 2567 ผลิตภาพแรงงานที่คำนวณจากราคาคงที่เพิ่มขึ้น 6.83% สะท้อนการปรับปรุงคุณภาพกำลังแรงงาน โดยสัดส่วนแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมและมีใบรับรองหรือวุฒิการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 29.2% ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและขนาดเศรษฐกิจที่ขยายตัวขึ้น
ในกลุ่มเศรษฐกิจที่เร่งตัวรองลงมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ต่างรักษาระดับการเติบโตไว้ที่ราว 5% ได้อย่างมีเสถียรภาพ
มาเลเซียขยายตัว 5.2% ในปี 2568 เร็วที่สุดในรอบ 3 ปี สูงกว่าปี 2567 เล็กน้อย และเหนือกว่ากรอบคาดการณ์ของรัฐบาลที่ตั้งไว้ 4-4.8% เฉพาะไตรมาส 4 ขยายตัวถึง 6.3% สูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส สะท้อนแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ การส่งออก และการลงทุนที่เข้ามาพร้อมกัน
ในเชิงนโยบาย ทางการประเมินว่าโมเมนตัมนี้มีแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ภายใต้ฐานเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 อยู่ที่ 1.4% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2% ประกอบกับค่าเงินริงกิตที่แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยในช่วงก่อนหน้า ซึ่งถูกมองว่าจะยังได้รับแรงพยุงจากปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ
อินโดนีเซียขยายตัว 5.11% ในปี 2568 สูงกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อย ในเชิงโครงสร้าง สาขาที่เติบโตโดดเด่นที่สุดคือภาคบริการอื่น ๆ ที่ขยายตัวถึง 9.93% ขณะที่ด้านการใช้จ่าย องค์ประกอบที่เติบโตเด่นชัดคือการส่งออกสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น 7.03% เฉพาะไตรมาส 4 ขยายตัว 5.39% โดยภาคขนส่งและคลังสินค้าเติบโตสูงสุดที่ 8.98% ส่วนการลงทุนในรูปการสะสมทุนถาวรรวมเพิ่มขึ้น 6.12% นอกจากนี้ เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังสะท้อนลักษณะการกระจุกตัวเชิงพื้นที่ โดยเกาะชวาครองสัดส่วนเศรษฐกิจราว 56.93% ของทั้งประเทศ และเติบโต 5.30% ตลอดทั้งปี
ด้านสิงคโปร์รายงาน GDP ทั้งปี 2568 ขยายตัว 5.0% โดยไตรมาส 4 เร่งตัวขึ้นเป็น 6.9% จาก 4.6% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การขยายตัวรายไตรมาสแบบปรับฤดูกาลอยู่ที่ 2.1% แม้จะชะลอลงจาก 2.6% ในไตรมาสที่สาม สิ่งที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปีคือการที่กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมปรับเพิ่มกรอบคาดการณ์ GDP ปี 2569 จากเดิม 1.0-3.0% เป็น 2.0-4.0% ซึ่งโดยทั่วไปถูกตีความว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักยังทำงานได้ดีท่ามกลางความไม่แน่นอนจากภายนอก
ข้อมูลจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า กัมพูชาปิดปี 2568 ด้วยอัตราการเติบโต 5% แม้จะเผชิญทั้งความท้าทายภายในและภายนอกประเทศ โดยนายกิต เมง ประธานหอการค้ากัมพูชา (CCC) กล่าวในที่ประชุมสามัญประจำปีของหอการค้าที่กรุงพนมเปญว่า ปี 2568 เป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของภาคธุรกิจกัมพูชาที่มาพร้อมทั้งความท้าทายและโอกาส ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้า ปัญหาตะวันออกกลาง รวมถึงข้อพิพาทชายแดนกัมพูชา-ไทย แต่เศรษฐกิจกัมพูชายังรักษาอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งไว้ได้ตลอดทั้งปี
ตามข้อมูลของนายกิต เมง กัมพูชาเดินทางมาไกลจาก GDP เพียง 716 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2523 มาสู่ระดับที่คาดว่าจะอยู่ที่ราว 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ขณะที่ GDP ต่อหัวก็ก้าวกระโดดจากเพียง 300 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2543 และคาดว่าจะแตะราว 3,020 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2569
ด้านธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ระบุว่าแรงหนุนหลักของการเติบโตในปี 2568 มาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทั้งกลุ่มเสื้อผ้าและสินค้านอกกลุ่มเสื้อผ้า พร้อมคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตใกล้เคียง 5% เช่นกัน และเงินเฟ้อจะอยู่ที่ราว 2.3% แม้จะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากภายนอกและแรงกดดันภายในประเทศ
ด้าน สปป. ลาวรายงาน GDP ปี 2568 ขยายตัว 4.8% สะท้อนการฟื้นตัวที่มีเสถียรภาพในทุกภาคส่วนหลัก ภาคบริการทำหน้าที่เป็นเสาหลัก คิดเป็น 36.3% ของเศรษฐกิจ โดยมีแรงหนุนจากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ขนส่ง และการค้า ภาคการผลิตมีสัดส่วน 32% บ่งชี้ว่ากิจกรรมอุตสาหกรรมยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคเกษตรคิดเป็น 20.3% ซึ่งยังคงมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตในชนบทและความมั่นคงทางอาหาร ด้านตัวชี้วัดรายได้ก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 2,176 ดอลลาร์สหรัฐ และรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) อยู่ที่ 2,029 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปี 2569 รัฐบาลลาวตั้งเป้าเร่งการเติบโตไปที่อย่างน้อย 5.5% ซึ่งสูงกว่าประมาณการล่าสุดที่ 5.1% ตามแนวโน้มปัจจุบัน โดยกำหนดให้การท่องเที่ยว พลังงาน โลจิสติกส์ เกษตร และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรเป็นเครื่องยนต์หลัก พร้อมตั้งเป้ารายได้ต่อหัวเพิ่มเป็น 2,238 ดอลลาร์สหรัฐ และรายได้ประชาชาติต่อหัวเป็น 2,101 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยรวมแล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจลาวปี 2568 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่เสถียรภาพ นำโดยภาคบริการ พร้อมแรงสนับสนุนที่สม่ำเสมอจากภาคการผลิตและเกษตร
ด้านฟิลิปปินส์เศรษฐกิจชะลอตัวลง โดย GDP ไตรมาส 4 ขยายตัวเพียง 3% ซึ่งเป็นผลงานทางเศรษฐกิจที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เศรษฐกิจหดตัว 3.8% ในไตรมาสแรกของปี 2564 ช่วงล็อกดาวน์โควิด และหากไม่นับช่วงโควิดที่ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ถือเป็นผลงานที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เศรษฐกิจหดตัว 1.8% ในไตรมาส 4 ของปี 2552 ช่วงวิกฤตการเงินโลก ทั้งนี้ ตัวเลขไตรมาส 4 ยังชะลอลงจากการเติบโต 3.9% (ตัวเลขปรับปรุง) ในไตรมาส 3 ที่สร้างความผิดหวังไปแล้วก่อนหน้า
ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ที่ต่ำกว่าคาด ทำให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวเพียง 4.4% ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 5.5-6.5% และเป็นปีที่รัฐบาลมาร์กอสพลาดเป้าการเติบโตติดต่อกันเป็นปีที่สาม ซ้ำยังต่ำกว่าแม้แต่ตัวเลขคาดการณ์ที่ปรับลดลงแล้วที่ 4.7-4.8% ซึ่งตั้งขึ้นหลังจากการเติบโตต่ำสุดในรอบ 4 ปีของไตรมาส 3 ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจไปก่อนแล้ว
นายอาร์เซนิโอ บาลิซากัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจ กล่าวว่าผลลัพธ์นี้สะท้อนปัจจัยหลายด้านที่มาบรรจบกัน ทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสภาพอากาศรุนแรงและภัยธรรมชาติ รวมถึงคดีทุจริตโครงการควบคุมน้ำท่วมที่กระทบความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยคดีทุจริตดังกล่าวส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานหดตัวรุนแรงเกือบ 42% กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ นายบาลิซากันระบุว่าแม้เหตุการณ์เหล่านี้จะกดดันการเติบโตในระยะสั้น แต่รัฐบาลยืนยันว่าการสอบสวนคดีทุจริตจำเป็นต้องดำเนินการ และในด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลกำลังเร่งรัดและเร่งดำเนินการก่อสร้างงานสาธารณะให้แล้วเสร็จ ควบคู่กับการบังคับใช้มาตรการป้องกันการทุจริตที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
ด้านประเทศไทย ปิดปี 2568 ด้วยผลงานทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดย GDP ทั้งปีเติบโต 2.4% หลังได้แรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายผู้บริโภคที่เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปี
ตามข้อมูลที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ GDP ไทยใน ไตรมาส 4 ขยายตัวถึง 2.5% เร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.2% ในไตรมาส 3 ซึ่งนอกจากจะเป็นการเร่งตัวที่ชัดเจนแล้ว ยังสูงกว่าประมาณการเดิมของ สศช. ที่ตั้งไว้ค่อนข้างระมัดระวังที่ 1.7% อีกด้วย
ตัวแปรสำคัญที่สุดของไตรมาสสุดท้ายคือการลงทุน การลงทุนรวมเพิ่มขึ้น 8.1% เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่สูงที่สุดในรอบเกือบทศวรรษ นับตั้งแต่ปี 2559 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 6.5% โดยมีแรงหนุนจากการใช้จ่ายหนักในเครื่องจักรอุตสาหกรรมและอุปกรณ์สำนักงาน สอดคล้องกับภาพของภาคการผลิตที่มีการปรับเปลี่ยนกำลังการผลิตและลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ด้านการบริโภคภาคเอกชนยังประคองตัวได้ ขยายตัว 3.3% โดยมีรายละเอียดที่สะท้อนพฤติกรรมเชิงนโยบายอย่างชัดเจน คือแรงซื้อเร่งในตลาดรถยนต์ เมื่อผู้บริโภคเร่งซื้อเพื่อใช้สิทธิเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV 3.0) เฟสแรกก่อนที่โครงการจะสิ้นสุดลง ส่งผลให้การใช้จ่ายสินค้าคงทนพุ่งขึ้นถึง 12.2% ในสามเดือนสุดท้ายของปี ทำให้ภาพเศรษฐกิจปลายปีดูคึกคักกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองด้านการค้าระหว่างประเทศ ภาพของไทยยังเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ แม้สินค้าอุตสาหกรรมบางหมวดจะเติบโตโดดเด่น เช่น การส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมเพิ่มขึ้น 83% และคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น 91% แต่สินค้าเกษตรอย่างข้าวและยางกลับลดลงท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดโลก ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์เผชิญแรงกดดันหนัก การส่งออกรถยนต์นั่งลดลงถึง 36.2% แม้การส่งออกรถปิกอัพและเครื่องประดับจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
สิ่งที่ยังพอเป็นกันชนคือไทยรักษาดุลการค้าเกินดุลไว้ได้ที่ 23,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปี แต่ความไม่สม่ำเสมอของแรงขับจากการส่งออก ประกอบกับการพึ่งพาแรงส่งเชิงมาตรการในบางช่วง ทำให้ภาพการเติบโตทั้งปีไม่แข็งแรงเท่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีแรงหนุนหลายมิติพร้อมกัน
สำหรับแนวโน้มปี 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. แสดงมุมมองในเชิงระมัดระวังแต่เป็นบวก โดย สศช. ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 2% ภายในกรอบคาดการณ์ 1.5-2.5% นายดนุชาระบุว่าโมเมนตัมในปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ต่อเนื่อง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายลงทุนภาครัฐ
นอกจากนี้ สศช. ยังประเมินว่าสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและปริมาณน้ำที่เพียงพอจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเกษตรกรรม ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำที่ -0.3% ถึง 0.7%
ดังนั้น เมื่อนำตัวเลข 2.4% ไปเทียบกับอาเซียนในชุดข้อมูลเดียวกัน ไทยจึงอยู่ท้ายสุดของกลุ่มที่ถูกยกมา ได้แก่ เวียดนาม 8.02%, มาเลเซีย 5.2%, อินโดนีเซีย 5.11%, สิงคโปร์ 5.0%, กัมพูชา 5.0%, ลาว 4.8%, ฟิลิปปินส์ 4.4% และไทย 2.4%
ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้สูงกว่าคาด แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่า “ดีพอหรือไม่” เพราะแม้ไทยจะมีสัญญาณบวกปลายปีจากการลงทุนและการบริโภค แต่การเติบโตระดับต่ำกว่าเพื่อนบ้านเกือบทุกประเทศสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องการเครื่องยนต์ใหม่ที่ยืนระยะได้มากกว่าแรงเร่งชั่วคราว หากต้องการรักษาความสามารถแข่งขันและสถานะทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
อ้างอิง: Vietnam News, Reuters, Xinhua, BPS-Statistics Indonesia, MTI, Laotian Times, Inquirer.Net