
สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ณ กรุงพนมเปญ เปิดเผยว่า รัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มกระบวนการส่งตัวพลเมืองเกือบ 3,600 คนกลับจากประเทศกัมพูชา ภายหลังมีการปราบปรามศูนย์พนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ดังกล่าว
ทั้งนี้ กระบวนการส่งตัวกลับเริ่มขึ้นตั้งแต่วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน และจะดำเนินการเป็นระยะ ซึ่งคาดว่า จะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2026 สำหรับชาวอินโดนีเซียกลุ่มแรกที่ถูกส่งตัวกลับ มีจำนวน 743 คน
นายซานโต ดาร์โมซูมาร์โต เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำกัมพูชา กล่าวว่า ผู้ที่เดินทางกลับทุกคนจะต้องผ่านการคัดกรองและตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อเดินทางถึงกรุงจาการ์ตา “สถานทูตจะดำเนินการให้มั่นใจว่า ทันทีที่พวกเขาเดินทางถึงจาการ์ตา พวกเขาจะต้องเข้ารับการตรวจสอบย้อนหลังโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ชาวอินโดนีเซียที่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับการเป็นมิจฉาชีพออนไลน์จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และขณะนี้สถานทูตในกรุงพนมเปญกำลังเพิ่มความเข้มข้นในการประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของอินโดนีเซีย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่มีประเด็นทางกฎหมายจะถูกสอบสวนโดยทันทีเมื่อเดินทางกลับถึงประเทศ
นายซานโตระบุว่า ทางสถานทูตยังคงเดินหน้าเร่งรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ประเมินรูปคดี และออกเอกสารการเดินทาง เพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการส่งตัวกลับในครั้งนี้
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ นายรินาร์ดี อธิบดีฝ่ายคุ้มครองประจำสำนักงานคุ้มครองแรงงานข้ามชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนที่จะเช่าเหมาลำเครื่องบินหลายลำเพื่อเร่งกระบวนการส่งตัวพลเมืองกลับประเทศให้รวดเร็วยิ่งขึ้น แทนที่จะพึ่งพาเพียงการสำรองที่นั่งในเที่ยวบินพาณิชย์ตามปกติ
“เครื่องบินเช่าเหมาลำเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นการเฉพาะเพื่อพาพวกเขากลับบ้าน” นายรินาร์ดีกล่าว
การส่งตัวพลเมืองกลับประเทศในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการกวาดล้างครั้งใหญ่โดยทางการกัมพูชา ซึ่งมุ่งเป้าไปที่องค์กรอาชญากรรมทางไซเบอร์ในระดับภูมิภาค โดยในช่วงระหว่างวันที่ 16 ถึง 20 มกราคมที่ผ่านมา มีชาวอินโดนีเซียมากกว่า 1,400 คน ได้หลบหนีออกจากเครือข่ายมิจฉาชีพทางไซเบอร์ในกัมพูชา และเข้าขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ณ กรุงพนมเปญ
ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีชาวเกาหลีใต้จำนวน 73 คน ถูกส่งตัวกลับประเทศจากกัมพูชา หลังจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงออนไลน์ และข้อกล่าวหาเรื่องการหลอกลวงเพื่อนร่วมชาติของตนเองมากกว่า 800 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กรมตรวจคนเข้าเมืองทั่วไปในกรุงพนมเปญ ตามรายงานของสำนักข่าว แคมโบจา นิวส์ ระบุว่า ทางการกัมพูชาได้เนรเทศชาวต่างชาติออกไปแล้วประมาณ 3,375 คน ในช่วงสัปดาห์ของการปราบปรามปฏิบัติการมิจฉาชีพออนไลน์อย่างเข้มงวดซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026
ในระหว่างปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวบุคคลรวมทั้งสิ้น 3,575 คน จาก 9 สัญชาติ ซึ่งรวมถึงพลเมืองจากประเทศจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน อินเดีย และรัสเซีย
กระทรวงยุติธรรม ณ กรุงพนมเปญ รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติถูกเนรเทศออกไปแล้วถึง 14,041 คน นอกจากนี้ คณะกรรมการเพื่อการต่อต้านมิจฉาชีพออนไลน์ในกรุงพนมเปญยังรายงานด้วยว่า มีผู้คนจำนวนถึง 130,000 คน ที่เดินทางออกจากประเทศกัมพูชาในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026
ในอินโดนีเซีย ความตื่นตัวเรื่องการออมเงินและการลงทุนแบบ "ชะรีอะฮ์" (Sharia) เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มิจฉาชีพที่กบดานอยู่ในกัมพูชาจึงฉวยโอกาสนี้สร้างกลโกงที่ซับซ้อนขึ้น มิจฉาชีพจะสร้างแอปฯ ที่ใช้ชื่อดูน่าเชื่อถือ เช่น "Amanah Investment" หรือ "Berkah Sharia" โดยมีการแสดงใบรับรองปลอมจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น OJK (Financial Services Authority) หรือ MUI (Indonesian Ulema Council) เพื่อสร้างความไว้วางใจ
การใช้พนักงานชาวอินโดนีเซีย ซึ่งส่วนใหญ่ถูกหลอกไปทำงานที่กัมพูชา จะถูกบังคับให้ใช้ภาษาที่สุภาพและมีการใช้คำศัพท์ทางศาสนา เช่น อินชาอัลเลาะห์ อมานาฮ์ หรือ ฮาลาล เพื่อแชทคุยกับเหยื่อ ทำให้เหยื่อรู้สึกว่ากำลังคุยกับผู้ที่มีจริยธรรมสูง โดยมักอ้างว่าเป็นการนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ถูกหลักศาสนา เช่น การทำฟาร์มสัตว์ปีกแบบฮาลาล, อสังหาริมทรัพย์อิสลาม หรือทองคำ โดยสัญญาผลตอบแทนที่สูงเกินจริงแต่ "ไม่มีดอกเบี้ย" เพื่อให้เข้าเงื่อนไขทางศาสนา
เคสนี้พิเศษตรงที่เมื่อเหยื่อทราบว่าถูกหลอก ไม่เพียงแต่จะเสียเงินเท่านั้น แต่ยังเสียความรู้สึกอย่างรุนแรงเพราะถูกมิจฉาชีพนำ "ความศรัทธา" มาเป็นเครื่องมือทำมาหากิน