Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
2 กูรูชี้ทิศทางประเทศไทย เดินฝ่าความท้าทายอย่างไรให้ผ่านไปได้ด้วยดี
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

2 กูรูชี้ทิศทางประเทศไทย เดินฝ่าความท้าทายอย่างไรให้ผ่านไปได้ด้วยดี

16 ก.พ. 69
18:13 น.
แชร์

ปี 2026 เป็นอีกปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความท้าทายภายใน – เศรษฐกิจในประเทศโตช้า หนี้ครัวเรือนที่สูง กำลังซื้อเปราะบาง การเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลใหม่ และความท้าทายภายนอก – ระเบียบโลกใหม่ การค้าโลกที่ปั่นป่วน ห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดเรียงใหม่ ภูมิรัฐศาสตร์โลกแบ่งขั้วชัด การแข่งขันเชิงอิทธิพลของสหรัฐฯกับจีนในภูมิภาคเอเชียของเรา และจุดร้อนระดับโลกที่พร้อมปะทุและส่งผลกระทบต่อไทย

ในบริบทที่ท้าทายและรับมือยากแบบนี้ ประเทศไทยควรเดินไปในทิศทางไหนจึงจะสามารถเอาตัวรอดและสร้างโอกาสการเติบโตต่อไปได้ ผู้เชี่ยวชาญสองท่าน คือ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ ผศ. ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมอธิบายให้เห็นภาพความท้าทายชัดขึ้นและให้คำตอบว่าไทยควรเดินต่อไปอย่างไร บนเวทีเสวนา “Thailand Ahead 2026, ทิศทางประเทศไทย 2026” ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีอาจารย์วีระ ธีรภัทร และชุติมา พึ่งความสุข ผู้ดำเนินรายการฟังหูไว้หู ดำเนินการสนทนา

เศรษฐกิจไทยแนวโน้มโตต่ำ กระทบการคลัง

ดร.ศุภวุฒิเริ่มจากกล่าวถึงความท้าทายด้านเศรษฐกิจในประเทศว่า หลายสถาบันประเมินตรงกันว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปีนี้มีแนวโน้มโตไม่ถึง 2% โดยคาดการณ์กรณีเลวร้าย (worst case) เศรษฐกิจไทยอาจโตต่ำกว่า 2% ส่วนกรณีดีที่สุด (best case) ก็อาจโตได้เพียงประมาณ 2% เท่านั้น

ดร.ศุภวุฒิตั้งข้อสังเกตว่า หากเศรษฐกิจโตเพียง 1.6%-1.8% “เราอยู่ไม่ได้” เพราะปัจจุบันรัฐบาลขาดดุลงบประมาณเกือบ 4% ของจีดีพี แต่พยุงเศรษฐกิจให้โตได้เพียงราว 2% สิ่งที่น่ากังวลคือ ความยั่งยืนทางการคลัง หากต้องขาดดุลงบประมาณระดับ 3%-4% ต่อเนื่องอีกหลายปี เพื่อแลกกับการเติบโตเพียง 2% คำถามคือ จะดำเนินต่อไปได้อีกนานเพียงใด ขณะที่กรอบการคลังระยะปานกลางตั้งเป้าลดการขาดดุลลงเหลือ 0% ภายใน 5 ปี ความท้าทายคือจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ในเมื่อปัจจุบันยังต้องอัดฉีดงบประมาณราว 3% ของจีดีพีต่อปี เพื่อประคองเศรษฐกิจ

สาเหตุและทางออกปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำ

สำหรับสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ดร.ศุภวุฒิมองว่า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างสองด้าน ด้านแรกคือโครงสร้างประชากร ประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยแล้ว แรงงานลดลง ศักยภาพระยะยาวจึงถดถอย ตัวอย่างที่เห็นชัดคือญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจเคยโต 5%-6% ปัจจุบันเหลือราว 1% เช่นเดียวกับเกาหลีใต้และจีนที่เผชิญแนวโน้มนี้

ดร.ศุภวุฒิชี้ว่า ทางออก คือ ต้องยกระดับคุณภาพคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะสูงขึ้น ส่วนการเปิดรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านช่วยเติมแรงงานในภาคบริการที่ใช้ทักษะไม่สูง ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนนั้นได้ แต่ไม่ช่วยเร่งจีดีพีอย่างมีนัยสำคัญ

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สอง คือ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางการขยายตัวเชิงรุกของจีนที่มุ่งกินรวบ ทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างเหล็กและยานยนต์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างโซลาร์เซลล์และเซมิคอนดักเตอร์ ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมจีนคิดเป็นราว 28% ของการผลิตโลก ทั้งที่มีประชากรประมาณ 18% ของโลก

ดร.ศุภวุฒิอธิบายว่า จีนผลักดันภาคอุตสาหกรรมการผลิตให้โตเร็วกว่าจีดีพี เพื่อเป็นเครื่องยนต์หลักและแย่งส่วนแบ่งตลาดจากประเทศอื่น จีนผลิตปริมาณมากแม้กำไรต่อหน่วยต่ำก็ยอมรับได้ ผลคือเกิดภาวะสินค้าล้นเกินกดราคาสินค้าทั่วโลก และส่งออกแรงกดดันเงินฝืดไปยังประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย สินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาจำนวนมากจึงทำให้เงินเฟ้อไทยติดลบตามไปด้วย

สำหรับแนวทางปรับตัว ดร.ศุภวุฒิเสนอว่า การปรับตัวต้องทำพร้อมกันหลายด้าน ภาคบริการควรขยับจากท่องเที่ยวเชิงปริมาณไปสู่บริการคุณภาพสูง เช่น เพิ่มการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการดูแลสุขภาพ เพราะจุดแข็งของไทยคือการบริการและการสร้างประสบการณ์ ไม่ได้ขายแค่สินค้าแต่ขายความประทับใจ

สำหรับภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างยานยนต์หรือชิ้นส่วนยังไปต่อได้ แต่ไม่ใช่เครื่องยนต์หลักเหมือนอดีต อุตสาหกรรมการผลิตในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งที่ยังเติบโตได้ แต่ไม่ใช่เครื่องยนต์หลักเช่นกัน ส่วนสิ่งที่ ดร.ศุภวุฒิเห็นว่าไทยควรหันไปสร้างและพัฒนาเพื่อให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ คือ อุตสาหกรรมการเกษตร (agro-industry) โดยควรเพิ่มการผลิตเนื้อสัตว์และอาหารทะเล ลดการพึ่งพาการผลิตข้าว เพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพมากขึ้น บริโภคโปรตีนมากขึ้นและลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรต

อย่างไรก็ตาม ดร.ศุภวุฒิบอกว่า ต้นทุนปศุสัตว์ไทยสูงจากอาหารสัตว์ราคาแพง โดยเฉพาะข้าวโพดและกากถั่วเหลือง หากปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าและผ่อนคลายมาตรการกีดกันบางส่วน จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันได้

ส่วนด้านการดูแลสุขภาพ ดร.ศุภวุฒิแนะว่า ไทยไม่มีงบประมาณสูงที่ใช้ในการวิจัยยาที่วิจัยยาก ๆ แต่สามารถต่อยอดสมุนไพรและงานวิจัยที่สอดคล้องกับศักยภาพประเทศ เชื่อมกับบริการสุขภาพและเวลเนสที่เป็นจุดแข็งอยู่แล้วได้

บริบทโลกแสนท้าทายที่ไทยต้องโต้คลื่น

เมื่อมองออกไปนอกประเทศไทย บริบทโลกเต็มไปด้วยเรื่องที่ท้าทายและกดดันประเทศขนาดเล็กอย่างไทย

ดร.อาร์มบอกให้เห็นภาพอนาคตคร่าว ๆ ว่า ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยน โดยมีทั้ง ‘ปัญหาระยะยาว’ และ ‘ปัญหาเฉพาะหน้า’ ซ้อนทับกัน ปัญหาในระยะยาว คือ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะยืดเยื้ออีกหลายสิบปี เป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่จบง่าย ขณะที่ปีนี้ปัจจัยเฉพาะหน้าหลายเรื่องจะร้อนขึ้น อย่างเช่นเรื่องไต้หวัน ซึ่งเห็นได้จากผลเลือกตั้งญี่ปุ่นที่แลนด์สไลด์ครั้งแรกในรอบกว่า 70 ปี พร้อมฉันทามติชัดเจนเรื่องการยืนหยัดต่อสู้กับจีน นายกฯ ญี่ปุ่นได้รับแรงสนับสนุนจากจุดยืนแข็งกร้าวต่อจีนและยืนเคียงข้างไต้หวัน รวมถึงการประกาศฟื้นอุตสาหกรรมทหาร

สำหรับความเป็นไปได้ที่จีนจะใช้กำลังกับไต้หวัน ดร.อาร์มองว่า หากไต้หวันประกาศเอกราช มีความเป็นไปได้ที่จีนจะใช้กำลัง เพราะจีนระบุ 3 เงื่อนไขไว้ในกฎหมายป้องกันการแบ่งแยกประเทศ คือ ไต้หวันประกาศเอกราช เกิดเหตุที่ทำให้ไต้หวันแยกจากจีน (เช่น ได้รับการรับรองเป็นรัฐเอกราช) หรือเมื่อความเป็นไปได้ที่จะรวมชาติอย่างสันติหมดลง

ดร.ศุภวุฒิมองว่า ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยน และประเทศต่าง ๆ ต้องปรับตัวเชิงรุก โดยอ้างถึงคำกล่าวของมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาที่กล่าวในงาน World Economic Forum 2026 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ว่า แคนาดาต้องรีบปรับตัว ไม่ใช่รอดูความชัดเจนว่าโลกจะเป็นอย่างไรแล้วค่อยขยับ

ดร.ศุภวุฒิอธิบายอีกว่า หากมองแนวคิดของทีมงานทรัมป์จากแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯฉบับล่าสุด จะเห็นว่าสหรัฐฯ ต้องการรักษาอิทธิพลสูงสุดในภูมิภาคอเมริกา ลดความสำคัญยุโรปและลดภาระในยุโรปโดยเฉพาะ NATO และให้ความสำคัญสูงกับเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะแนว ‘First island chain’ และ ‘Scond island chain’ เพื่อรักษาเสรีภาพการเดินเรือและผลประโยชน์ด้านความมั่นคง อย่างไรก็ตาม แนวคิดของทรัมป์คือ สหรัฐฯ จะไม่แบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว แต่ประเทศพันธมิตรในภูมิภาคต้องร่วมรับผิดชอบด้านงบประมาณและความมั่นคงด้วย บริบทนี้อธิบายได้ว่าทำไมนายกฯ ญี่ปุ่นยุบสภาขอฉันทามติใหม่ เพิ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมกำลังทหาร ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่เปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าเทียบท่าเรือที่จีนมีบทบาทในการสร้าง ก็สะท้อนการแข่งขันอิทธิพลในเอเชียที่เข้มข้นขึ้น

ดร.อาร์มเสริมด้วยว่า ‘ซัพพลายเชน’ คือหัวใจของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ เป้าหมายคือปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับจีนและไต้หวัน ดึงการผลิตสำคัญกลับประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในอุตสาหกรรมชิปและอาวุธ หากยังต้องพึ่งไต้หวัน ก็ต้องให้ผลิตบนแผ่นดินอเมริกา ขณะเดียวกันก็กระจายไปหาทางเลือกจากพันธมิตรอื่นแทน อย่างเช่นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

ด้านจีนมีแผนอย่างไรเห็นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ที่กำลังจะใช้ในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่ง ดร.อาร์มให้ข้อมูลว่า แผนฯฉบับใหม่ของจีนสะท้อนชัดว่าจีนจะรุกตลาดโลก โดยจีนมีแนวคิด “AI in all” ขณะที่สหรัฐฯ มุ่ง “all in AI” หรือทุ่มพัฒนา AI ให้เก่งที่สุด จีนมุ่งนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วน หรือ “AI Plus” ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม

เรื่องที่สองที่ระบุไว้ในแผนฯ คือ การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีฐาน (foundation technology) ที่จะเป็นรากฐานการผลิตยุคใหม่ ไม่จำกัดเฉพาะ AI หรือเซมิคอนดักเตอร์ แต่ต้องแข่งในเทคโนโลยีที่หลายประเทศเริ่มต้นในเวลาใกล้เคียงกัน เช่น ควอนตัม ไฮโดรเจน นิวเคลียร์ฟิวชัน หุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่ผสาน AI และ 6G

ดร.อาร์มตั้งข้อสังเกตว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนเป็น foundation technology ที่นำไปปรับใช้ได้กับทุกเซกเตอร์ และกากรพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่นำไปใช้ประโยชน์ทางการทหารด้วยในเวลาเดียวกัน

ดร.ศุภวุฒิชี้ทางรอดและโอกาสเศรษฐกิจไทย

ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ คำถามสำคัญคือ ไทยควรจะรับมืออย่างไร ควรจะเดินไปทางไหนจึงจะรอดและมีโอกาสเติบโตได้เป็นอย่างดี

ดร.ศุภวุฒิเสนอว่า แทนที่จะเริ่มจากมองว่าโลกไปทางไหนแล้วค่อยปรับตัว ไทยควรเริ่มจากถามก่อนว่าตัวเองมีศักยภาพอะไร และจะทำให้จุดแข็งนั้นเป็นที่ต้องการของโลกได้อย่างไร

ดร.ศุภวุฒิมองว่าไทยโดดเด่นด้านบริการคุณภาพ เช่น ท่องเที่ยวและเวลเนส รวมถึงอาหารคุณภาพสูง ซึ่งควรถูกยกระดับเป็นฐานที่แข็งแกร่งของประเทศ อีกด้านหนึ่งคือการผลิตอาหาร ซึ่งยังมีโอกาส เพราะหากมองที่จีน แม้จีนเป็นมหาอำนาจอุตสาหกรรม แต่กลับนำเข้าอาหารเพิ่มต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2006 และส่งออกอาหารลดลง เพราะทุ่มทรัพยากรสู่อุตสาหกรรม ทำให้เผชิญข้อจำกัดด้านที่ดินและแรงงานจากปัญหาโครงสร้างประชากร นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะผลิตอาหารส่งไปขายจีน

เรื่องการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ดร.ศุภวุฒิแสดงความเห็นว่า ไทยต้อง “เลือก” มากกว่ารอรับ ควรถามตนเองก่อนว่าประเทศเราอยากพัฒนาอะไร แล้วจึงดึงการลงทุนที่ตอบโจทย์เข้ามา อีกทั้งยังชวนคิดเรื่องการที่บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ว่า ประเทศไทยต้องการดาต้าเซ็นเตอร์จริงหรือ เพราะแม้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้เม็ดเงินลงทุนสูง แต่ใช้แรงงานน้อย ใช้ทรัพยากรมาก และผลประโยชน์อาจไม่กระจายกว้าง อีกทั้งไฟฟ้าในอนาคตอาจไม่เพียงพอและอาจส่งผลกระทบใหห้คนไทไยต้องใช้ไฟแพงขึ้น จึงต้องประเมินว่าเข้ากับยุทธศาสตร์ประเทศจริงหรือไม่

ดร.ศุภวุฒิฝากถึงรัฐบาลใหม่อีกว่า รัฐบาลใหม่ซึ่งได้รับทุนทางการเมือง (political capital) จากประชาชน ควรใช้โอกาสนี้เร่งแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่และโอกาสทางธุรกิจให้คนไทยสามารถทำธุรกิจได้มากขึ้น ขยายการจ้างงาน และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

ส่วนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ดร.ศุภวุฒิแนะว่า ไทยต้องอ่านยุทธศาสตร์มหาอำนาจอย่างรอบคอบ สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับแนวเกาะยุทธศาสตร์ (First island chain และ Second island chain) ไทยจึงอาจต้องตัดสินใจละเอียดอ่อน เช่น ร่วมมือด้านการทหารกับอเมริกาในระดับหนึ่ง พร้อมสื่อสารกับจีนว่าไม่ได้คุกคามผลประโยชน์ของจีน บทบาททางการทูตจึงต้องบริหารสมดุลอย่างระมัดระวัง

ดร.อาร์มแนะอยู่ในโลกใหม่ต้องหาวิธีเล่นเกมใหม่

ดร.อาร์มเสนอว่า การรับมือเทรนด์โลกต้องเริ่มจากการยอมรับว่าเราอยู่ใน “โลกใหม่” และเมื่อเป็นเกมใหม่ ไทยก็ต้องคิดว่าจะเล่นอย่างไร หลายคนยังเชื่อว่าโลกแบบเดิมอาจกลับมา หรือความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีนจะคลี่คลาย แต่มันจะไม่เป็นเช่นนั้น แม้อาจมีการพักรบทางการค้าชั่วคราว แต่เบื้องหลังคือความพยายามแยกซัพพลายเชน สหรัฐฯ ดึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้สร้างเครือข่ายของตนเพื่อลดความเสี่ยงจากจีนและไต้หวัน ขณะที่จีนก็สร้างเครือข่ายของตนผ่านประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น คำถามที่ไทยต้องหาคำตอบเพื่อเป็นทางรอด คือ ไทยจะยืนตรงไหนในสองซัพพลายเชนนี้

ดร.อาร์มบอกอีกว่า การวางตัวเป็นกลางไม่ใช่ศาสตร์ตายตัวแต่เป็นเรื่องศิลปะ ขณะนี้หลายประเทศก็พยายามบาลานซ์ แม้กระทั่งสหภาพยุโรป ไทยซึ่งมีประวัติศาสตร์การบาลานซ์ความสัมพันธ์ในอดีต ครั้งนี้ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ ต้องเพิ่ม leverage ขยายอำนาจต่อรองของตนเองให้มากที่สุด และต้องกระจายความเสี่ยงให้ดี

อยางไรก็ตาม ดร.อาร์มชี้ให้เห็นโอกาสว่า แม้ว่าวันนี้ไทยถูกกดดันจากสองด้านพร้อมกัน ทั้งด้านนอกคือภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียดและผันผวน และด้านในคือปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมไทยเอง แต่ไม่ได้แปลว่าไทยไม่มีโอกาส เพียงแต่ไทยไม่สามารถเล่น “เกมเดิม” แบบที่ผ่านมาได้อีกต่อไป จึงต้องตั้งโจทย์ใหม่ว่าในภาพใหม่และเกมใหม่ ไทยจะปรับตัวอย่างไร

ไทยต้องมีแต้มต่อ แต่สิ่งนั้นคืออะไร ?

ดร.ศุภวุฒิชี้ให้เห็นอีกว่า ประเด็นสำคัญยิ่งกว่าการเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชน คือ คำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า ไทยจะทำอย่างไรให้มหาอำนาจ “ยับยั้งชั่งใจ” ก่อนจะดำเนินมาตรการใด ๆ ที่อาจกระทบต่อไทย และทำอย่างไรให้ไทยมีความเกี่ยวข้อง (relevance) และมีสถานะทางการเมืองภายในประเทศมหาอำนาจ

ดร.ศุภวุฒิมองว่าสำหรับจีน สิ่งที่จะทำให้ไทยมีแต้มต่อ คือ การสร้างรถไฟความเร็วสูง เห็นได้จากที่จีนติดตามและทวงถามความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–หนองคายทุกปี เพราะโครงการนี้จะเชื่อมต่อเวียงจันทน์และต่อไปถึงจีน หากไทยเร่งดำเนินการ ก็เท่ากับสร้างผลประโยชน์ร่วมที่เป็นรูปธรรม ทำให้จีนมีความผูกพันทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์กับไทยมากขึ้น

ส่วนฝั่งสหรัฐฯ แนวคิดที่ ดร.ศุภวุฒิเคยเสนอไว้ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย คือ ไทยควรพิจารณาเปิดตลาดสินค้าเกษตรบางประเภท โดยเฉพาะการนำเข้าข้าวโพดและถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพราะรัฐเกษตรกรรมของสหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูง และหลายรัฐเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกัน หากไทยสร้างความเชื่อมโยงทางผลประโยชน์กับเกษตรกรอเมริกัน ก็จะทำให้ไทยมีสถานะในทางการเมืองภายในของสหรัฐฯ มากขึ้น

ดร.ศุภวุฒิยอมรับว่า ถึงที่สุดแล้ว หากมหาอำนาจจะใช้มาตรการกดดันจริง ไทยอาจไม่สามารถหยุดยั้งได้ทั้งหมด แต่คำถามคือ เราจะทำให้เขาคิดทบทวนก่อนได้หรือไม่ เราจะสร้างเครือข่ายผลประโยชน์ร่วมให้มากพอที่จะทำให้เขา “เอ๊ะ” ก่อนลงมือหรือไม่ ทั้งกับจีนและสหรัฐฯ

ภาคธุรกิจ-ผู้บริหารธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร

สำหรับภาคธุรกิจ ผู้บริหารธุรกิจ และผู้ประกอบการควรตั้งหลักอย่างไร ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางและบริบทโลกที่ปั่นป่วน ดร.อาร์มแนะว่า ต้องปรับมายนด์เซตจากเดิมที่อยู่ใน ‘competition mindset’ คิดแต่ว่าจะแข่งขันกับจีน เวียดนาม หรืออินโดนีเซียอย่างไร แต่โลกวันนี้บีบให้ต้องเปลี่ยนเป็น ‘co-creation mindset’ คือคิดว่าจะเข้าไปเชื่อมโยงและเติบโตร่วมกับเขาได้อย่างไร มากกว่ามองเป็นคู่แข่ง

“ตอนนี้เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นจุดดึงดูดใหม่ของเศรษฐกิจโลก เพราะโครงสร้างของเขาตรงข้ามกับเรา ประชากรของเขาหนุ่มสาว และเป็นตลาดขนาดใหญ่ เราควรหาทางร่วมมือกับเขา ควรเห็นเขาเป็นโอกาสในการเติบโต ไม่ใช่แข่งขัน และถ้าพูดถึงจีน ถ้าเรามองเขาเป็นคู่แข่ง ผมไม่แน่ใจว่าจะแข่งยังไง ทั้งในเรื่องขนาด เรื่องต้นทุน และเรื่องเทคโนโลยี”

ดร.อาร์มบอกว่า นี่คือ “เกมใหม่” ที่ต้องปรับวิธีคิดอย่างจริงจัง ต้องมีพันธมิตรทั้งชาวตะวันตกและชาวจีน ต้องเข้าใจว่าฝั่งตะวันตกต้องการซัพพลายเชนเทคโนโลยีที่แยกจากจีน แล้วไทยจะเข้าไปมีบทบาทได้ตรงไหน ขณะเดียวกันจีนกำลังมองหาตลาดใหม่และต้องการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ไทยจะเข้าไปเชื่อมต่อหรือตอบโจทย์อย่างไร ซึ่งสิ่งสำคัญที่ควรรมี คือ ‘cultural literacy’ ความเข้าใจพหุวัฒนธรรม

ดร.อาร์มสรุปให้เห็นภาพโลกในอนาค (ตามคาดการณ์) ว่า หลายคนถามว่าสหรัฐฯกับจีน ประเทศไหนจะชนะ แต่คนจีนสรุปแล้วว่า ในอีก 50 ปีข้างหน้าจะเป็น “ยุคพระอาทิตย์สองดวง” คือสองมหาอำนาจมีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน ไม่มีฝ่ายใดล้มอีกฝ่ายได้อย่างเด็ดขาด ดังนั้น ในระดับปัจเจก คำถามสำคัญคือ คุณตระหนักหรือไม่ว่ากำลังอยู่ในโลกสองขั้วนี้ และพร้อมหรือยังที่จะเรียนรู้การอยู่กับทั้งสองขั้ว

แชร์
2 กูรูชี้ทิศทางประเทศไทย เดินฝ่าความท้าทายอย่างไรให้ผ่านไปได้ด้วยดี