
กรุงเทพฯ เมืองแห่งคอนเสิร์ต? ในช่วงที่หลายคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี และผู้บริโภคต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง มีภาพหนึ่งที่ดูเหมือนจะสวนทางกับบรรยากาศดังกล่าว นั่นคือความคึกคักของตลาดคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ
แทบทุกสัปดาห์ ฮอลล์จัดงานขนาดใหญ่อย่างไบเทค บางนา หรืออิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ต่างเต็มไปด้วยคอนเสิร์ตและอีเวนต์บันเทิงหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ศิลปินไทย ศิลปินเกาหลี ศิลปินต่างชาติ แฟนมีตติ้ง หมอลำ ไปจนถึงเทศกาลดนตรี EDM
ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ระบุว่า ช่วงปี 2023-2024 กรุงเทพฯ มีการจัดคอนเสิร์ตรวมกว่า 526 งาน หรือเฉลี่ยปีละราว 200-300 งาน สะท้อนว่ากรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตในภูมิภาค
ทั้งนี้ จำนวนงานที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าทุกงานจะประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่รายได้ของผู้จัด ประสบการณ์ของผู้ชม หรือประโยชน์ที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทย
หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือปัญหา “ทัวร์ 0 เหรียญ” ในอุตสาหกรรมคอนเสิร์ต โดยเฉพาะกรณีผู้จัดจากจีนที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่จัดงาน เพื่อรองรับผู้ชมชาวจีนเป็นหลัก เช่น คอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีที่ไม่สามารถจัดในจีนได้จากข้อจำกัดด้านนโยบายต่อ K-Pop
ปัญหาคือ การเดินทางเข้ามาของผู้ชมเหล่านี้ไม่ได้มาเพียงตัวบุคคล แต่พ่วงมาทั้ง ecosystem ตั้งแต่ผู้จัด ทีมงาน ระบบขายบัตร ไปจนถึงเครือข่ายบริการที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เม็ดเงินจำนวนมากอาจไม่ได้หมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่ แต่ไหลกลับไปสู่ผู้จัดและเครือข่ายต่างชาติ
คุณโอม-รชต ธันยาวุฒิ ผู้จัดงาน Siam Songkran และ Tomorrowland Thailand เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการไทยที่ออกมาแสดงความกังวลต่อประเด็นดังกล่าว โดยมองว่า “ทัวร์ 0 เหรียญ” กำลังกลายเป็นปัญหาที่สร้างแรงกดดันให้กับผู้จัดงานไทย แม้ในส่วนของตลาด EDM จะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากผู้จัดจีนมากนัก
บทความนี้ SPOTLIGHT ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณโอม-รชต ธันยาวุฒิ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด ถึงโอกาสและความท้าทายของอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตไทย ในวันที่กรุงเทพฯ กำลังถูกจับตามองในฐานะ “เมืองแห่งคอนเสิร์ต” แห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คุณโอมเล่าว่า งาน Siam Songkran Music Festival 2026 ที่เพิ่งผ่านไป ถือเป็นการจัดงานครั้งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มจัดงานมากว่า 8 ปี
ตลอด 4 วันของการจัดงาน ระหว่างวันที่ 11-14 เมษายน 2569 งานสามารถจำหน่ายบัตรได้ถึง 92,000 ใบ แบ่งเป็นผู้เข้าร่วมชาวไทย 50% และชาวต่างชาติ 50% โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่มาจากจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ขณะที่เม็ดเงินสะพัดภายในงานคาดว่าสูงกว่า 300 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเฟสติวัลไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงผลกระทบเชิงบวกต่อ ecosystem โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ธุรกิจในพื้นที่ ไปจนถึงระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยว
ในมุมนี้ Siam Songkran จึงไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลดนตรี แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Songkran Economy ซึ่งปี 2026 คาดว่าจะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวรวมกว่า 30,350 ล้านบาท และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยมากกว่า 500,000 คน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือสัญญาณการกลับมาของ นักท่องเที่ยวจีน โดยคุณโอมมองว่า รอบนี้ไม่ใช่เพียงการกลับมาของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพดี มีกำลังซื้อสูง และพร้อมใช้จ่ายกับประสบการณ์ระดับพรีเมียม
เห็นได้จากความต้องการในโซน Premium และ VIP ซึ่งมีราคาโต๊ะตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท สิ่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มองหาไม่ใช่แค่การมาชมคอนเสิร์ต แต่คือ “ประสบการณ์ที่น่าจดจำ” ที่สามารถเชื่อมโยงดนตรี ไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และ social content เข้าด้วยกัน
แต่ความสำเร็จของ Siam Songkran ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน คุณโอมเล่าว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา งานนี้ผ่านทั้งการลองผิดลองถูก คำวิจารณ์ และบทเรียนสำคัญจำนวนมาก
ปี 2019 : ปีแรกของการจัดงาน ได้กำไรเพียง 30,000 บาท
ปี 2023 : แม้ผลประกอบการจะดี แต่กลับเป็นปีที่ได้รับ negative feedback มากที่สุด จากปัญหาน้ำขังและพื้นที่จัดงานที่เต็มไปด้วยโคลน
ปี 2024 : ป็นอีกปีที่ท้าทาย เพราะบัตรขายไม่หมด ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบของเสียงวิจารณ์ในปีก่อนหน้า ประกอบกับความผิดพลาดด้านการประเมิน capacity ของพื้นที่ เดิมพื้นที่ควรรองรับผู้เข้าร่วมได้ราว 18,000 คน แต่มีการขายบัตรไปกว่า 22,000 ใบ ส่งผลให้เกิดความแออัด และนำไปสู่เสียงวิจารณ์อีกครั้ง
ปี 2025 : การจัดการเริ่มดีขึ้น เสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานเป็นบวกมากขึ้น แม้ยอดขายบัตรจะยังไม่ถึงขั้น sold out ก็ตาม
นอกจากเม็ดเงินที่สะพัดในงาน สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้จัดอย่างคุณโอม คือ ฟีดแบ็กจากลูกค้า โดยเฉพาะเสียงตอบรับว่าปีนี้การจัดการหน้างานดีขึ้นอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความแออัดของผู้เข้าร่วมงาน การจัด flow การเดินเข้า-ออกพื้นที่ ไปจนถึงการลดเวลารอคิวซื้อเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นหนึ่งใน pain point สำคัญของงาน Music Festival ขนาดใหญ่
เบื้องหลังการจัดการที่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาระบบของผู้จัดเองในชื่อ Casheers App แพลตฟอร์มกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการใช้จ่ายในระบบปิด หรือใช้เฉพาะภายในงานอีเวนต์
จุดเด่นของระบบนี้คือ หากลูกค้าเติมเงินเข้าไปแล้วใช้ไม่หมด ก็สามารถขอคืนเงินได้ แม้ออกจากพื้นที่จัดงานไปแล้ว ต่างจากระบบ cashless ในหลายงานที่ผู้เข้าร่วมต้องต่อแถวขอคืนเงินภายในงานเท่านั้น หากพ้นพื้นที่หรือพ้นวันงานไปแล้ว มักไม่สามารถขอเงินคืนได้
สำหรับคนที่เคยไปงาน Music Festival จะเข้าใจดีว่า หนึ่งในเรื่องที่ยุ่งยากที่สุดคือการคำนวณเงินที่จะใช้ในงานให้พอดี เพราะหากเติมน้อยเกินไปก็ต้องเสียเวลาเติมใหม่ แต่หากเติมมากเกินไป ก็เสี่ยงต้องเสียเวลาต่อแถวขอเงินคืน หรือในบางกรณีอาจไม่ได้เงินคืนเลย
คุณโอมเล่าว่า นี่เป็น pain point ของผู้จัด Music Festival แทบทุกเจ้า ไม่ใช่ว่าผู้จัดไม่อยากคืนเงิน แต่ข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยทำให้การ refund ต้องเกิดขึ้นเฉพาะภายในพื้นที่จัดงาน One Asia Ventures จึงตั้งใจพัฒนา Casheers ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ปีนี้ลูกค้ากล้าเติมเงินมากขึ้น โดยมียอดเติมเฉลี่ยประมาณ 1,500-3,000 บาทต่อครั้ง ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน หรือ Average Spending เพิ่มขึ้นจาก 300 บาทในปีก่อนหน้า เป็น 520 บาทในปีนี้
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เมื่อผู้บริโภครู้สึกสบายใจในการใช้จ่าย และมั่นใจว่าเงินที่เติมเข้าไปสามารถขอคืนได้จริง พฤติกรรมการใช้จ่ายในงานก็เปลี่ยนไป
กล่าวอีกอย่างคือ การยกระดับระบบหลังบ้านไม่ได้ช่วยแค่ลดคิวหรือเพิ่มความสะดวกเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้จัดกับผู้เข้าร่วมงาน ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ได้ถูกเอาเปรียบ และพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นภายในงาน
คุณโอมเล่าให้ SPOTLIGHT ฟังว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังถูกมองว่าอยู่ในภาวะชะลอตัว และผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่อุตสาหกรรมอีเวนต์กลับเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ยังได้รับผลกระทบไม่มากนัก โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งมีจุดแข็งจากการเป็นประเทศท่องเที่ยว ผู้คนเป็นมิตร และมีบรรยากาศความสนุกสนานที่เป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ
คุณโอมมองว่า การที่ประเทศไทยดึงงานระดับโลกอย่าง Tomorrowland เข้ามาจัดได้ จะไม่เพียงสร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ มาตรฐานการจัดงาน และศักยภาพของทีมงานไทยให้ก้าวไปอีกขั้น
สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ One Asia Ventures เตรียมงบลงทุนรวมราว 2,000 ล้านบาท ครอบคลุม 2 โปรเจกต์หลัก ได้แก่
“การที่ Tomorrowland มองประเทศไทย สะท้อนว่าโลกเริ่มเห็นศักยภาพของไทยทั้งด้าน culture, tourism, hospitality และความสามารถในการรองรับงานขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน การมี global brands เข้ามา ไม่ได้ทำให้ตลาดเฟสติวัลไทยเล็กลง แต่จะช่วยขยายตลาดโดยรวม และทำให้คนทั่วโลกหันมามองประเทศไทยมากขึ้น” คุณโอมกล่าว
สำหรับ Tomorrowland Thailand มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2569 ที่ Wisdom Valley พัทยา โดยได้เปิดขายบัตรไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา และจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานไว้ที่ 50,000 คนต่อวัน
ก่อนหน้านี้ SPOTLIGHT ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณโอมถึงความเป็นไปได้ในการเปิดขายบัตรเพิ่มเติม ซึ่งคุณโอมอธิบายว่า การเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมงานยังติดข้อจำกัดสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบคมนาคมรอบพื้นที่จัดงาน
“อาจจะเปิดขายบัตรเพิ่ม หากรัฐบาลให้เงินสนับสนุนในการสร้างถนนเพิ่ม ต้องยอมรับว่าสถานที่ที่เราเลือกจัดนั้น สามารถจุคนได้มากกว่า 100,000 คน/วัน แต่เราจำกัดอยู่แค่ 50,000 คน/วัน เนื่องจากปัญหาในการสัญจร เพราะทางออกมีแค่ 2 ทาง ลองคิดภาพตามดู คน 100,000 คน ออกจากงานเวลาเดียวกัน มันจะมีความปลอดภัยไหม ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากเพิ่มจำนวนบัตร แต่ปัญหาคือเรื่องถนน” คุณโอมกล่าว
หลังจากการสัมภาษณ์ครั้งดังกล่าวราว 1 เดือน คุณโอมอัปเดตกับ SPOTLIGHT ว่า ขณะนี้ Tomorrowland Thailand กำลังทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. และอยู่ระหว่างประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อผลักดันโครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเพิ่มเติมในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะต่อการจัดงาน Tomorrowland Thailand เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่โดยรวม และเพิ่มศักยภาพของไทยในการรองรับอีเวนต์ขนาดใหญ่ในอนาคตด้วย
“ซึ่งหากเปิดขายบัตรเพิ่ม ก็คงเปิด 1-2 เดือนใกล้ๆ งาน และจำหน่ายไม่เยอะเนื่องจากอยากควบคุมปริมาณคนให้ไม่แออัดจนเกินไป อยากให้ผู้ร่วมงานได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไปทุกคน” คุณโอมระบุทิ้งท้าย