
ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์นั้นมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา, การจัดหาวัตถุดิบและอุปกรณ์ การออกแบบ, การผลิตแผ่นเวเฟอร์/ การผลิตชิปขั้นต้น, การตัดชิป, การประกอบ-ทดสอบ-บรรจุ (ATP) และการนำไปใช้งานในโปรดักต์ปลายทาง ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีส่วนร่วมอยู่หลัก ๆ เพียงขั้นตอน ATP ซึ่งมีมูลค่าไม่สูง ขณะที่เวียดนาม เพื่อนบ้านซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญของเรา มีส่วนร่วมในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์แล้วเกือบทุกขั้นตอน
และไม่เคียงแค่นั้น ตอนนี้เวียดนามกำลังก้าวไปไกลอีกขั้น ด้วยการตั้งโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์/ผลิตชิปขั้นต้น (Wafer Fabrication/ Chip Manufacturing) แห่งแรกของประเทศ ซึ่งเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญมาก เพราะนี่จะทำให้เวียดนามมีส่วนร่วมในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ครบทุกขั้นตอน และช่วยเพิ่มบทบาทของเวียดนามในห่วงโซ่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก
สื่อต่างประเทศรายงานว่า เวียดนามทำพิธีเริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นต้นแห่งแรกของประเทศในกรุงฮานอยเมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของเวียดนามในความพยายามยกระดับเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีขั้นสูง
โรงงานแห่งนี้ก่อสร้างโดยเวียตเทล (Viettel) บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของประเทศซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพ และถูกวางบทบาทให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติด้านเซมิคอนดักเตอร์ ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัย การออกแบบ การทดสอบ ไปจนถึงการผลิตชิป
เวียตเทลระบุว่า ปัจจุบันเวียดนามมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์แล้ว 5 จาก 6 ขั้นตอนหลัก แต่ยังขาดขั้นตอนที่ซับซ้อนและสำคัญที่สุด คือ การผลิตแผ่นเวเฟอร์/ผลิตชิปขั้นต้น “โรงงานผลิตแห่งใหม่นี้จะช่วยให้เวียดนามสามารถมีส่วนร่วมครบในขั้นตอนทั้ง 6 ของห่วงโซ่คุณค่าของเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงกระบวนการผลิตเวเฟอร์ที่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยี ซึ่งยังไม่มีการดำเนินการในประเทศ”
โรงงานนี้มีขนาด 27 เฮกตาร์ (ประมาณ 169 ไร่) ตั้งอยู่สวนอุทยานเทคโนโลยีชั้นสูงฮวาหลาก (Hoa Lac Hi-Tech Park) ชานเมืองฮานอย จะสร้างเสร็จและถ่ายโอนเทคโนโลยีแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2027 แล้วจะเริ่มการทดลอง ปรับปรุงกระบวนการ และอัพเกรดอุปกรณ์ไปจนถึงปี 2030
พลโท เตา ดึ๊ก ถัง (Tao Duc Thang) ประธานและซีอีโอของกลุ่มเวียตเทลกล่าวว่า เวียตเทลมีเป้าหมายเริ่มการทดลองผลิตที่โรงงานใหม่นี้ภายในสิ้นปี 2027 และในช่วง 3 ปีถัดจากนั้นจะมุ่งปรับปรุงกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมชิประดับสากล
เซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นสองอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของเวียดนาม รัฐบาลเวียดนามได้เดินหน้าดึงดูดการลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศผ่านมาตรการจูงใจต่าง ๆ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี วีซ่า และที่อยู่อาศัย
เวียดนามตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างน้อย 10% ในปี 2026 นี้ และมุ่งหวังจะก้าวเป็น ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ ภายในปี 2045 โดยมองว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เวียดนามได้เปิดตัวศูนย์สนับสนุนการพัฒนาต้นแบบชิปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Center for Semiconductor Chip Prototyping Support) เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านชิปอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การผลิตทดลอง ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายเชิงพาณิชย์
นอกจากนั้น เพื่อเสริมศักยภาพที่จะไปสู่เป้าหมาย รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบ โดยมีแผนฝึกอบรมวิศวกรออกแบบชิปจำนวน 50,000 คนภายในปี 2030 และขยายกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เกิน 100,000 คนภายในปี 2040
ในพิธีวางศิลาฤกษ์ของโรงงานผลิตชิปของเวียดเทลนี้ นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋ง (Pham Minh Chinh) ของเวียดนามกล่าวว่า เวียดนามตั้งเป้าทีจะมีบริษัทออกแบบชิปอย่างน้อย 100 บริษัท โรงงานผลิตชิป 1 แห่ง และโรงงานประกอบ บรรจุภัณฑ์ และทดสอบชิป (APT) ราว 10 แห่ง ภายในปี 2030 พร้อมตั้งเป้ารายได้จากอุตสาหกรรมชิป 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีเดียวกัน
รัฐบาลเวียดนามต้องการยกระดับภาคการผลิต ซึ่งปัจจุบันยังเน้นแรงงานทักษะต่ำถึงปานกลาง ให้ก้าวไปสู่ศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเวียดนามเป็นหนึ่งในฐานการผลิตในระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดของซัมซุง (Samsung) และเมื่อปี 2024 เวียดนามส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นมูลค่า 132,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ปัจจุบัน เวียดนามมีโครงการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มากกว่า 170 โครงการ มูลค่ารวมเกือบ 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนการออกแบบชิป (60 แห่ง) และเป็นโครงการประกอบ บรรจุภัณฑ์ และทดสอบ (8 โครงการ) กับบริษัทผลิตและจัดหาวัสดุหรืออุปกรณ์ (ราว 20 บริษัท)
มาร์เวล (Marvell) บริษัทออกแบบชิปของสหรัฐฯแสดงความเห็นว่า ความต้องการด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกอาจช่วยหนุนให้เวียดนามบรรลุเป้าหมายด้านเทคโนโลยีได้เร็วขึ้น
แม้ว่าจีนและไต้หวันยังคงครองความเป็นผู้นำในภาคการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นปลาย ซึ่งรวมถึงขั้นตอน ATP แต่เวียดนามก็มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยรายงานปี 2024 จากสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Semiconductor Industry Association) และบอสตัน คอนซัลติง กรุ๊ป (Boston Consulting Group) คาดการณ์ว่า เวียดนามจะเพิ่มส่วนแบ่งกำลังการผลิต ATP ทั่วโลกเป็น 8%-9% ภายในปี 2032 จากที่ครองอยู่ 1% เมื่อปี 2022
อ้างอิง: Nikkei Asia และ Reuters