
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ และ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ม. รังสิต เปิดเผยว่า การหยุดยิงชั่วคราวและการเปิดช่องทางและปล่อยให้ประชาชนในสองเมือง เมือง Mariupol เมือง Volnovakha อพพยหนีภัยสงครามได้ มี Humanitarian Corridors ให้ประชาชนสามารถหนีออกจากพื้นที่สงคราม ข้อตกลงเหล่านี้เป็นสัญญาณว่ามีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครนระดับหนึ่งแต่รัสเซียยังคงละเมิดการหยุดยิงอยู่ ข้อตกลงดังกล่าวทำให้ความรุนแรงของสงครามลดลงชั่วคราว ปัจจัยนี้น่าจะส่งผลบวกระยะสั้นเพียงเล็กน้อยต่อตลาดการเงิน อาจทำให้ราคาทองคำและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ชะลอการพุ่งขึ้นในระยะสั้นบ้าง
อย่างไรก็ตาม การที่ MSCI เตรียมถอดหุ้นรัสเซียออกจากดัชนีเพื่อการลงทุนทั้งหมด และ ตลาดหุ้นรัสเซียถูกจัดอยู่ในตลาดการลงทุนที่ไม่สามารถลงทุนได้ (Uninvestable) และ จัดตลาดหุ้นรัสเซียจากตลาด Emerging Market เป็น Standard Market ผลการดำเนินการดังกล่าวของ MSCI จะทำให้เม็ดเงินของกองทุน Emerging Market จะขยับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียและไทยมากขึ้น ตลาดหุ้นรัสเซียคิดเป็น 3% ของ Emerging Market ETFs โดยผลที่เกิดขึ้นทันทีต่อนักลงทุนหรือกองทุนที่ถือ กองทุน Emerging Makket ETFs ขาดทุนหรือมูลค่าลดลงทันทีอย่างน้อย 3% เมื่อ MSCI ถอดตลาดหุ้นรัสเซียออกจาก Index ในต้นสัปดาห์ 7-8 มีนาคม นี้
ดร. อนุสรณ์ อธิบายว่า ETF หรือ Exchange Traded Fund คือ กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) ที่มีนโยบายการลงทุนตามดัชนีต่างๆ เช่น ตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ตราสารหนี้ เป็นต้น โดยต้องการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนีมากที่สุด คาดว่า ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จะมีความผันผวนมากที่สุดในสัปดาห์นี้หลัง MSCI ปรับน้ำหนักการลงทุนและถอดหุ้นรัสเซียออกจากการลงทุน โดยขณะนี้ตลาดหุ้นรัสเซียยังคงถูกสั่งปิดโดยทางการ
ซึ่งเมื่อเปิดทำการซื้อขายจะถูกเทขายอย่างรุนแรง นอกจากนี้ การซื้อขาย กองทุนรัสเซีย ETF ในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา คือ VanEck Russia ETF มูลค่าทรัพย์สินสุทธิลดลงอย่างรุนแรงเหลือเพียง 1.29 ดอลลาร์ต่อหน่วยลงทุนแต่ราคาปิดยังคงอยู่ที่ 7.19 ดอลลาร์ต่อหน่วย กองทุนได้ถูกปิดลงไม่ให้มีการขายออกชั่วคราว เม็ดเงินเหล่านี้บางส่วนที่เคยลงทุนในรัสเซียจะถูกโยกมาลงทุนในตลาด Emerging Market อื่นๆโดยเฉพาะในตลาดหุ้นอาเซียนและไทยแทน ในปี 2564 กอง iShares MSCI Russia ETF ให้ผลตอบแทนในระดับ 17.98%
แต่จากผลของสงครามรัสเซียยูเครนและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของพันธมิตรชาติตะวักตก ทำให้ราคาที่เคยสูงสุดเมื่อตุลาคมเมื่อปีที่แล้ว ที่ 52.8 ปัจจุบันตกมาอยู่ที่ 12.0 ลดลงไปประมาณ 77% คาดว่า หากตลาดหุ้นรัสเซียเปิดทำการเชื่อว่า มูลค่าตลาดอาจหายไปทันทีไม่ต่ำกว่า 60% แรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะทำให้รัสเซียทนไปได้นานแค่ไหน คิดว่าน่าจะทนไปได้นานพอสมควรเพราะรัสเซียมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 6.3 แสนล้านดอลลาร์ ธนาคารกลางรัสเซียประกาศขึ้นดอกเบี้ยทีเดียวจาก 9.5% เป็น 20% หรือเพิ่มขึ้น 10.5% เพื่อประคองค่าเงินรูเบิลไม่ให้ทรุดหนักและจูงใจไม่ให้คนถอนเงินออกจากธนาคาร รวมทั้งสั่งให้ผู้ส่งออกต้องขายเงินตราต่างประเทศที่ได้รับมาถึง 80%
ทั้งนี้ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นต่อเนื่องแม้นจะมีอุปทานน้ำมันจากอิหร่านเพิ่มเข้ามาในตลาดโลกก็ตาม เพราะกองทัพรัสเซียเข้ามาควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครนและการใช้การผลิตไฟฟ้าบีบยูเครนและยุโรปตะวันตกได้ ผลกระทบของสงครามรัสเซียยูเครนส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ระบบการค้าโลก การลงทุนระหว่างประเทศและตลาดการเงินโลกอย่างชัดเจน รัฐบาลรัสเซียจะถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกจากชาติตะวันตก และสร้างแรงกดดันทางการเมืองสั่นคลอนอำนาจรัฐบาลของระบอบปูตินได้ นาโต้ยังไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของยูเครน ประกาศให้ยูเครนเป็นเขตห้ามบิน และ ไม่ส่งกองทัพนาโต้ร่วมต่อสู้กับกองทัพรัสเซีย เพื่อลดการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างนาโต้กับรัสเซียและหลีกเลี่ยงสงครามขยายวง
มีแรงต่อต้านจากประชาชนและกองทัพยูเครนอย่างเข้มแข็งและยังมีชาวยูเครนและทหารรับจ้างต่างประเทศสมัครไปรบในยูเครน การไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลซิรินสกี้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนชาวยูเครนได้ภายในเวลาอันสั้น ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองและการทหารของระบอบปูตินไม่อยู่ในฐานะที่มีอำนาจต่อรองมากนัก ฉากทัศน์นี้อาจเกิดขึ้นได้หากทั้งสองฝ่ายยุติการหยุดยิงและยุติสงคราม สามารถเจรจาสันติภาพกันได้ แต่เป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้น้อย
ขณะที่ยูเครนอยู่ในอันดับที่ 56 ประมาณ 0.15 ล้านล้านดอลลาร์ (จัดอันดับโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ประเทศยุโรปตะวันออกอย่างโปแลนด์มีมูลค่าส่งออกไปยุโรปตะวันตกมากกว่ารัสเซีย ประเด็นใหญ่ คือ ปัญหาวิกฤติพลังงานในยุโรปตะวันตก หากรัสเซียเลิกส่งออกพลังงานไปยุโรปเพราะยุโรปตะวันตกต้องพึ่งการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียหนึ่งในสามของอุปสงค์ทั้งระบบ ต้องพึ่งพาน้ำมันประมาณ 25% จากรัสเซียและก๊าซธรรมชาติ 44% จากรัสเซีย ราคาข้าวสาลีและราคาขนมปังจะปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัว Plantinum, Palladium, Silver, Copper ในตลาดโลกน่าจะปรับตัวสูงขึ้นเกือบทั้งหมด
ทั้งนี้การต่อสู้และสงครามน่าจะยืดเยื้อหากระบอบปูตินไม่ถอนกองทัพรัสเซียออกจากดินแดนของยูเครน และน่าจะมีสภาพเดียวกับ สงครามเวียดนาม สงครามในซีเรีย หรือ อัฟกานิสถาน หากถอนทหารและยุติการหยุดยิงด้วยการเจรจาสถานการณ์น่าจะจบลงโดยเร็วแต่ไม่น่าจะเป็นทางเลือกของระบอบปูตินเนื่องจากต้องการดินแดนบางส่วนมาผนวกรวมกับรัสเซีย ยังมีประเด็นเรื่องความพยายามเข้าร่วมกับอียูและนาโต้ของยูเครนที่เป็นประเด็นที่กลุ่มผู้นำของมอสโคว์รู้สึกถึงความไม่มั่นคง
แต่เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่ต้องปล่อยให้ประชาชนชาวยูเครนตัดสินใจเลือกเอง ไม่ใช่เอากำลังไปรุกรานบีบบังคับ หากระบอบปูตินยึดพื้นที่ประเทศยูเครนได้ แล้วตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดแล้วจะมั่นใจเลยว่า ประชาชนจะไม่ต่อต้าน มันก็จะเกิดความวุ่นวายและเป็น สงครามกลางเมือง Civil War แบบเดียวกับที่เกิดในซีเรีย สงครามอาจไม่ขยายวงตราบเท่าที่สมาชิกนาโต้ไม่ส่งกองทัพเข้าร่วมรบ หากสงครามขยายวง ก็ต้องมาประเมินเศรษฐกิจโลกเศรษฐกิจไทยกันใหม่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดกรณีฉากทัศน์ใดก็ตามจะทำให้ ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่ำจากระดับปัจจุบัน 7-15 บาทต่อลิตร มีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อในไทยในช่วงที่เหลือของปีเฉลี่ยที่ 6-10% และ ประเทศไทยอาจประสบปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ในปีนี้ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว หากเลือกชดเชยอุดหนุนราคาไปเรื่อยๆ ก็จะเพิ่มปัญหาหนี้สาธารณะและความเสี่ยงฐานะการคลังในอนาคต เงินเฟ้อช่วงที่เหลือของปีจะพุ่งสูงขึ้น และ น่าจะสูงกว่าเป้าหมายค่อนข้างมาก
ปัจจัยการไหลเข้าของเงินทุนที่โยกมาจากกองทุนตลาด Emerging Market ที่ลงทุนในรัสเซียมายังไทยและอาเซียนจะช่วยประคองเงินบาทเอาไว้ แม้นเงินบาทอ่อนค่าลงแต่อาจไม่ได้อ่อนค่ารุนแรงแต่อย่างใด โดยเงินบาทน่าจะมีช่วงความเคลื่อนไหวที่ระดับ 32.50-34.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเวลาที่เหลือของปี ตลาดสินค้าส่งออกของไทยโดยภาพรวมอาจชะลอตัวยกเว้นสินค้าเกษตรส่งออกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ส่วนผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจรัสเซียโดยตรงยังมีจำกัดเพราะมูลค่าส่งออกระหว่างรัสเซียกับไทยอยู่ในระดับ 1,000-1,200 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 32,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น