ความยั่งยืน

ส่อง “ยางไร้ลม” สุดถึกทน ไม่แตก ไม่รั่ว 3 แบรนด์ใหญ่ถึงไหนกันแล้ว?

31 พ.ค. 65
ส่อง “ยางไร้ลม” สุดถึกทน ไม่แตก ไม่รั่ว 3 แบรนด์ใหญ่ถึงไหนกันแล้ว?

บอกลาปัญหา “ยางรั่ว ยางแตก ยางแบน” กับนวัตกรรมสุดล้ำ “ยางไร้ลม หรือ ยางNPT” ที่ตอนนี้หลายแบรนด์กำลังเร่งพัฒนา เพื่อให้มาเป็นทางเลือกใหม่ของรถยนต์ ซื้อครั้งเดียว อายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องเติมลม ไม่ต้องพกล้ออะไหล่ แถมไม่กลัวเศษแก้วและตะปู

 

Spotlight พาคุณมารู้จักยางแห่งอนาคตชนิดนี้ และอัพเดตความเคลื่อนไหวว่า 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งวงการยางล้รถยนต์ ไปถึงไหนกันแล้วบ้าง?

 

uptis_volt_4

 

ยาง NPT คืออะไร?

 

ยาง NPT หรือชื่อเต็มคือ Non-pneumatic tire คำว่า “pneumatic” แปลว่า เกี่ยวกับหรือใช้แรงดันลม ชื่อของยางชนิดนี้ จึงแปลว่า “ยางที่ไม่ใช้ลม” โดยยางชนิดนี้ จะไม่มียางใน แต่ใช้โครงสร้างยางที่มีลักษณะเหมือนการถัก เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนักให้กับล้อยาง และเมื่อไม่ต้องเติมลม ก็สามารถตัดปัญหาเรื่องลมรั่ว ลมอ่อน สามารถวิ่ง/ด้บนหลากหลายสภาพพื้นผิว และหมดห่วงเรื่องของมีคมทำให้ยางแตก จนรถวิ่งไม่ได้ 

 

npttesla  

Goodyear หวังใช้ในรถ EV ไร้คนขับ

 

เป้าหมายของ “Goodyear” แบรนด์ยางรถยนต์ระดับตำนาน คือการนำ ยางไร้ลม ไปใช้กับรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicle)  จึงได้เริ่มนำยาง NPT มาใช้ทดสอบกับรถรับ-ส่งของบริษัทพันธมิตร ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา โดยนอกจากจะพิจารณาในเรื่องความความยั่งยืนของกระบวนการผลิต ความทนทานแบบไม่ต้องคอยซ่อมบำรุง และอายุการใช้งานของยางแล้ว Goodyear ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของความนุ่มสบายของการนั่งในห้องโดยสาร ความดังของเสียง และปัจจัยอื่นๆ อีกด้วย

 

โดยขณะนี้ได้ยาง NPT ของ Goodyear ได้ผ่านการทดสอบแล้วเป็นระยะทางกว่า 1.2 แสนกิโลเมตร ด้วยระดับความเร็วสูงสุดที่ราว 160 กม./ชม. เพื่อทดสอบว่ายางชนิดใหม่นี้ ลูกค้าจะสามารถไว้วางใจได้จริงๆ โดยได้มีการนำไปทดสอบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดัง “Tesla Model 3” ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ทั้งการขับขี่หลบสิ่งกีดขวาง เข้าโค้งรัศมีแคบ ก็สามารถทำได้โดยดี แถมรักษาระดับความเร็วไว้ได้อย่างน่าพอใจ

 

ด้านผู้บริหารของ Goodyear มองว่านี่เป็นก้าวสำคัญของบริษัท ในการพัฒนาวงการยานยนต์ และบริษัทมีแผนจะนำยาง NPT ออกสู่ตลาดภายในปลายปี 2030

 

uptis_nail

 

ยาง “UPTIS” จาก Michelin ตะปูเรือใบก็ไม่หวั่น!

 

ด้าน Michelin อีกหนึ่งแบรนด์ยางรถยนต์เจ้าใหญ่ระดับโลก ได้จับมือกับ “General Motors (GM)” ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐ ร่วมกันคิดค้นพัฒนายางรถยนต์ไร้ลมในชื่อ “UPTIS” ซึ่งเป็นตัวย่อของคำว่า “Unique Puncture-proof Tire System” หรือ ระบบยางล้อรถยนต์กันรั่วที่เป็นเอกลักษณ์! โดยทางแบรนด์เคลมว่าไม่ว่าจะเป็นตะปู เศษแก้ว หรือเศษหิน ก็ไม่สามารถทำให้ Uptis หยุดวิ่งได้! แถมยังแล่นฉิวได้บนหลากหลายพื้นผิวถนน พื้นถนนยางมะตอย, พื้นดิน และพื้นผิวที่ขรุขระ แบบไม่ต้องกลัวยางแตก ยางรั่วอีกต่อไป 

 

ความลับของยาง Uptis ที่ทำให้ทนทานสู้ทุกสภาวะถนน คือ การใช้พลาสติกเสริมใยแก้วที่มีความเหนียวสูงเพื่อรองรับดอกยาง ซึ่งมีความยืดหยุ่นและดูดซับแรงกระแทกได้ดี ส่วนผสมของล้ออะลูมิเนียมกับโครงสร้างรองรับน้ำหนักที่ทำจากพลาสติกเสริมไฟเบอร์กลาส (GFRP) และวัสดุยางคอมโพสิท (Composite Rubber) ซึ่งสามารถสวมทับล้อแม็กทั่วไปได้เลย

 

โดย Michelin อวดสถิติว่าจะสามารถช่วยโลกประหยัดงเงินและทรัพยากร จากปัญหายางเสื่อมสภาพซึ่งเกิดจากปัญหายางเสื่อม ยางแตกได้ถึง 20% คิดเป็นยาง 200 ล้านเส้นต่อปี คิดเป็นน้ำหนักเท่ากับหอไอเฟลรวมกันถึง 20 แห่ง! 

 

bridgestone_npt1

 

Bridgestone อวดคอนเซปต์ยางไร้ลม สีเขียวสดใส

 

อีกหนึ่งแบรนด์ยักษ์ใหญ่วงการยางล้อรถยนต์ “Bridgestone” ก็ได้ซุ่มพัฒนายางไร้ลมของตัวเองเช่นกัน แม้จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดมากนัก หนึ่งเอกลักษณ์ที่กินขาดเจ้าอื่น คือการเลือกใช้ “สีเขียวมะนาว”  บริเวณแก้มยาง ที่นอกจากทำให้รถของคุณโดดเด่นกว่ารถคันอื่นๆ บนถนนแล้ว ยังแสดงออกถึงความใส่ใจที่คุณมีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดย Bridgestone ได้กล่าวถึงข้อดีของยาง NPT ไว้ดังนี้

 

-ลดการปล่อย CO2 : ยางทั่วไปสูญเสียพลังงานกว่า 90% ไปกับการเปลี่ยนรูปของยาง (นึกภาพว่าคุณกำลังกลิ้งลูกโป่งน้ำบนพื้น แทนที่จะกลิ้งไปข้างหน้าทันที แต่ลูกโป่งต้องยวบยาบ เปลี่ยนรูปก่อนที่จะยอมกลิ้งไปข้างหน้า ยางรถยนต์แบบเติมลมก็เช่นกัน แต่ในสเกลที่น้อยกว่า) ยาง NPT ที่ Bridgestone พัฒนาขึ้นนี้จะคงรูปได้ดีขึ้น และขับเคลื่อนรถของคุณได้แบบประหยัดพลังงานมากขึ้น

 

-เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม : Bridgestone จะใช้ยาง NPT เหล่านี้ในการเป็นต้นแบบยางสีเขียว ซึ่งผลิตจากวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% และยางที่หมดอายุ ก็สามารถนำมาเป็นส่วนประกอบของยางเส้นใหม่ได้เช่นกัน

 

-ช่วยลดต้นทุนมหาศาล : ยางที่ไม่มีวันแตก แบน และรั่ว จะช่วยลดต้นทุนค่าบำรุงรักษาให้กับการใช้รถยนต์ในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เกษตรกรรม เหมืองแร่ และการก่อสร้างได้อย่างมหาศาล 

 

-ไม่ต้องพกยางอะไหล่ : เมื่อยางไม่มีวันแตกหรือรั่ว เราก็ไม่มีความจำเป็นจะตกแบกยางอะไหล่ติดรถไปด้วย ช่วยเพิ่มพื้นที่ในตัวรถ แถมประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย

 

bridgestone_npt2

 

 

แม้หลายแบรนด์จะพัฒนายาง NPT และทดสอบการใช้งานจนใกล้ความเป็นจริงมากๆ แล้ว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาศึกษา ทดลอง และทดสอบเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถผลิตในสเกลระดับโลกได้ โดยเราน่าจะได้เห็นยางไร้ลมเหล่านี้วางขายจริงในช่วงปี 2024 - 2030 

 

ที่มา :  Goodyear, Bridgestone, Michelin, Environman, Mashable, Thomasthailand

Relate Post

Spotlight