Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เปิดแอร์ทันทีที่ขึ้นรถ ทำร้ายรถจริงไหม? วิธีใช้แอร์ให้ทนทานยาวนาน

เปิดแอร์ทันทีที่ขึ้นรถ ทำร้ายรถจริงไหม? วิธีใช้แอร์ให้ทนทานยาวนาน

12 มี.ค. 69
12:00 น.
แชร์

ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ พฤติกรรมแรกที่คนใช้รถส่วนใหญ่ทำเมื่อก้าวขึ้นรถคือการ "สตาร์ตรถแล้วเปิดแอร์เบอร์แรงสุด" ทันทีเพื่อไล่ความร้อน แต่รู้หรือไม่ว่านิสัยเล็กๆ นี้อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของเครื่องยนต์และระบบปรับอากาศในระยะยาว วันนี้เราจะพาไปดูว่าความจริงแล้ว การเปิดแอร์ทันทีส่งผลเสียอย่างไร และวิธีที่ถูกต้องที่สุดควรทำอย่างไร

เกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเปิดแอร์ทันที?

ในทางวิศวกรรมยานยนต์ การเปิดแอร์ทันทีหลังสตาร์ตเครื่องยนต์ (ในขณะที่เครื่องยนต์ยังเย็นอยู่) ส่งผลกระทบใน 2 ส่วนหลักที่หลายคนมองข้าม

  • ภาระของระบบไฟฟ้าในจังหวะสตาร์ตรถ ไดชาร์จ (Alternator) ต้องทำงานหนักเพื่อชดเชยกระแสไฟฟ้าที่เสียไปให้กับมอเตอร์สตาร์ท หากเราเปิดแอร์ทันที มอเตอร์พัดลมแอร์และคลัตช์คอมเพรสเซอร์จะดึงกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทันที ทำให้ระบบไฟและแบตเตอรี่ต้องรับภาระหนักตั้งแต่วินาทีแรก
  • การฉุดกำลังเครื่องยนต์ (Engine Load) คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานโดยอาศัยแรงฉุดจากสายพานเครื่องยนต์ ในขณะที่เครื่องยนต์เพิ่งสตาร์ท น้ำมันเครื่องยังหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ การต้องแบกรับภาระจากคอมเพรสเซอร์แอร์ในทันทีอาจทำให้เกิดการสึกหรอที่มากกว่าปกติ โดยเฉพาะในรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมานานหรือระบบหล่อลื่นเริ่มเสื่อมสภาพ

ทำไมต้อง "ระบายความร้อน" ก่อนเปิดปุ่ม AC?

หลายคนเข้าใจว่าการปิดกระจกแล้วเร่งแอร์คือวิธีที่เร็วที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว "การระบายอากาศ" คือตัวช่วยที่สำคัญกว่าในช่วงแรก

  • อุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ เมื่อจอดรถตากแดด คอนโซลและเบาะจะสะสมความร้อนและแผ่ออกมา ทำให้อุณหภูมิในห้องโดยสารสูงกว่าภายนอกได้ถึง 20-30 องศาเซลเซียส การเปิดแอร์สู้กับอากาศที่ร้อนจัดในพื้นที่ปิดสนิท จะทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานที่แรงดันสูงตลอดเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ระบบแอร์เสื่อมสภาพไว
  • อันตรายจากสารระเหยสะสม วัสดุภายในรถเมื่อถูกความร้อนจัดจะปล่อยสารระเหยออกมา การลดกระจกเพื่อไล่อากาศเก่าออกไป ไม่ใช่แค่เรื่องของแอร์ แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้นั่งด้วย

5 ขั้นตอน "Step-by-Step" การใช้แอร์ให้ทนทานและเย็นฉ่ำที่สุด

เพื่อให้ระบบปรับอากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและอยู่คู่รถไปนานๆ แนะนำให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. ไล่อากาศร้อน ก่อนสตาร์ทรถหรือหลังสตาร์ททันที ให้ลดกระจกลงเพื่อให้อากาศภายนอกเข้ามาแทนที่อากาศร้อนจัดภายในรถ
  2. ใช้พัดลมไล่ความร้อน เปิดพัดลมแอร์ไปที่ระดับสูงสุด โดยที่ยังไม่ต้องกดปุ่ม AC ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการไล่ลมร้อนที่ตกค้างอยู่ในท่อแอร์ และช่วยลดความชื้นที่สะสมอยู่ในคอยล์เย็น (Evaporator) ซึ่งเป็นต้นเหตุของกลิ่นอับ
  3. เริ่มเคลื่อนที่รถ เมื่อขับรถออกไป ลมที่ปะทะหน้ารถขณะเคลื่อนที่ จะช่วยระบายความร้อนจากแผงคอนเดนเซอร์ (Condenser) บริเวณหน้าหม้อน้ำได้ดีกว่าการจอดแช่อยู่กับที่
  4. เริ่มระบบทำความเย็น (AC ON) เมื่อรู้สึกว่าลมจากช่องแอร์เริ่มหายร้อน จึงค่อยกดปุ่ม AC โดยเริ่มจากระดับความเย็นปานกลางก่อน เพื่อให้คอมเพรสเซอร์ค่อยๆ ปรับการทำงาน ไม่ให้เกิดการกระชากของรอบเครื่องยนต์ที่รุนแรงเกินไป
  5. การไล่ความชื้นก่อนดับเครื่อง (The Blow-out) ก่อนถึงจุดหมายประมาณ 2-3 นาที ให้ปิดปุ่ม AC แต่ปล่อยให้พัดลมทำงานต่อ เพื่อเป่าลมไล่หยดน้ำและความชื้นที่เกาะอยู่ตามครีบคอยล์เย็นให้แห้งสนิท วิธีนี้จะช่วยยืดอายุคอยล์เย็นไม่ให้ผุพังง่ายและลดการสะสมของเชื้อรา

การเปิดแอร์ทันทีอาจไม่ทำให้รถพังในทันที แต่การปรับพฤติกรรมตามขั้นตอนข้างต้นคือการ "ยืดอายุการใช้งาน" ชิ้นส่วนสำคัญที่มีราคาสูง และช่วยให้ระบบปรับอากาศทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด รถที่มีระบบแอร์สมบูรณ์จะช่วยให้ทุกการเดินทางของคุณสุนทรีย์ขึ้น และประหยัดค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว

แชร์
เปิดแอร์ทันทีที่ขึ้นรถ ทำร้ายรถจริงไหม? วิธีใช้แอร์ให้ทนทานยาวนาน