
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศมาตรการใหม่ “จำกัดวีซ่า” สำหรับบุคคลจากประเทศในซีกโลกตะวันตก แต่ถูกพิจารณาแล้วว่า “สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐฯ ในการบ่อนทำลายผลประโยชน์ของอเมริกาในภูมิภาค”
แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (17 เมษายน 69) ระบุว่า มีบุคคลอย่างน้อย 26 รายที่ถูกเพิกถอนวีซ่าไปแล้ว ภายใต้นโยบายดังกล่าว
มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก ภายใต้แนวคิดที่เขาเรียกว่า “Donroe Doctrine” ซึ่งดัดแปลงมาจาก Monroe Doctrine ในศตวรรษที่ 19
โดยมาตรการนี้ไม่ได้เน้นพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่มาจากประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไปแล้ว แต่ปรับเป็นเจาะจงเฉพาะรายบุคคลแทน
นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง เขาประกาศนโยบายเชิงรุกในการสกัดกั้นการลักลอบค้ายาเสพติดในทวีปอเมริกา พร้อมขู่ใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจและแม้แต่ปฏิบัติการทางทหารกับประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังพยายามสกัดอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาที่กำลังกระชับความสัมพันธ์กับจีนเพิ่มขึ้น
กระทรวงการต่างประเทศอธิบายว่า มาตรการจำกัดวีซ่าที่ขยายเพิ่มเติมนี้ จะลงโทษผู้ที่มีส่วนโดยรู้เห็นในการสั่งการ อนุมัติ สนับสนุนทางการเงิน หรือให้การสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญ แก่ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก
สำหรับกิจกรรมที่เข้าข่าย เช่น การเอื้อให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าควบคุมทรัพยากรหรือสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ การบ่อนทำลายความมั่นคงของภูมิภาค การกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตลอดจนปฏิบัติการด้านอิทธิพลที่มุ่งสั่นคลอนอธิปไตยและเสถียรภาพของประเทศต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงดังกล่าวยังคงใช้ถ้อยคำกว้าง ไม่ได้ระบุชื่อประเทศหรือกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ทั้งในประเด็นจีนหรือเครือข่ายค้ายาเสพติด
แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อบุคคลทั้ง 26 รายที่ถูกจำกัดวีซ่าภายใต้นโยบายใหม่
อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายเดียวกับที่รัฐบาลของทรัมป์เคยใช้พยายามเนรเทศนักศึกษาผู้ประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์เมื่อปีที่ผ่านมา
ภายใต้กฎหมายดังกล่าว รัฐมนตรีต่างประเทศมีอำนาจจำกัดการเข้าประเทศของชาวต่างชาติ หากมีเหตุผลเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างร้ายแรงต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
ล่าสุด รัฐบาลยังได้เพิกถอนวีซ่าผู้อพยพของบุคคลอย่างน้อย 7 ราย ที่มีความเชื่อมโยงทางครอบครัวกับรัฐบาลอิหร่าน หรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การปฏิวัติอิหร่าน