
อิหร่านขู่ปิดช่องทางเดินเรือเข้า-ออกทะแลแดง ถ้าสหรัฐฯ ยังปิดล้อมท่าเรือและโจมตีอิหร่านไม่เลิก หากเกิดขึ้นจริง จะซ้ำวิกฤตการค้า-พลังงานโลกแค่ไหน?
กองทัพอิหร่านออกมาประกาศตอบโต้สหรัฐฯ ขู่จะปิดเส้นทางการค้าในทะเลแดง เว้นแต่สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของกรุงเตหะราน โดยระบุว่าการที่สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมทางเรืออย่างต่อเนื่องนั้น ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
นายอาลี อับดอลลาฮี กล่าวว่า หากวอชิงตันไม่ยอมผ่อนปรน กองทัพอิหร่าน "จะไม่อนุญาตให้มีการส่งออกหรือนำเข้าใด ๆ ดำเนินต่อไปได้ในอ่าวเปอร์เซีย ทะเลโอมาน และทะเลแดง"
คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่า การเจรจาสันติภาพอาจกลับมาเริ่มต้นใหม่ในสัปดาห์นี้ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงมีการพูดคุยผ่านทางปากีสถาน หลังจากที่การเจรจารอบแรกประสบความล้มเหลว
นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำในการเจรจาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าวว่า อิหร่านกำลังได้รับข้อเสนอ "ข้อตกลงครั้งใหญ่" เพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานาน 6 สัปดาห์ และเพื่อแก้ไขข้อพิพาทที่มีมานานหลายทศวรรษเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน ทว่าในขณะนี้ ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายยังคงตั้งใจที่จะรักษาแรงกดดันต่อกันเอาไว้
Spotlight ชวนอ่านความสำคัญของ “ทะเลแดง” หากการเจรจาครั้งที่สองระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงล้มเหลว และการปิดทะเลแดงเกิดขึ้นจริง จะซ้ำวิกฤตการค้าและพลังงานโลกเพียงใด
เส้นทางเดินเรือในทะเลแดงคือ ระเบียงทางทะเลหลักที่เชื่อมต่อทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้ากับทะเลอาหรับ โดยผ่านทาง คลองสุเอซ และ ช่องแคบแบ็บ-เอล-มันเดบ เส้นทางน้ำแห่งนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางที่คึกคักที่สุดในโลก เต็มไปด้วยเรือที่ขนส่งสินค้าระหว่างยุโรปและเอเชียเส้นทางนี้จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าที่ไร้รอยต่อระหว่างทวีปต่าง ๆ
เหตุผลที่คำขู่ของกองทัพอิหร่านสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงตลาดหุ้นและราคาน้ำมันโลก เป็นเพราะทะเลแดงไม่ใช่แค่ทางน้ำธรรมดา แต่คือเส้นเลือดใหญ่ของระบบโลจิสติกส์โลกที่เชื่อมต่อ 3 ทวีป ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา เข้าด้วยกัน
คลองสุเอซ มีบทบาทอย่างมากในการทำให้การขนส่งทั่วโลกเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การตัดผ่านเส้นทางน้ำที่สำคัญนี้ช่วยให้เรือสามารถประหยัดระยะทางได้หลายพันไมล์และลดเวลาเดินทางได้หลายวัน โดยเฉพาะเส้นทางจากจีนไปยังยุโรปที่ใช้ทะเลแดงและคลองสุเอซนั้น สั้นกว่าเส้นทางเลือกอื่นที่ต้องอ้อมผ่านปลายทางทิศใต้ของแอฟริกาที่แหลมกู๊ดโฮป
เส้นทางเดินเรือในทะเลแดงเป็นเส้นทางที่ตรงและประหยัดเวลามากที่สุดสำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ โดยให้ข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าเส้นทางเลือกอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา คลองสุเอซมีเรือแล่นผ่านประมาณ 21,344 ลำ คิดเป็นค่าเฉลี่ย 59 ลำต่อวัน และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของปริมาณการค้าโลก
ตัวเลขเหล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเส้นทางน้ำนี้ และความจำเป็นในการจัดลำดับความสำคัญของเสถียรภาพและการดำเนินงานที่ราบรื่นเพื่อให้การค้าระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างไม่หยุดชะงัก และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เส้นทางการค้าในทะเลแดงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งสินค้าทั่วโลก:
1. ทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ เส้นทางการค้าในทะเลแดงเชื่อมต่อสามทวีปเข้าด้วยกัน ได้แก่ ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ทำให้เป็นจุดผ่านแดนที่สำคัญ เป็นจุดเชื่อมต่อทางทะเลที่สำคัญสำหรับการค้าระหว่างประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก
2. ปริมาณการค้า เปอร์เซ็นต์ที่สำคัญของน้ำมัน สินค้าอุปโภคบริโภค และวัตถุดิบของโลกเดินทางผ่านเส้นทางนี้ในแต่ละปี ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ช่วยให้มั่นใจได้ว่าสินค้าโภคภัณฑ์จะไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก
3. รายได้จากคลองสุเอซ ในฐานะส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าในทะเลแดง คลองสุเอซสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลให้กับประเทศอียิปต์ โดยสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับ นิวยอร์ก โพสต์ เมื่อวันอังคารที่ 14 เม.ย. 69 ทรัมป์กล่าวว่าการเจรจารอบใหม่กับอิหร่านอาจเกิดขึ้นในปากีสถาน "ภายในสองวันข้างหน้า" ขณะเดียวกันก็ได้บอกกับสื่ออื่น ๆ ว่าสงครามใกล้จะยุติแล้ว
ทางฝั่งอิหร่าน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า มีการแลกเปลี่ยน "ข้อความหลายฉบับ" ผ่านทางอิสลามาบัด หรือรัฐบาลปากีสถาน ที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย นับตั้งแต่การเจรจาสิ้นสุดลง และมีความเป็นไปได้สูงมากที่เตหะรานจะต้อนรับคณะผู้แทนจากปากีสถานครั้งใหม่ในอีกไม่กี่วันถัดมา
ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นและราคาน้ำมันดิบลดลงจากความหวังว่าจะมีข้อตกลงที่ทำให้การไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง หลังจากที่ถูกปิดกั้นโดยกองกำลังอิหร่านนับตั้งแต่การบุกโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ และในปัจจุบันได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักของการปิดล้อมโดยสหรัฐฯ
ทรัมป์ยืนกรานว่า ข้อตกลงใด ๆ ก็ตาม จะต้องมีเงื่อนไขคือห้ามอิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร สหรัฐฯ ได้เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยอ้างว่าเตหะรานกำลังเร่งรีบสร้างระเบิดปรมาณูให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่หน่วยงานเฝ้าระวังนิวเคลียร์ของสหประชาชาติไม่ได้ให้การรับรอง
รายงานระบุว่า สหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้มีการระงับโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านเป็นเวลา 20 ปี ระหว่างการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด ขณะที่อิหร่านได้เสนอข้อเสนอสวนกลับเป็นการระงับกิจกรรมทางนิวเคลียร์เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ปฏิเสธ
เตหะรานยืนกรานมาโดยตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อพลเรือน และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวเมื่อว่า สิทธิของอิหร่านในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมนั้นเป็นสิ่งที่ "ไม่อาจโต้แย้งได้" แม้ว่าระดับของการเสริมสมรรถนะนั้นจะเป็นสิ่งที่เจรจากันได้ก็ตาม
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ทรัมป์ให้คำมั่นสัญญาว่าจะ "ทำให้อิหร่านเจริญรุ่งเรือง" หากอิหร่านให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
"นั่นคือลักษณะของข้อตกลงครั้งใหญ่ในสไตล์ของทรัมป์ ที่ท่านประธานาธิบดีได้วางไว้บนโต๊ะ" แวนซ์กล่าวเสริมว่า "สหรัฐฯ จะเดินหน้าเจรจาต่อไปและพยายามทำให้มันเกิดขึ้นจริง"