
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยกระดับความตึงเครียดขึ้นอีกขั้น เมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ตัดสินใจใช้มาตรการเชิงรุกกดดันอิหร่าน หลังไม่พอใจที่เตหะรานยังคงรักษาอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซไว้อย่างเหนียวแน่น ล่าสุดกองทัพสหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่ม "ปิดล้อมทางทะเลเต็มรูปแบบ" บริเวณชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่าน พร้อมเข้าควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่อาจเปลี่ยนดุลอำนาจด้านพลังงานของโลกได้ในระยะสั้น
ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเชื่อมอ่าวเปอร์เซียเข้ากับโลกภายนอก ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อระบบพลังงานโลก โดยรองรับการขนส่งน้ำมันราว 20% ของอุปทานทั้งหมด และได้กลายเป็นชนวนความตึงเครียดมาตั้งแต่สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมช่องแคบดังกล่าว จนเส้นทางขนส่งสำคัญนี้แทบเป็นอัมพาต และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่มีคลังสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์รองรับ
ในเชิงโครงสร้าง มาตรการของสหรัฐฯ ครั้งนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับการปิดล้อมทางทะเลที่เคยใช้กับเวเนซุเอลาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อตัดแหล่งรายได้จากน้ำมันของประเทศคู่ขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม กรณีของอิหร่านนับว่ามีความซับซ้อนกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ขนาดเศรษฐกิจ บทบาทในตลาดน้ำมันโลก และความสำคัญต่อประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างจีน
ขณะเดียวกัน มาตรการดังกล่าวยังเสี่ยงเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง อีกทั้งยังมีแนวโน้มบั่นทอนข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางที่เพิ่งบรรลุร่วมกันเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมาอีกด้วย
หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ณ กรุงอิสลามาบัด เพื่อหาทางยุติสงครามประสบความล้มเหลวเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มปิดล้อม "เรือทุกลำที่พยายามเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซ" โดยมีผลบังคับใช้ในทันที พร้อมระบุว่ามีประเทศพันธมิตรอื่นเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายชื่อก็ตาม
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังขู่ว่าจะ "สกัดเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่จ่ายค่าผ่านทางให้อิหร่าน" ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่มาตรการดังกล่าวจะขยายขอบเขตออกไปไกลกว่าตัวช่องแคบ ครอบคลุมถึงน่านน้ำในอ่าวโอมานและพื้นที่โดยรอบ
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กองทัพสหรัฐฯ ได้ออกแนวทางที่มีขอบเขตจำกัดกว่าคำประกาศข้างต้น โดยกำหนดให้มาตรการเริ่มมีผลในวันที่ 13 เมษายน เวลา 10.00 น. ตามเวลานิวยอร์ก และครอบคลุมเฉพาะเรือที่ "เข้าออกท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่าน" เป็นหลัก พร้อมระบุชัดเจนว่าเรือที่เป็นกลางและไม่ได้แวะจอดที่อิหร่านจะไม่ถูกขัดขวาง แม้อาจถูกตรวจค้นสินค้าเพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งก็ตาม
ทั้งนี้ ทางการได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเดินเรือติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด และติดต่อกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อเข้าสู่อ่าวโอมานหรือเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ
ในเวลาเดียวกัน กลุ่มประสานงานทางทะเลของสหราชอาณาจักร ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายทหารกับภาคการเดินเรือพลเรือน ได้ออกมายืนยันว่าได้รับแจ้งมาตรการจากสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างพัฒนาแนวทางเพิ่มเติม อาทิ การกำหนดเส้นทางเดินเรือ ระบบตรวจสอบ และขั้นตอนการขออนุญาตผ่านทาง เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวเข้ากับข้อจำกัดใหม่ได้อย่างเป็นระบบ
กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังได้แจ้งต่อผู้ประกอบการเรือในวันที่ 13 เมษายนว่า จะดำเนินการ "สกัด เบี่ยงเบน หรือยึด" เรือทุกลำที่ออกจากอิหร่าน อย่างไรก็ดี ยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะขยายปฏิบัติการไล่ติดตามเรือไปไกลถึงมหาสมุทรอินเดียหรือไม่ อีกทั้งยังคงมีคำถามสำคัญที่รอคำตอบ โดยเฉพาะแนวทางการตอบสนองของทั้งสองฝ่าย หากเกิดเหตุเผชิญหน้าหรือความเสียหายต่อเรือบรรทุกน้ำมันขึ้นในระหว่างปฏิบัติการ
ในด้านศักยภาพทางทหาร สหรัฐฯ มีทรัพยากรประจำการในภูมิภาคที่พร้อมสนับสนุนปฏิบัติการอย่างเต็มกำลัง หนึ่งในนั้นคือ USS Tripoli เรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบกที่สามารถตอบสนองสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว บรรทุกกำลังพลกว่า 3,500 นาย พร้อมด้วยเครื่องบินรบล่องหนและเครื่องบินลำเลียง ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในการสนับสนุนปฏิบัติการทางทะเลในระดับสูง
หลังทรัมป์ประกาศมาตรการดังกล่าว ฝั่งอิหร่านตอบโต้ในทันทีผ่านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โดยประกาศชัดเจนว่า เรือทหารลำใดก็ตามที่พยายามเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ "ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างใดก็ตาม" จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยทันที พร้อมส่งสัญญาณอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ยอมรับมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ ในทุกรูปแบบ
ไม่เพียงเท่านั้น อิหร่านยังประกาศกร้าวว่าพร้อมจะโจมตีท่าเรือทั้งหมดในอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน หากศูนย์กลางการขนส่งของตนถูกคุกคาม ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการยกระดับความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะลุกลามไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการค้าในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีแนวโน้มจะนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งมากกว่าการประนีประนอม โดย John Bradford อดีตนายทหารเรือสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า การยกระดับครั้งใหม่นี้น่าจะกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้ที่รุนแรงยิ่งขึ้น มากกว่าจะปูทางไปสู่โต๊ะเจรจา
ในเชิงยุทธศาสตร์ อิหร่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามีศักยภาพในการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็น "อาวุธเชิงอสมมาตร" ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การข่มขู่เรือสินค้าในช่องแคบส่งผลให้จำนวนเรือที่ผ่านเส้นทางนี้ลดลงเหลือเพียงหลักหน่วยต่อวัน จากระดับปกติราว 135 ลำต่อวัน ขณะเดียวกัน อิหร่านยังคงสามารถรักษาระดับการส่งออกน้ำมันของตนเองไว้ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้รายได้จากน้ำมันกลับเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางราคาตลาดโลกที่พุ่งทะยานจากความตึงเครียดในภูมิภาค
ในมิติทางเศรษฐกิจ เป้าหมายหลักของมาตรการปิดล้อมโดยสหรัฐฯ คือการตัดกระแสรายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ หากมาตรการดังกล่าวสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่ออิหร่าน ที่ต้องอาศัยรายได้จากน้ำมันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลก่อนหน้านี้
ตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านกลับได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น น้ำมันที่เคยต้องขายในราคาต่ำกว่าตลาด (discount) สามารถขยับขึ้นไปขายในระดับพรีเมียมได้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่สหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรการ อนุญาตให้มีการซื้อขายน้ำมันที่เคยถูกคว่ำบาตรเพื่อเพิ่มอุปทานในตลาด โดยมีรายงานว่าอินเดียได้เข้าซื้อน้ำมันอย่างน้อย 2 ล็อตภายใต้ข้อยกเว้นดังกล่าว ซึ่งอาจนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม รายได้พิเศษหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่อิหร่านได้รับจากราคาที่พุ่งสูงนี้ อาจสิ้นสุดลงในทันทีหากมาตรการปิดล้อมถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง
ในด้านสหรัฐฯ แม้รัฐบาลทรัมป์จะพยายามใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการผลักดันการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของตนเองสู่ตลาดโลก แต่ในความเป็นจริง น้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังไม่สามารถทดแทนน้ำมันจากตะวันออกกลางได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังกำลังเร่งภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศ และสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน
ในด้านตลาดโลก ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นในทันทีจากความกังวลด้านอุปทาน เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่ามาตรการปิดล้อมอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า อิหร่านมีศักยภาพในการสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานโลกได้มากกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคที่ต้องแบกรับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตครั้งนี้คือเอเชีย ซึ่งต้องเผชิญกับภาระด้านพลังงานอย่างเต็มที่
ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ซ้ำเติมสถานการณ์ด้านพลังงานในภูมิภาคให้เปราะบางยิ่งขึ้น โดยปริมาณการจราจรทางเรือในเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวเริ่มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่หันมาเพิ่มความระมัดระวัง พร้อมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
ในขณะเดียวกัน มาตรการผ่อนปรนที่สหรัฐฯ เคยเปิดช่องให้บางประเทศสามารถซื้อน้ำมันจากอิหร่านได้ ดูเหมือนจะสูญเสียความหมายลงภายใต้บริบทของการปิดล้อมรอบใหม่ ส่งผลให้หลายประเทศที่มีข้อตกลงทวิภาคีกับอิหร่านจำเป็นต้องชะลอการตัดสินใจออกไป เนื่องจากความเสี่ยงในการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้น ภาวะดังกล่าวกำลังบีบทางเลือกในการจัดหาพลังงานของประเทศผู้นำเข้าให้แคบลง
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานออกมาเตือนว่า ผลกระทบจากมาตรการครั้งนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงคู่ขัดแย้งหลักเท่านั้น หากแต่กำลังขยายออกไปทั่วระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกใต้ ที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง และต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับความไม่แน่นอนที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ในด้านการขนส่งทางทะเล ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านโดยสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะส่งแรงกระทบไปยังเครือข่ายการขนส่งของประเทศหลักในเอเชียอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย จีน ญี่ปุ่น หรือตุรกี เนื่องจากห่วงโซ่การค้าโลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน จนยากที่จะแยกความเสี่ยงออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด
ผู้เชี่ยวชาญรายเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่า แม้เรือสินค้าจะไม่ได้ชักธงสัญชาติอิหร่าน แต่หากมีความเชื่อมโยงกับอิหร่านในมิติใดมิติหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านสินค้า แหล่งเงินทุน หรือโครงสร้างผู้ถือหุ้น ก็มีโอกาสที่จะถูกจัดอยู่ใน "โซนความเสี่ยง" ได้ทันทีภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
ในเชิงตลาด สัญญาณที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นคือแนวโน้มของเบี้ยประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลก ขณะเดียวกัน ตลาดเรือบรรทุกน้ำมันก็มีแนวโน้มแยกตัวออกเป็นหลายระดับความเสี่ยงมากขึ้น สะท้อนถึงต้นทุนและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไปในแต่ละเส้นทางและคู่ค้า
ในมุมมองเชิงโครงสร้าง ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าผลกระทบโดยตรงต่ออิหร่านและเศรษฐกิจโลก คือการสั่นคลอนกติกาพื้นฐานของระบบการค้าทางทะเลโลก หากมหาอำนาจเริ่มใช้อำนาจในการควบคุมหรือสกัดกั้นการเดินเรือ โดยพิจารณาจากความเชื่อมโยงทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ แทนที่จะยึดตามหลักการเดินเรือสากลที่เคยถือปฏิบัติร่วมกัน ย่อมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการค้าโลก ที่ประเทศต่างๆ ต่างพึ่งพามาอย่างยาวนาน
ที่มา: Al Jazeera, Bloomberg