
เป็นที่รู้กันดีว่า “อากาศร้อนจัด” คือหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญต่อมนุษย์ โดยตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา คลื่นความร้อนรุนแรงได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันรายทั่วโลก แต่หลายคนยังอาจมองว่าความร้อนในระดับที่เป็นอันตรายถึงชีวิตนั้นเป็นเรื่องไกลตัว และจำกัดอยู่เพียงบางพื้นที่ที่แห้งแล้งหรือมีสภาพอากาศสุดขั้วเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) กำลังท้าทายกรอบความเข้าใจเดิมของวงการวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ “ขีดจำกัดการอยู่รอด” ของร่างกายมนุษย์ โดยชี้ว่าในหลายพื้นที่ของโลก รวมถึงกรุงเทพมหานครของไทย สภาพอากาศได้ก้าวข้ามระดับที่เรียกว่า “non-survivable” หรือระดับที่มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยไปแล้วในบางช่วงเวลา
สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นแม้อุณหภูมิในพื้นที่จะยังไม่แตะเพดาน “อุณหภูมิกระเปาะเปียก” (wet-bulb temperature) ที่ 35 องศาเซลเซียส ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์ยึดถือมายาวนานว่าเป็นขีดจำกัดสูงสุดที่ร่างกายมนุษย์สามารถทนได้ สะท้อนว่าร่างกายมนุษย์อาจมีความเปราะบางต่อความร้อนมากกว่าที่เคยประเมินไว้ในอดีต
ที่ผ่านมา วงการวิทยาศาสตร์ยึดค่าอุณหภูมิกระเปาะเปียก (wet bulb temperature) ที่ 35 องศาเซลเซียส เป็นเพดานสูงสุดที่ร่างกายมนุษย์จะทนอยู่รอดได้ โดยเชื่อกันว่าเมื่อถึงระดับนี้ ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะทนได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ในสภาพอากาศจริง ตัวเลขระดับนี้แทบไม่เคยถูกบันทึกไว้ ขณะที่คลื่นความร้อนกลับคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วจำนวนมาก ความไม่สอดคล้องระหว่างกรอบทฤษฎีในห้องทดลองกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง จึงกลายเป็นช่องว่างสำคัญที่งานวิจัยชิ้นนี้พยายามอธิบายและทบทวนใหม่อย่างเป็นระบบ
ในการศึกษาดังกล่าว คณะนักวิจัยนำโดยศาสตราจารย์ซาราห์ เพอร์กินส์-เคิร์กแพทริก (Sarah Perkins-Kirkpatrick) จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้ย้อนวิเคราะห์เหตุการณ์คลื่นความร้อนรุนแรง 6 ครั้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกระหว่างปี 2546 ถึง 2567 ครอบคลุมเมืองสำคัญที่มีสภาพภูมิอากาศและบริบททางสังคมแตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในปี 2567, กรุงเทพมหานคร ในปี 2567, เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ในปี 2566, เมืองเมานต์ไอซา ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2562, เมืองลาร์คานา ประเทศปากีสถาน ในปี 2558 และเมืองเซบียา ประเทศสเปน ในปี 2546
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ทั้ง 6 เหตุการณ์จะได้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมากไม่มีเหตุการณ์ใดเลยที่อุณหภูมิกระเปาะเปียกเคยแตะระดับ 35 องศาเซลเซียสตามเกณฑ์ดั้งเดิม สะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่างทฤษฎีในห้องทดลองกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
งานวิจัยชิ้นนี้จึงปรับกรอบการวิเคราะห์เสียใหม่ ด้วยการพัฒนาแบบจำลอง "ความสามารถในการอยู่รอดของมนุษย์" ที่ผนวกปัจจัยทางสรีรวิทยาเข้าไปอย่างละเอียด ทั้งกลไกการควบคุมอุณหภูมิแกนกลางร่างกาย และความแตกต่างตามช่วงวัย โดยตั้งสมมติฐานว่าบุคคลเริ่มต้นในสภาพอุณหภูมิร่างกายปกติ ก่อนต้องเผชิญความร้อนต่อเนื่องนาน 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะลมแดดรุนแรง
ผลที่ออกมาน่าตกใจไม่น้อย เพราะคลื่นความร้อนทั้ง 6 เหตุการณ์ที่นำมาศึกษาล้วนมีช่วงเวลาที่ผู้สูงอายุวัยเกิน 65 ปี ไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้หากต้องอยู่กลางแจ้งภายใต้แสงแดดโดยตรง ขณะที่กรณีของลาร์คานาและฟีนิกซ์รุนแรงยิ่งกว่านั้น เพราะมีช่วงเวลาที่แม้จะหลบเข้าร่มแล้ว ผู้สูงอายุก็ยังไม่รอด ส่วนที่ลาร์คานายังพบว่าคลื่นความร้อนบางช่วงอันตรายถึงชีวิตแม้กระทั่งต่อคนวัย 18-35 ปี หากต้องยืนตากแดด
ข้อค้นพบนี้ไม่เพียงเขย่าความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับขีดจำกัดทางสรีรวิทยาของมนุษย์ หากยังจุดคำถามสำคัญต่ออนาคตของมนุษยชาติว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกยังคงไต่ระดับขึ้นอีก 2 ถึง 3 องศาเซลเซียสตามแนวโน้มปัจจุบัน โลกจะต้องเผชิญความเสี่ยงรุนแรงเพียงใดในอนาคตอันใกล้
กลไกหลักที่ร่างกายมนุษย์ใช้ในการรักษาสมดุลอุณหภูมิ คือการขับเหงื่อออกทางผิวหนังและปล่อยให้เหงื่อระเหยไปในอากาศ กระบวนการนี้ทำหน้าที่เป็นระบบระบายความร้อนตามธรรมชาติ ช่วยดึงอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายให้คงอยู่ในช่วงที่ปลอดภัยต่อการทำงานของอวัยวะภายใน แต่ประสิทธิภาพของกลไกนี้กลับไม่ได้ถูกกำหนดโดยร่างกายเพียงลำพัง หากแต่ผูกโยงอย่างแนบแน่นกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่ร่างกายต้องเผชิญ
ในวันที่อากาศร้อนจัดและความชื้นสูงมาบรรจบกัน เหงื่อที่ไหลออกมาจะไม่สามารถระเหยได้ตามปกติ เพราะอากาศรอบตัวอิ่มตัวไปด้วยไอน้ำจนไม่เหลือช่องให้ความร้อนถูกพัดพาออกไป ผลที่ตามมาคือความร้อนเริ่มสะสมอยู่ภายในร่างกายอย่างรวดเร็ว และหากไม่มีการแทรกแซงใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดอุณหภูมิโดยรอบหรือการเคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่ที่เย็นกว่า สถานการณ์ย่อมลุกลามไปสู่ภาวะลมแดด (heatstroke) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่สามารถคร่าชีวิตได้ภายในเวลาอันสั้น
ความเปราะบางต่อสภาวะเช่นนี้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากต่อมเหงื่อและระบบตอบสนองต่อความร้อนของร่างกายเสื่อมถอยลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุเกิน 75 ปี ซึ่งความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนจัดนั้นอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับประชากรในช่วงวัยอื่น
ศาสตราจารย์ Ollie Jay จาก University of Sydney หนึ่งในนักวิจัยที่ร่วมศึกษาประเด็นนี้ ชี้ว่าสภาวะความร้อนในระดับที่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตมนุษย์นั้น “ได้เกิดขึ้นแล้ว” ในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่ภาพอนาคตที่ยังห่างไกล และยังมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในวันข้างหน้า เกินกว่าที่การประเมินในอดีตเคยคาดการณ์ไว้
งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ให้ภาพที่น่ากังวลยิ่งขึ้น โดยชี้ว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากความร้อนที่ปรากฏอยู่ในสถิติทางการนั้น อาจต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาและพื้นที่ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง
ช่องว่างระหว่างตัวเลขที่บันทึกไว้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริงนี้มีรากฐานมาจากข้อจำกัดหลายประการ ทั้งระบบการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ยังไม่ครอบคลุม ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ตลอดจนศักยภาพในการวินิจฉัยและจำแนกสาเหตุการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในหลายภูมิภาคของโลก ซึ่งทำให้ผู้เสียชีวิตจำนวนมากไม่เคยถูกนับรวมเข้าไปในสถิติอย่างเป็นทางการ
คณะนักวิจัยระบุว่า ในเวลานี้มีประชากรหลายร้อยล้านคนทั่วโลกที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สภาวะความร้อนซึ่งเข้าขั้นเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อพิจารณาควบคู่กับทิศทางของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังดำเนินอยู่ คลื่นความร้อนในปัจจุบันไม่เพียงเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเท่านั้น แต่ยังทอดตัวยาวนานกว่าเดิม และพาอุณหภูมิสูงสุดที่ตรวจวัดได้ไต่ขึ้นไปแตะระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การบันทึกข้อมูลภูมิอากาศ
ศาสตราจารย์สตีเวน เชอร์วูด (Steven Sherwood) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีว่าด้วยขีดจำกัดอุณหภูมิของมนุษย์ ให้ความเห็นว่า งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ช่วยระบุขีดจำกัดที่แท้จริงของร่างกายมนุษย์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมเตือนว่า การที่โลกกำลังขยับเข้าใกล้เพดานทางสรีรวิทยามากขึ้นทุกที ทำให้การควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกลายเป็นโจทย์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
ในเชิงภูมิศาสตร์ พื้นที่เสี่ยงสูงกระจุกตัวอยู่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน โดยเฉพาะประเทศอินเดีย ภูมิภาคตะวันออกกลาง และบางส่วนของออสเตรเลีย ซึ่งล้วนเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนมหาศาล หากแนวโน้มภาวะโลกร้อนยังดำเนินต่อไปโดยปราศจากมาตรการควบคุมที่จริงจัง แม้มนุษย์จะสามารถปรับตัวต่อความเสี่ยงในรูปแบบอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฝน ความแห้งแล้ง พายุ หรือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ "ความร้อนและความชื้น" อาจกลายเป็นข้อจำกัดพื้นฐานที่กำหนดทั้งขีดความสามารถในการดำรงชีวิตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา: The Guardian