
ผ่านมาแล้ว 32 วัน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโค่นรัฐบาลอิหร่าน ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แถลงอย่างเป็นทางการในวาระครบรอบ 1 เดือน ท่ามกลางสายตาชาวโลกที่จับจ้องถึงความพยายามประกาศชัยชนะเบ็ดเสร็จภายใต้ "ปฏิบัติการ Epic Fury" โดยทรัมป์ยังคงใช้ลีลาเดิมในการย้ำว่า ศัตรูถูกบดขยี้จนสิ้นสภาพ ทว่าความจริงบนสมรภูมิตะวันออกกลางกลับยังคงคุกรุ่น เมื่อวิกฤตพลังงานโลกยังไม่คลี่คลาย และช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดตายจนส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า
แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด คือการที่อิหร่านตัดสินใจ "ตบทรัมป์กลางอากาศ" ด้วยการระดมยิงห่าฝนขีปนาวุธชุดใหญ่เข้าใส่ตอนเหนือของอิสราเอลและฐานทัพพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียทันทีที่ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์จบลงเพียงไม่กี่นาที
การโจมตีระลอกนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังเป็นการส่งสารท้าทายคำกล่าวอ้างของผู้นำสหรัฐฯ ที่ว่ากองทัพอิหร่านถูกส่งกลับไป "ยุคหิน" แล้วอย่างสิ้นเชิง เป็นการพิสูจน์ว่า สงครามครั้งนี้อาจไม่ได้จบลงง่าย ๆ อย่างที่ทรัมป์ประกาศไว้บนโพเดียม
Spotlight เจาะลึก 5 ประเด็นร้อนจากถ้อยแถลงด่วนของทรัมป์ เขาพูดเรื่องอะไรบ้าง และตอบคำถามของทั้งโลกหรือไม่ว่า สงครามจะยุติเมื่อไหร่?
ทรัมป์ระบุว่า ภายในเวลาเพียง 4 สัปดาห์ กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งมอบชัยชนะที่ "โลกไม่เคยเห็นมาก่อน" โดยอ้างว่าบัดนี้กองทัพเรือและกองทัพอากาศของอิหร่านได้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง ขณะที่ระบบบัญชาการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ถูกทำลายล้างจนสิ้นสภาพความสามารถในการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรน
เขายังย้ำถึงความสำเร็จในการกำจัด "เนื้อร้าย" หรือกลุ่มผู้นำระดับสูงของอิหร่านที่เป็นอุปสรรคต่อสันติภาพ โดยชี้ว่า โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและโรงงานผลิตอาวุธถูกระเบิดจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซึ่งทรัมป์มองว่า นี่คือความสูญเสียทางทหารในวงกว้างที่รุนแรงและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์การสงครามสมัยใหม่
ท้ายที่สุด ทรัมป์พยายามสร้างความมั่นใจให้ชาวอเมริกันว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสู้รบ แต่คือการถอนรากถอนโคนความสามารถของอิหร่านในการขยายอิทธิพลนอกพรมแดนอย่างถาวร เพื่อให้แน่ใจว่า โลกเสรีจะปลอดภัยจากการข่มขู่ด้วยนิวเคลียร์และกลุ่มตัวแทนก่อการร้ายที่คอยป่วนภูมิภาคมาตลอด 47 ปี
ทรัมป์ประกาศกรอบเวลาที่ชัดเจนและดุดัน โดยระบุว่า ปฏิบัติการหลักเพื่อทำลายขีดความสามารถทางทหารและนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเสร็จสิ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเขาเชื่อว่า จะเป็นการปิดฉากภารกิจที่กองทัพสหรัฐฯ วางเป้าหมายไว้ทั้งหมด พร้อมย้ำว่า อเมริกาไม่ได้ต้องการ "เปลี่ยนระบอบการปกครอง" เป็นเป้าหมายหลัก แต่ในความเป็นจริงผู้นำระดับสูงเดิมได้เสียชีวิตไปเกือบหมดแล้ว ทำให้สถานการณ์บีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปโดยปริยาย
สำหรับการถอนกำลัง ทรัมป์วางเงื่อนไขสำคัญไว้ที่ข้อตกลงที่ยอมรับได้ หากกลุ่มผู้นำชุดใหม่ที่เขาเรียกว่า มีเหตุผลมากกว่า ไม่ยอมลงนามในข้อตกลงที่สหรัฐฯ ต้องการ เขาก็ขู่ว่าจะยกระดับการโจมตีไปที่โรงไฟฟ้าทุกแห่งทั่วประเทศพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้อิหร่านเป็นอัมพาตโดยสมบูรณ์และไม่มีทางฟื้นตัวได้ในเร็ววัน
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ให้ความเชื่อมั่นว่า เมื่อความขัดแย้งนี้สิ้นสุดลง ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานตามปกติเอง เพราะอิหร่านที่บอบช้ำจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรีบขายน้ำมันเพื่อหาเงินมาฟื้นฟูประเทศที่พังทลาย และเมื่อถึงเวลานั้น ทรัมป์สัญญาว่ากองทัพสหรัฐฯ จะนำชัยชนะกลับบ้าน พร้อมกับราคาน้ำมันและตลาดหุ้นที่จะกลับมาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง
ทรัมป์ตอกย้ำนโยบาย "Drill Baby Drill" ว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อเมริกาไม่ต้องง้อน้ำมันจากตะวันออกกลางอีกต่อไป โดยระบุว่า ภายใต้การนำของเขา สหรัฐฯ กลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซอันดับหนึ่งของโลก แซงหน้าซาอุดีอาระเบียและรัสเซียรวมกัน ซึ่งความมั่นคงทางพลังงานนี้ รวมถึงผลประโยชน์มหาศาลจากการเข้าควบคุมแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลาที่เขานิยามว่าเป็น "หุ้นส่วนร่วมทุน" ใหม่ของอเมริกา
สำหรับวิกฤตราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากการที่อิหร่านโจมตีเรือขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์มองว่าเป็นเพียง "ความเจ็บปวดระยะสั้น" และเป็นหน้าที่ของประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ที่จะต้องลุกขึ้นมาแสดงความกล้าหาญในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง แทนที่จะรอให้สหรัฐฯ ออกหน้าเพียงฝ่ายเดียวเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอสุดแสบสันต์ว่า หากประเทศใดต้องการความมั่นคงทางพลังงาน ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือการซื้อน้ำมันจากสหรัฐอเมริกา ที่มีล้นเหลือ ส่วนในด้านการทหาร สหรัฐฯ พร้อมจะเป็น "ผู้ช่วย" แต่ประเทศเหล่านั้นต้องเป็น "ผู้นำ" ในการปกป้องเส้นทางเดินเรือที่ตนเองต้องพึ่งพาอย่างยิ่งยวดเสียก่อน
นิวเคลียร์และขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลคือ "เหตุผลหลัก" ที่สหรัฐฯ ใช้สร้างความชอบธรรมในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งนี้ ทรัมป์ย้ำชัดในถ้อยแถลงว่าอเมริกาจะไม่ยอมตกอยู่ภายใต้การข่มขู่ของระบอบที่เขาเรียกว่า "นักเลงโตแห่งตะวันออกกลาง" อีกต่อไป โดยระบุว่าปฏิบัติการ Midnight Hammer ที่ใช้ฝูงบิน B-2 ทลายโรงงานนิวเคลียร์จนราบคาบนั้น ประสบความสำเร็จอย่างเบ็ดเสร็จจนอิหร่านไม่สามารถเข้าใกล้พื้นที่เหล่านั้นได้อีกนานหลายเดือน
นอกจากการทำลายเป้าหมายทางยุทธศาสตร์นิวเคลียร์แล้ว ทรัมป์ยังโอ้อวดถึงการกวาดล้างคลังแสงขีปนาวุธและโดรนที่อิหร่านภาคภูมิใจ โดยชี้ว่าโรงงานผลิตและฐานยิงถูกเป่าจนเป็นเศษเหล็ก ส่งผลให้อิหร่านสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามต่อทั้งอเมริกา ยุโรป และพันธมิตรในภูมิภาคอย่างอิสราเอล
ทรัมป์ปิดท้ายประเด็นนี้ด้วยการส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ ได้ใช้ดาวเทียมเฝ้าจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของอิหร่านแบบ 24 ชั่วโมง หากมีการขยับเขยื้อนเพื่อกู้คืนโครงการนิวเคลียร์แม้เพียงนิดเดียว ขีปนาวุธชุดใหม่จะถูกส่งไปถล่มซ้ำทันที โดยเขาทิ้งท้ายอย่างผู้ชนะว่าในเกมนี้ "อเมริกาถือไพ่เหนือกว่าทุกใบ ในขณะที่อิหร่านไม่เหลือไพ่ให้เล่นเลยสักใบเดียว"
แม้จะเป็นสุนทรพจน์ความยาวเพียง 18 นาทีที่เน้นเรื่องความคืบหน้าทางการทหาร แต่ทรัมป์ไม่เคยพลาดที่จะหาพื้นที่ "แขวะ" ฝั่งเดโมแครตเสมอ โดยเฉพาะการหยิบยกความล้มเหลวในอดีตขึ้นมาเปรียบเทียบกับความเด็ดขาดของตนเอง เขาฉายภาพให้เห็นว่านโยบายการทูตที่อ่อนแอของโอบามาคือ ต้นเหตุที่ปล่อยให้อิหร่านกลายเป็นภัยคุกคามที่สั่งสมพลังอำนาจมานานหลายทศวรรษ
ทรัมป์ตอกย้ำว่าการที่เขาฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์ทิ้ง และหันมาใช้ "พลังอำนาจที่แท้จริง" ในการบดขยี้ศัตรู คือการแก้ไขความผิดพลาดประวัติศาสตร์ที่ไม่มีประธานาธิบดีคนไหนกล้าทำมาก่อน เขามองว่า การส่งเงินสดมหาศาลให้ศัตรูเป็นเรื่องที่น่าอับอาย และผลลัพธ์ของมันคือการที่อิหร่านเอาเงินเหล่านั้นไปสร้างคลังแสงเพื่อเตรียมทำลายล้างอเมริกาและอิสราเอล
สุดท้าย เขาประกาศกร้าวว่า ชัยชนะในวันนี้คือข้อพิสูจน์ว่านโยบายของเขานั้นถูกต้อง เพราะในขณะที่รัฐบาลชุดก่อนพยายาม "ซื้อ" ความสงบด้วยเงิน แต่อเมริกาภายใต้การนำของเขากลับ "สร้าง" สันติภาพด้วยความแข็งแกร่ง จนทำให้ศัตรูที่เคยหัวเราะเยาะอเมริกาต้องตกอยู่ในสภาพที่พ่ายแพ้อย่างย่อยยับที่สุดในประวัติศาสตร์