
นับว่าผ่านมา 1 เดือนเต็มแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่สงครามอิหร่านดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้น สร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจและชีวิตมนุษย์ทั่วโลก ภูมิภาคที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด หนีไม่พ้นตะวันออกกลาง
จากการวิเคราะห์ล่าสุดของ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกลุ่มประเทศอาหรับอาจหดตัวลงระหว่าง 3.7% ถึง 6% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจเสียหายสูงสุดถึง 194,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจคือการหยุดชะงักของ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องไหลผ่านก่อนเกิดสงคราม การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและการบีบเค้นเส้นทางเดินเรือทำให้น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นกว่า 118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก
Spotlight รวบรวมข้อมูลความเสียหายทางเศรษฐกิจในชาติอาหรับ แต่ละประเทศบอบช้ำขนาดไหน
ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม สภาความร่วมมือแห่งอ่าว (GCC) และในภูมิภาค ลิแวนต์ (Levant) โดยแต่ละภูมิภาคเตรียมสูญเสีย GDP มากกว่า 5.2%
นอกจากนี้ ประเทศในแถบอ่าวอาหรับเป็นผู้ออกตราสารหนี้รายใหญ่ในตลาดเกิดใหม่ (คิดเป็น 40% ของการออกหนี้สกุลดอลลาร์ในตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด หากไม่นับรวมจีน) ประเทศเหล่านี้พึ่งพาการกู้ยืมอย่างหนักเพื่อระดมทุนในโครงการที่มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมัน โดยหนี้สาธารณะคงค้างของภูมิภาคแตะระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบเป็นรายปี
ในขณะเดียวกัน รายงานการวิเคราะห์จาก UNDP อีกฉบับพบว่า สงครามจะกระตุ้นให้เกิดการหดตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงใน อิหร่าน โดยจะฉุด GDP ลงมากถึง 10.4% และอาจผลักดันประชาชนกว่า 3.5 ล้านคน เข้าสู่ความยากจน รายงานระบุว่าการโจมตีทางอากาศในอิหร่านได้สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล และบริการพื้นฐานต่าง ๆ
โดยคาดการณ์ว่าจำนวนตำแหน่งงานที่สูญเสียไปอันเป็นผลจากความขัดแย้งนี้พุ่งสูงถึง 3.6 - 3.7 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้อัตราการว่างงานในภูมิภาคขยับตัวสูงขึ้นถึง 4% ภายในระยะเวลาอันสั้น ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว การขนส่งระหว่างประเทศ และห่วงโซ่อุปทานพลังงาน คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและน่านฟ้าทั่วภูมิภาค
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ "ภาวะยากจนเฉียบพลัน" ที่เกิดขึ้นกับประชากรในภูมิภาค รายงานดังกล่าวประเมินว่า ระชาชนอีกประมาณ 4 ล้านคน ที่ต้องกลายเป็นผู้ยากจนใหม่ภายในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียวความยากจนกระจุกตัวหนาแน่นในกลุ่มประเทศที่เปราะบางอยู่เดิม (Fragile Countries) เช่น ซูดาน และเยเมน รวมถึงกลุ่มประเทศลิแวนต์อย่าง เลบานอน ซึ่งพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความอ่อนไหวสูงต่อแรงกระแทกภายนอก
รวมถึงรงงานต่างด้าวในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ที่ต้องหยุดงานหรือถูกเลิกจ้าง ไม่สามารถส่งเงินกลับไปยังประเทศบ้านเกิดได้ ส่งผลให้ครอบครัวนับล้านในประเทศที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงต้องขาดรายได้หลักในการประทังชีวิต