Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ผ่าอาณาจักรน้ำมันPTGรายได้2แสนล้านบ. มีธุรกิจอะไรบ้าง ตัวไหนคือดาวเด่น
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ผ่าอาณาจักรน้ำมันPTGรายได้2แสนล้านบ. มีธุรกิจอะไรบ้าง ตัวไหนคือดาวเด่น

1 เม.ย. 69
11:50 น.
แชร์

ในช่วงนี้ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ในฐานะธุรกิจพลังงานของตระกูล “รัชกิจประการ” ที่เชื่อมโยงกับบทบาทของ “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลอนุทิน 2 ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญทั้งในภารกิจด้านคมนาคม และการขับเคลื่อนงานของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ด้วยรายได้กว่า 224,000 ล้านบาทในปี 2568 PTG เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ค้าปลีกน้ำมัน” ไปสู่กลุ่มธุรกิจพลังงาน-ค้าปลีกแบบครบวงจรที่มี ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่น้ำมัน ก๊าซ พลังงานทดแทน ไปจนถึงอาหาร เครื่องดื่ม และแพลตฟอร์มดิจิทัล

เส้นทางของ PTG เริ่มจากธุรกิจคลังน้ำมันในภาคใต้ ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นผู้เล่นเบอร์ 2 ของตลาดค้าปลีกน้ำมันไทย ผ่านกลยุทธ์ “ปักธงต่างจังหวัด” ที่หลีกเลี่ยงการแข่งขันโดยตรงกับยักษ์ใหญ่อย่าง PTT Public Company Limited และ Bangchak Corporation พร้อมสร้างฐานลูกค้าหลักในกลุ่มดีเซลและรถเชิงพาณิชย์ จนสามารถขยายเครือข่ายสถานีบริการทั่วประเทศและรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ภาพของ PTG ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไป เมื่อธุรกิจ Non-Oil เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะ “กาแฟพันธุ์ไทย” ที่กลายเป็นหัวหอกสำคัญในการเพิ่มมาร์จิ้นและความถี่ในการใช้บริการ ควบคู่กับการรุกธุรกิจใหม่อย่าง EV Charging, LPG, F&B และ e-Money เพื่อสร้างรายได้ที่หลากหลายและเสถียรมากขึ้น

บทความนี้ SPOTLIGHT จะพาเจาะลึกทั้ง 8 กลุ่มธุรกิจของ PTG เพื่อวิเคราะห์ว่า “อาณาจักร 2 แสนล้าน” นี้ขับเคลื่อนด้วยอะไร และดาวเด่นตัวจริงของ PTG อยู่ตรงไหนในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานนี้

จาก “คลังน้ำมันใต้” สู่เบอร์ 2 ปั๊มน้ำมันไทย เส้นทางโตของ PTG

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG มีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจขนาดเล็กในภาคใต้ ภายใต้ชื่อเดิม “บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด” ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2531 โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ร่วมกับครอบครัวรัชกิจประการ ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นเพียง 1 ล้านบาท ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาสู่หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในประเทศไทย

ในระยะแรก PTG ดำเนินธุรกิจให้บริการคลังน้ำมันและจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแก่ชุมชน ธุรกิจประมง และภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก โมเดลธุรกิจในช่วงตั้งต้นยังไม่ได้มุ่งไปที่สถานีบริการของตนเอง แต่เน้นบทบาทในฐานะผู้จัดหาและกระจายสินค้าในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เมื่อมองเห็นศักยภาพของตลาดค้าปลีก บริษัทจึงเริ่มขยับเข้าสู่ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันอย่างจริงจัง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2535 เมื่อบริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจสถานีบริการภายใต้แบรนด์ “พีที” (PT) ผ่านบริษัท Petroleum Thai Corporation Company Limited พร้อมกำหนดกลยุทธ์ที่แตกต่างจากผู้เล่นรายใหญ่ในขณะนั้น โดยเลือก “ปักธงต่างจังหวัด” เป็นแกนหลักของการเติบโต แทนการแข่งขันในเขตเมืองที่มีผู้เล่นหนาแน่นอย่าง PTT หรือ Bangchak Corporation 

กลยุทธ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ PTG เข้าถึงพื้นที่ที่ยังมีการแข่งขันต่ำ สร้างฐานลูกค้าได้รวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มรถบรรทุกและผู้ใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งกลายเป็นฐานรายได้หลักในระยะยาว และเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้บริษัทขยายเครือข่ายสถานีบริการได้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 2567 PTG มีจำนวนสถานีบริการมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก ปตท.

ในปี 2538 บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ เพราะเปิดทางให้สามารถระดมทุนเพื่อเร่งขยายเครือข่ายสถานีบริการ ระบบโลจิสติกส์ และคลังน้ำมันของตนเอง ส่งผลให้ PTG ค่อย ๆ พัฒนาสู่โมเดลธุรกิจที่ควบคุมห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ได้ครบวงจรมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่จากวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540 ซึ่งทำให้เกิดภาระหนี้สินสูงกว่า 3,600 ล้านบาท ก่อนจะสามารถปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นตัวได้สำเร็จ โดยมีนายพิทักษ์ รัชกิจประการ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำองค์กรฝ่าวิกฤต

หลังผ่านช่วงวิกฤต PTG เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์จากผู้ค้าปลีกน้ำมันแบบดั้งเดิม สู่การสร้าง “ecosystem รอบสถานีบริการ” เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อหน่วยและลดความผันผวนจากธุรกิจน้ำมัน บริษัทขยายเข้าสู่ธุรกิจ Non-Oil อย่างต่อเนื่อง ทั้งร้านกาแฟ “พันธุ์ไทย” ร้านสะดวกซื้อ ศูนย์บริการรถยนต์ ธุรกิจ LPG รวมถึงสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) สะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างไปสู่ธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า และสามารถสร้างรายได้ที่มีความสม่ำเสมอมากขึ้น

เบื้องหลังการเติบโตของ PTG ในช่วงสองทศวรรษหลัง คือบทบาทของนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งดำรงตำแหน่ง CEO ตั้งแต่ปี 2549 และเป็นกรรมการตั้งแต่ปี 2545 โดยมีบทบาทสำคัญในการกำหนด positioning ของบริษัทให้แตกต่างจากคู่แข่ง ผ่านการสร้างเครือข่ายเชิงลึกในต่างจังหวัด แทนการแข่งขันเชิงพื้นที่ในเมืองใหญ่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์มลูกค้าอย่าง “Max Card” ที่ช่วยสร้าง customer loyalty และฐานข้อมูลผู้บริโภคขนาดใหญ่ ซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์สำคัญของบริษัทในยุคค้าปลีกข้อมูล (data-driven retail)

จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจท้องถิ่นในภาคใต้ PTG จึงค่อย ๆ เติบโตผ่านการเลือก “พื้นที่ที่คนอื่นยังไม่เลือก” และการขยายโมเดลธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นผู้เล่นระดับประเทศที่มีทั้งเครือข่ายสถานีบริการขนาดใหญ่และระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุมมากขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ PTG ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 ยังสะท้อนการเป็น “ธุรกิจครอบครัวที่แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน” โดยกลุ่มผู้ก่อตั้งยังถือหุ้นในสัดส่วนสูง ผ่านบริษัทโฮลดิ้งและบุคคลใกล้ชิด ได้แก่

  • บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด (Ratchakit Holding Company Limited) บริษัทโฮลดิ้งของตระกูลรัชกิจประการ ถือหุ้นประมาณ 25.12% (ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1)
  • นักลงทุนบุคคลรายใหญ่ เช่น จารุณี ชินวงศ์วรกุล ผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ที่ 6.16% และจรัสลักษณ์ นิธยานุรักษ์ ผู้ถือหุ้นอันดับ 5 ที่ 4.34%
  • Thai NVDR Company Limited ผู้ถือหุ้นอันดับ 4 ในระดับ 5.78%
  • กลุ่มตระกูล “วชิรศักดิ์พานิช” ได้แก่ นาย พงษ์ศักดิ์ วชิรศักดิ์พานิช และนาย วีรศักดิ์ วชิรศักดิ์พานิช ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนสำคัญ (ระดับ 2-6%)
  • นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ผู้ถือหุ้นอันดับที่ 7 ถือหุ้นโดยตรงราว 2.6%

ภาพรวมสะท้อนว่า แม้ PTG จะเป็นบริษัทจดทะเบียน แต่ “อำนาจควบคุม” ยังคงอยู่กับกลุ่มผู้ก่อตั้งผ่าน holding company และเครือญาติ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่พบได้บ่อยในบริษัทไทยขนาดกลางถึงใหญ่

PTG 8 ธุรกิจครบวงจร จากน้ำมันสู่ Non-Oil สร้าง Ecosystem พลังงาน-ค้าปลีก-ดิจิทัล

ธุรกิจของกลุ่มบริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี สามารถแบ่งตามโครงสร้างการถือหุ้นออกเป็น 8 กลุ่ม

  1. ธุรกิจจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและค้าปลีก

ธุรกิจจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและค้าปลีกถือเป็นแกนหลักของรายได้และการดำเนินงานของบริษัท โดยแบ่งย่อยออกอีกเป็น 3 ประเภท คือ ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง, ธุรกิจบริการสถานีอัดประจุ (สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า) และธุรกิจค้าปลีก

สำหรับธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง บริษัทและบริษัทย่อยจำหน่ายน้ำมันสำหรับยานพาหนะเป็นหลัก โดยแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

  • กลุ่มน้ำมันดีเซล เช่น ดีเซล B7 ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัท
  • กลุ่มน้ำมันเบนซิน เช่น เบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 และ E20

โครงสร้างยอดขายยังคงพึ่งพาน้ำมันดีเซลเป็นหลัก เนื่องจากฐานลูกค้าสำคัญอยู่ในกลุ่มผู้ใช้รถเชิงพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างยานยนต์ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 จากการขยายสถานีบริการเข้าสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหนาแน่นกว่า

บริษัทดำเนินธุรกิจผ่านสถานีบริการ 2 รูปแบบ ได้แก่

  • COCO (Company Owned Company Operated): สถานีที่บริษัทเป็นเจ้าของและบริหารเอง ผ่าน บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด
  • DODO (Dealer Owned Dealer Operated): สถานีของตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับสิทธิ์จากบริษัท โดยรับซื้อน้ำมันจากบริษัทไปจำหน่าย

ภายใต้โมเดล DODO บริษัทมีบทบาทในการสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายอย่างครบวงจร ทั้งในด้านการออกแบบสถานี การลงทุน การวางมาตรฐานการดำเนินงาน และการบริหารจัดการ โดยสัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันในแต่ละสถานีจะสะท้อนลักษณะความต้องการของลูกค้าในพื้นที่นั้น ๆ

นอกเหนือจากธุรกิจค้าปลีกผ่านสถานีบริการ บริษัทฯ ยังดำเนินธุรกิจค้าส่งในฐานะผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 โดยจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้ค้าน้ำมันรายอื่นและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำมันในปริมาณมาก ทั้งเพื่อจำหน่ายต่อและใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต สะท้อนบทบาทของบริษัทในฐานะผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานพลังงานของประเทศ

ในขณะเดียวกัน สำหรับธุรกิจบริการสถานีอัดประจุ (สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า) บริษัทได้เริ่มขยายธุรกิจสู่พลังงานทางเลือก โดยพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อตอบรับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ชัดเจนขึ้น โดยร่วมมือกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดให้บริการภายใต้แบรนด์ “Elex by EGAT PT” ตั้งแต่ปี 2564 

สถานีดังกล่าวรองรับทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบบ PHEV และ BEV โดยใช้ระบบ DC Fast Charge ที่มีกำลังอัดประจุสูงสุด 150 กิโลวัตต์ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการผ่านการสแกน QR Code และชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน ELEXA ซึ่งรองรับทั้งการจองล่วงหน้าในรัศมี 30 กิโลเมตร และการเข้าใช้บริการแบบ Walk-in

การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว จาก 49 สถานีในปี 2566 เป็น 190 สถานีในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นถึง 287% นอกจากนี้ บริษัทได้ผสานธุรกิจ EV Charging เข้ากับธุรกิจ Non-Oil เช่น ร้านกาแฟพันธุ์ไทยและร้านค้า Max Mart เพื่อสร้างระบบนิเวศการให้บริการที่ครบวงจร ผ่านการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Max Me 

ขณะที่ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทดำเนินงานร่วมกับ EGAT ในการพัฒนาระบบไฟฟ้าแรงสูงให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย โดยบริษัทรับผิดชอบด้านการออกแบบสถานีให้สอดคล้องกับมาตรฐานร่วมและรองรับการขยายตัวในระยะยาว

ในส่วนของธุรกิจค้าปลีก กลุ่มพีทีจีได้ต่อยอดจากสถานีบริการน้ำมัน โดยให้ บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ลงทุนและดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อ “Max Mart” ภายในสถานีบริการ PT ทั้งรูปแบบ COCO และ DODO เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

การคัดเลือกสาขาเน้นทำเลที่มีศักยภาพ โดยพิจารณาจากปริมาณผู้ใช้บริการและยอดขายน้ำมันของสถานีเป็นหลัก ควบคู่กับปัจจัยด้านที่ตั้ง เช่น ความใกล้ชิดแหล่งชุมชน ย่านธุรกิจ หน่วยงานราชการ และการเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคม รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ที่ต้องรองรับการก่อสร้างร้านได้อย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน PTC ได้ปรับกลยุทธ์บริหาร Max Mart เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านการปรับโฉมร้าน พัฒนาอุปกรณ์ให้ทันสมัย และเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่

ณ สิ้นปี 2567 บริษัทมีร้าน Max Mart รวม 374 สาขา และมีแผนขยายเครือข่ายต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสถานีบริการ PT ให้เป็นศูนย์บริการแบบครบวงจร และรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกมากขึ้น

  1. ธุรกิจจำหน่ายก๊าซ LPG

บริษัทพีทีจีเริ่มเข้าสู่ธุรกิจก๊าซ LPG ตั้งแต่ปี 2558 ผ่าน บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด ก่อนจะปรับโครงสร้างธุรกิจในปี 2562 เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการดำเนินงาน โดยมอบหมายให้ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โอลิมปัส ออยล์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้ามารับบทบาทหลักในธุรกิจนี้

ปัจจุบัน ATLAS ทำหน้าที่เป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ดำเนินธุรกิจจำหน่ายก๊าซ LPG ครอบคลุมทั้งภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม โดยมีทั้งรูปแบบค้าปลีกถึงผู้บริโภคโดยตรง และค้าส่งให้กับผู้ค้ารายย่อยเพื่อนำไปกระจายต่อ ขณะที่ OLP ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 11 มุ่งเน้นธุรกิจ LPG ในภาคขนส่ง โดยให้บริการผ่านสถานีบริการก๊าซแบบ COCO ที่บริษัทเป็นผู้บริหารเอง

ในเชิงโครงสร้างธุรกิจ การแยกบทบาทระหว่าง ATLAS และ OLP สะท้อนความพยายามของกลุ่มพีทีจีในการจัดระเบียบห่วงโซ่ LPG ให้ชัดเจนตามประเภทลูกค้าและช่องทางจำหน่าย

  1. ธุรกิจพลังงานทดแทนและการลงทุน

กลุ่มพีทีจีเดินหน้าขยายพอร์ตสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนและการลงทุนอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานปิโตรเลียมในระยะยาว ควบคู่กับการสนับสนุนเกษตรกรและนโยบายพลังงานของภาครัฐ โดยโครงสร้างการลงทุนครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ (วัตถุดิบ) กลางน้ำ (การผลิต) ไปจนถึงปลายน้ำ (การจำหน่ายและใช้ประโยชน์) แบ่งเป็นธุรกิจ 2 ประเภท คือ ธุรกิจพลังงานไบโอดีเซล และธุรกิจโรงไฟฟ้าจากขยะ

ในธุรกิจไบโอดีเซล บริษัทลงทุนผ่าน บริษัท พีพีพี กรีนคอมเพล็กซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งพัฒนาโครงการปาล์มน้ำมันครบวงจร (Palm Complex) ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมคุณภาพผลผลิตปาล์มน้ำมันให้เกษตรกร ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปในระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ได้แก่ โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ โรงกลั่น โรงไบโอดีเซล โรงน้ำมันพืช โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงผลิตก๊าซชีวภาพ โดยมีคลังเก็บน้ำมันรวมราว 100,000 ตัน รองรับการบริหารสต็อกและเสถียรภาพด้านซัพพลาย

ปัจจุบันโรงงานสามารถผลิตไบโอดีเซล (B100) ได้ประมาณ 0.52 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันปาล์มโอเลอิน (ROL) สำหรับบริโภคได้ราว 0.15 ล้านลิตรต่อวัน โดยผลิตภัณฑ์ B100 ถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในน้ำมันดีเซลตามสัดส่วนที่กำหนดโดยภาครัฐ ซึ่งทำให้ PPPGC มีบทบาทเชิงโครงสร้างในระบบพลังงานของประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตในหลายส่วนของโรงงาน เพื่อรองรับอุปสงค์ผลิตภัณฑ์สีเขียวที่เพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green (BCG) รวมถึงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

ในด้านพลังงานจากขยะ บริษัทดำเนินการผ่าน บริษัท พลังงานพัฒนา 5 จำกัด ซึ่งพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขยะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ โดยใช้ขยะชุมชนจากเทศบาลเมืองบ้านพรุและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้เคียงเป็นเชื้อเพลิงหลัก โครงการถูกออกแบบเป็นระบบครบวงจร ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าแบบเผาตรง โรงคัดแยกขยะเพื่อผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ระบบบำบัดน้ำเสีย และหลุมฝังกลบความจุประมาณ 600,000 ตัน เพื่อรองรับขยะสะสมในพื้นที่

โครงการได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 ภายใต้รูปแบบผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2568 โดยโรงไฟฟ้าสามารถรับขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 400 ตันต่อวัน ภายใต้สัญญา 20 ปี และอัตรารับซื้อไฟฟ้าเฉลี่ย 5.08 บาทต่อหน่วย ซึ่งรวม FiT Premium ในช่วง 8 ปีแรก

ขณะเดียวกัน ส่วนของโรงผลิตเชื้อเพลิงขยะ RDF คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องในไตรมาส 2/2568 โดยสามารถรองรับขยะได้ 300-600 ตันต่อวัน และผลิต RDF ได้ 100-200 ตันต่อวัน เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับโรงปูนซีเมนต์และโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในพื้นที่ สร้างรายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากการขายไฟฟ้า ทั้งจากค่าบริการกำจัดขยะ การคัดแยกวัสดุรีไซเคิล และการพัฒนาโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

โดยภาพรวม การลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนของพีทีจีสะท้อนยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง จากธุรกิจน้ำมันสู่พลังงานทางเลือก พร้อมสร้าง ecosystem พลังงานที่เชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

  1. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

กลุ่มพีทีจีขยายธุรกิจสู่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในฐานะหนึ่งในแกนสำคัญของธุรกิจ Non-Oil โดยพัฒนาแบรนด์หลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กาแฟพันธุ์ไทย Coffee World และ Subway เพื่อสร้าง ecosystem ที่เชื่อมโยงกับสถานีบริการและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

1) ร้านกาแฟพันธุ์ไทย

ธุรกิจหลักในกลุ่มนี้ดำเนินการผ่าน บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ซึ่งเปิดสาขาแรกในปี 2555 และเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยจุดขายด้าน “ความเป็นไทย” และการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วประเทศ เช่น น้ำตาลดอกมะพร้าว ตาลโตนด มะม่วงเบา และนมข้าวโพด มาพัฒนาเป็นเมนูเฉพาะตัว

บริษัทเดินหน้าขยายไลน์ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องดื่ม signature เมนูถาวรจากวัตถุดิบท้องถิ่น และกลุ่มกาแฟพรีเมียม เช่น Special Blend และกาแฟดริป “รักษ์โลก” ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ รวมถึงการเปิดตัว “ไทยริกาโน” กาแฟอาราบิก้า 100% จากแหล่งปลูกในภาคเหนือ เพื่อยกระดับกาแฟไทยสู่ระดับ mass premium

ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทมุ่งสร้าง ecosystem กาแฟครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยสนับสนุนเกษตรกรปลูกกาแฟบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างรายได้และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ณ สิ้นปี 2567 กาแฟพันธุ์ไทยมีมากกว่า 1,347 สาขาทั่วประเทศ โดยกระจายทั้งในสถานีบริการ (50%) นอกสถานี (30%) และแฟรนไชส์ (20%) พร้อมแผนขยายให้ครอบคลุมทุกอำเภอ ซึ่งปัจจุบันเข้าถึงแล้วกว่า 878 อำเภอทั่วประเทศ

2) Coffee World

แบรนด์ Coffee World อยู่ภายใต้การบริหารของ บริษัท จีเอฟเอ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งพีทีจีเข้าซื้อกิจการในปี 2560 และได้ทยอยรีแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

การปรับภาพลักษณ์ครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2565 ภายใต้แนวคิด “CO-Value Creation from The World Inspirations” โดยเน้น positioning ระดับสากล ทั้งด้านคุณภาพเมล็ดกาแฟ เมนูที่หลากหลาย และประสบการณ์ในร้าน

ในปี 2568 บริษัทปรับโมเดลธุรกิจใหม่ โดยโฟกัสกลุ่มลูกค้า “พนักงานออฟฟิศ” ที่ต้องการกาแฟคุณภาพสูง บริการรวดเร็ว และพื้นที่พักผ่อนระหว่างวัน ควบคู่กับแผนขยายสาขาในทำเลศักยภาพ เช่น อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล และ community hub ในเขตเมือง

3) Subway

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 2567 เมื่อ บริษัท โกลัค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่ม ได้รับสิทธิ์ Master Franchise ของ Subway ในประเทศไทย

การเข้ามาของ Subway สะท้อนกลยุทธ์ขยายพอร์ตอาหารสู่แบรนด์ระดับโลก โดยเน้น positioning ด้านสุขภาพ ความสะดวก และการเติบโตระยะยาว ณ ปี 2567 มีทั้งหมด 58 สาขา และวางแผนขยายเฉลี่ย 50 สาขาต่อปีในช่วง 10 ปีข้างหน้า

ทำเลขยายครอบคลุมทั้งห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน สนามบิน และสถานีบริการ PT รวมถึงการพัฒนาโมเดลร้านใหม่ เช่น Drive-Thru และ Standalone ภายใต้แนวคิด “Fresh Forward 2.0” ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่นำมาใช้

ในภาพรวม ธุรกิจ F&B ของพีทีจีไม่ได้เป็นเพียงการกระจายรายได้ แต่เป็นการสร้าง “destination” ให้กับสถานีบริการ และขยายฐานลูกค้านอกธุรกิจน้ำมัน โดยเชื่อมโยงกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก คุณภาพ และประสบการณ์แบบครบวงจร พร้อมต่อยอดสู่ ecosystem Non-Oil ที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว

  1. ธุรกิจศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์

กลุ่มพีทีจียังได้ขยายธุรกิจสู่บริการหลังการขายยานยนต์ผ่าน บริษัท สยามออโต้แบคส์ จำกัด หรือ “Autobacs” ซึ่งเป็นบริษัทย่อย โดยวางตำแหน่งเป็นศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์แบบครบวงจรภายใต้มาตรฐานจากญี่ปุ่น

Autobacs ให้บริการครอบคลุมทั้งงานบำรุงรักษาและจำหน่ายอุปกรณ์รถยนต์ ตั้งแต่ยางรถยนต์แบรนด์ชั้นนำ น้ำมันเครื่องและสารหล่อลื่นเกรดพรีเมียม ไปจนถึงแบตเตอรี่ โช้คอัพ ผ้าเบรก เคมีภัณฑ์ดูแลรักษา และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์สไตล์ญี่ปุ่น เพื่อตอบโจทย์ทั้งกลุ่มรถยนต์นั่ง รถอเนกประสงค์ และรถกระบะทั้งใช้งานทั่วไปและเชิงพาณิชย์

จุดเด่นของโมเดลธุรกิจอยู่ที่แนวทาง “ให้คำปรึกษาก่อนขาย” โดยพนักงานจะวิเคราะห์ปัญหา เสนอแนวทางแก้ไข และให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ขณะที่การตัดสินใจซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่ยังคงเป็นของลูกค้า แนวทางดังกล่าวถูกใช้เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระยะยาว

ในเชิงการดำเนินงาน Autobacs ยึดมาตรฐานการให้บริการแบบโมเดิร์นเซอร์วิสที่ให้ความสำคัญกับทั้งทักษะช่างและงานบริการ โดยมีการตรวจประเมินคุณภาพจากทีมงานญี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความเชี่ยวชาญและมาตรฐานความปลอดภัย

โดยรวม ธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ของพีทีจีทำหน้าที่เสริม ecosystem จากธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ไปสู่บริการดูแลรถยนต์ครบวงจร ช่วยเพิ่มความถี่ในการเข้ามาใช้บริการของลูกค้า และสร้างรายได้ต่อเนื่องในกลุ่ม Non-Oil

  1. ธุรกิจบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money)

กลุ่มพีทีจีขยายธุรกิจสู่บริการการเงินดิจิทัลผ่านโครงสร้าง e-Money โดยจัดตั้งบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท แมกซ์ การ์ด จำกัด บริษัท แมกซ์ มี คอร์ป จำกัด และ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด เพื่อพัฒนา ecosystem ทางการเงินบนแพลตฟอร์ม “Max Me”

หัวใจของธุรกิจอยู่ที่ Max Me ซึ่งทำหน้าที่เป็น e-Wallet ควบคู่กับระบบสมาชิก PT Max Card โดยเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ การสะสมคะแนน และการใช้จ่ายเข้าด้วยกันบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเดียว ผู้ใช้สามารถสะสมคะแนนจากการใช้บริการในเครือพีทีจี และแลกรับสิทธิประโยชน์ในหมวดอาหาร เครื่องดื่ม ช้อปปิ้ง และท่องเที่ยว รวมถึงเชื่อมต่อกับพันธมิตรกว่า 235 แบรนด์

ในด้านการใช้งาน Max Me Wallet ถูกออกแบบให้ครอบคลุมชีวิตประจำวัน โดยสามารถใช้ชำระสินค้าและบริการได้ในจุดรับชำระมากกว่า 1.5 ล้านจุดทั่วประเทศ พร้อมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งรายใหญ่และรายย่อย เช่น ร้านอาหาร บริการจ่ายบิล ประกัน สินเชื่อ และรถเช่า เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้งานและสร้างฐานผู้ใช้ในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน บริษัทได้พัฒนาโซลูชันสำหรับลูกค้าองค์กรผ่านฟีเจอร์ “Max Enterprise Connect” ซึ่งรองรับการจัดการค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันและยานพาหนะ เช่น การตรวจสอบวงเงิน รับใบสั่งซื้อ สั่งซื้อน้ำมันล่วงหน้า บันทึกเลขไมล์ และจัดเก็บเอกสารภาษี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร fleet และลดต้นทุนการดำเนินงาน

นอกเหนือจาก e-Wallet บริษัทฯ ยังต่อยอดสู่ธุรกิจ Payment Gateway เพื่อให้บริการรับชำระเงินแก่ทั้งบริษัทในเครือและองค์กรภายนอก ช่วยลดต้นทุนธุรกรรมและเพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อระบบการเงินดิจิทัล

ในเชิงกลยุทธ์ Max Me ยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์ม data-driven marketing โดยใช้ข้อมูลลูกค้าในการนำเสนอสินค้า บริการ และโปรโมชั่นที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล พร้อมพัฒนา feature ใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น Max Ordering สำหรับสั่งสินค้า (เช่น กาแฟพันธุ์ไทย) และ Virtual Max Card ที่ช่วยให้ลูกค้าใช้งานได้โดยไม่ต้องพกบัตรจริง

โดยรวม ธุรกิจ e-Money ของพีทีจีเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์ (O2O) เข้าด้วยกัน สร้าง ecosystem ทางการเงินที่สนับสนุนทั้งธุรกิจหลักและธุรกิจ Non-Oil พร้อมเพิ่มความผูกพันของลูกค้าและโอกาสในการสร้างรายได้ในระยะยาว

  1. ธุรกิจขนส่ง

กลุ่มพีทีจีเสริมความแข็งแกร่งด้านห่วงโซ่อุปทานผ่านธุรกิจโลจิสติกส์ โดยให้ บริษัท พีทีจี โลจิสติกส์ จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 12 พร้อมลงทุนในกองรถบรรทุกขนาดใหญ่เพื่อรองรับการกระจายสินค้าอย่างครบวงจร

บทบาทหลักของ PTGLG ครอบคลุมการรับน้ำมันจากโรงกลั่นและคลังท่อทั่วประเทศ ก่อนนำไปจัดเก็บและกระจายต่อไปยังคลังน้ำมันของบริษัท 9 แห่ง และสถานีบริการทั้งแบบ COCO และ DODO รวมถึงลูกค้าธุรกิจค้าส่ง โดยมีการเชื่อมต่อกับโรงกลั่นหลัก เช่น ไทยออยล์ เอสโซ่ ปตท. IRPC และ SPRC ตลอดจนคลังท่อสำคัญ เช่น ลำลูกกาและระบบท่อส่งน้ำมัน เพื่อให้การบริหารซัพพลายมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

นอกจากธุรกิจขนส่งน้ำมัน PTGLG ยังขยายไปสู่การขนส่งสินค้าอื่น (Non-Oil logistics) เพื่อลดข้อจำกัดของธุรกิจเดิม โดยครอบคลุมทั้งน้ำมันพืช (ROL) น้ำเชื่อม ก๊าซ LPG เชื้อเพลิงขยะ (RDF) ก๊าซอุตสาหกรรม และสารเคมี ซึ่งสะท้อนการปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจโลจิสติกส์ที่หลากหลายมากขึ้น

ในด้านบริการเสริม บริษัทต่อยอดสู่ธุรกิจซ่อมบำรุงรถบรรทุก พร้อมทำตลาดเชิงรุกผ่านความร่วมมือกับ บริษัท แมพพ้อยท์เอเชีย โลจีสติกส์ โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งมีฐานรถบรรทุกในระบบกว่า 80,000 คัน เพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างรายได้ประจำจากสัญญาบริการระยะยาว

ขณะเดียวกัน กลุ่มพีทีจียังพัฒนาโครงสร้าง “ธุรกิจบริหารและจัดการระบบ” ผ่าน บริษัท อินโนลิเจนท์ ออโตเมชั่น จำกัด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในเครือ โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบข้อมูล ได้แก่

  • การขยายระบบบริหารการขาย (POS) ไปยังสถานี DODO มากกว่า 190 แห่ง
  • การติดตั้งระบบ Auto Tank Gauging ในสถานี COCO เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำมันและลดความเสี่ยง เช่น น้ำปนเปื้อนในถัง
  • การพัฒนา Mobile POS เพื่อเพิ่มความเร็วในการให้บริการหน้าลาน
  • การพัฒนาระบบ Fleet Management สำหรับควบคุมการใช้น้ำมันในธุรกิจขนส่ง ซึ่งปัจจุบันใช้งานแล้วมากกว่า 50 จุดทั่วประเทศ

โดยรวม ธุรกิจโลจิสติกส์และระบบบริหารของพีทีจีทำหน้าที่เป็น “backbone infrastructure” ที่สนับสนุนทั้งธุรกิจน้ำมันและ Non-Oil พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และเปิดโอกาสสร้างรายได้ใหม่จากบริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยีในระยะยาว

  1. ธุรกิจบริหารและจัดการระบบ

นอกจากธุรกิจพลังงานและค้าปลีกแล้ว PTG ยังมีธุรกิจบริหารและจัดการระบบ ภายใต้การดูแลของ บริษัท อินโนลิเจนท์ ออโตเมชั่น จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับระบบบริหารการขายและการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า จากเดิมที่ใช้งานเฉพาะสถานีบริการประเภท COCO ได้ขยายสู่การรองรับทั้งเครือข่ายอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ในช่วงปีที่ผ่านมา INA ได้เร่งพัฒนาและติดตั้งระบบในหลายมิติ โดยเฉพาะการขยายระบบ POS ไปยังสถานีบริการประเภท DODO มากกว่า 190 แห่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารหน้าร้านให้สอดคล้องกันทั้งเครือข่าย ขณะเดียวกันได้ติดตั้งระบบ Auto Tank Gauging ในสถานี COCO พื้นที่ภาคกลางจำนวน 47 แห่ง ซึ่งแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2568 เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบปริมาณน้ำมันคงเหลือ การวางแผนสั่งซื้อ และการตรวจจับความผิดปกติ เช่น น้ำปนเปื้อนในถัง

นอกจากนี้ บริษัทได้พัฒนา Mobile POS ให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบ POS เดิม โดยร่วมกับ บริษัท แมกซ์ มี คอร์ป จำกัด เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการหน้าลาน เช่น การรับชำระเงินและออกใบเสร็จได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2568

ในฝั่งธุรกิจโลจิสติกส์ INA ยังได้พัฒนาระบบ Fleet Management เพื่อรองรับการควบคุมการใช้น้ำมันของยานพาหนะจำนวนมาก โดยสามารถติดตามการเติมน้ำมัน การเบิกใช้ และต้นทุนเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันระบบดังกล่าวถูกใช้งานแล้วมากกว่า 50 จุดทั่วประเทศ ทั้งในธุรกิจขนส่งของกลุ่มและลูกค้าภายนอก

โดยภาพรวม INA ทำหน้าที่เป็น “digital backbone” ของกลุ่มพีทีจี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดความสูญเสีย และยกระดับการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่หน้าลานไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ขนาดใหญ่

PTG กำไรโตต่อเนื่อง 2568 Non-Oil พุ่งแรง พลิกโครงสร้างธุรกิจหนุน EBITDA โต 11%

ในปี 2568 ของบริษัท PTG และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 1,074 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 6,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% YoY และมีกำไรขั้นต้น 17,489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.4% YoY โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากธุรกิจ Non-Oil ซึ่งมีกำไรขั้นต้นเติบโตถึง 75.7% YoY ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นเป็น 37.1% ของกำไรขั้นต้นรวม จาก 25.0% ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพอร์ตธุรกิจไปสู่ความสมดุลและมีคุณภาพมากขึ้น

รายได้จากการขายและการให้บริการรวมอยู่ที่ 224,341 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.7% YoY โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายปลีกเฉลี่ยในธุรกิจ Oil ที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางยังคงรักษาระดับได้ใกล้เคียงกับปีก่อน สะท้อนถึงเสถียรภาพของอุปสงค์และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า ขณะที่ธุรกิจ Non-Oil เติบโตโดดเด่น โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 31.7% YoY เป็น 23,654 ล้านบาท

การเติบโตของธุรกิจ Non-Oil ได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย ซึ่งมีรายได้ 5,309 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134.3% YoY จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 2,151 สาขา เพิ่มขึ้น 59.7% YoY หรือคิดเป็นอัตราการขยายมากกว่า 2.2 สาขาต่อวัน 

นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-Store Sales) อันเป็นผลจากการกลับมาใช้บริการของกลุ่มลูกค้าสมาชิกเป็นหลัก รวมถึงการดำเนินแคมเปญทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของธุรกิจก๊าซ LPG มีรายได้ 10,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% YoY โดยมีปริมาณการจำหน่ายก๊าซ LPG ผ่านทุกช่องทางเติบโต 7.9% YoY อยู่ที่ 421 ล้านกิโลกรัม และมีจำนวนสาขาธุรกิจ LPG เพิ่มขึ้น 21.6% YoY เป็น 698 สาขา ทั้งนี้ บริษัทยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มของปริมาณการจัดจำหน่ายก๊าซ LPG ผ่านสถานีบริการเป็นอันดับ 1 ในปี 2568

สำหรับธุรกิจ Oil ในปี 2568 มีรายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 200,687 ล้านบาท โดยมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางรวมประมาณ 6,685 ล้านลิตร ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT ซึ่งเป็นช่องทางหลัก อยู่ที่ 6,569 ล้านลิตร สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าและประสิทธิภาพในการบริหารเครือข่ายสถานีบริการของบริษัท โดยบริษัทยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT อยู่ที่ 22.0%

PTG ลุยปี 2569 เร่ง Non-Oil โต 30-40% ดัน EBITDA ขยายต่อ ขยายกาแฟ-สถานีทั่วประเทศ

สำหรับแผนดำเนินงานในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเติบโตประมาณ 3-5% YoY และคาดว่าจะมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันรวมประมาณ 2,309 สถานีภายในปี 2569 ขณะเดียวกัน ตั้งเป้าให้อัตราการเติบโตของรายได้จากธุรกิจ Non-Oil อยู่ในระดับ 30-40% YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ไว้ที่ประมาณ 40-45% ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงอย่างต่อเนื่อง โดย EBITDA ตั้งเป้าเติบโต 8-12% YoY

นายพิทักษ์กล่าวว่า ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยยังคงเป็นธุรกิจหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่ม Non-Oil โดยในปี 2569 บริษัทวางแผนขยายสาขาไม่น้อยกว่า 800 สาขา ควบคู่กับการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกัน บริษัทได้ต่อยอดพอร์ตธุรกิจอาหารผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย” ซึ่งได้เปิดสาขานำร่องแล้ว 3 สาขาในปีที่ผ่านมา และมีแผนขยายเพิ่มเติมประมาณ 50 สาขาในปี 2569 นอกจากนี้ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ ยังเดินหน้าขยายอย่างต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจ SUBWAY

ในส่วนของธุรกิจ LPG บริษัทวางเป้าหมายขยายจุดให้บริการรวมเป็นประมาณ 836 จุด โดยการเติบโตยังคงมาจากธุรกิจก๊าซหุงต้มเป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจ Non-Oil อื่น ๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์และศูนย์บริการ Autobacs สถานีบริการรูปแบบใหม่ PT GIGA EV และสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT PT ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มการเข้าถึงของลูกค้าในระยะยาว

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับงวดปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 584.5 ล้านบาท โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) วันที่ 11 มีนาคม 2569 และวันไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวยังต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 เมษายน 2569

นายพิทักษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนถึงความสามารถของบริษัทในการรักษาสมดุลระหว่างธุรกิจ Oil ซึ่งเป็นฐานรายได้หลัก กับการเร่งเติบโตของธุรกิจ Non-Oil ที่มีอัตราการทำกำไรสูงกว่า โดยเฉพาะธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยซึ่งยังคงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าผ่านการพัฒนาระบบสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card Plus EV ควบคู่กับการเชื่อมโยงบริการภายใต้ Max World Ecosystem เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้บริการและสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้า โดยมุ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การพักผ่อน การรับประทานอาหาร หรือการดูแลรถยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทในการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับผู้บริโภค ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิตและประสบการณ์ในทุกช่วงจังหวะของการใช้ชีวิต


แชร์
ผ่าอาณาจักรน้ำมันPTGรายได้2แสนล้านบ. มีธุรกิจอะไรบ้าง ตัวไหนคือดาวเด่น