
รายงานข่าวจาก อมรินทร์ทีวี ระบุว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 06.45 น. ณ อาคารผู้โดยสารขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ลูกเรือจากเรือ "มยุรีนารี" จำนวน 20 คนที่รอดชีวิตจากการถูกขีปนาวุธโจมตี ได้เดินทางถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานได้เดินนำขบวนลูกเรือทั้งหมดออกมาทาง ประตู B หมายเลข 6
จากการสังเกตการณ์ของผู้สื่อข่าว พบว่าลูกเรือแต่ละคนลากกระเป๋าเดินทางเพียงคนละ 1 ใบ และส่วนใหญ่มีสัมภาระติดตัวมาไม่มากนัก เนื่องจากของใช้ส่วนตัวเกือบทั้งหมดถูกทิ้งไว้บนเรือขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ ทุกคนมีสีหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดจากการเดินทางไกลและเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งผ่านมา
ลูกเรือทั้งหมด 20 ชีวิต เป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ที่เรือถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูก ซึ่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบการโจมตีดังกล่าว อ้างว่าได้แจ้งเตือนไมให้เรือต่างชาติแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเป็นการกดดันให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยกเลิกปฏิบัติการโจมตีอิหร่านในสงครามตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ กองทัพเรือโอมาน เป็นหน่วยงานหลักที่ส่งเรือกู้ภัยเข้าช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนแรกออกจากเรือมยุรีนารีท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด และพาทั้งหมดขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยที่ เมืองคาซาบ (Khasab) ประเทศโอมาน เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากขึ้นฝั่ง ลูกเรือเข้าพักที่โรงแรมในเมืองคาซาบ โดยได้รับความช่วยเหลือด้านอาหาร ยา และเวชภัณฑ์จาก บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ ร่วมกับการอำนวยความสะดวกจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต
เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง กระบวนการส่งกลับจึงต้องทำอย่างรัดกุม ลูกเรือเดินทางโดยรถยนต์จากเมืองคาซาบข้ามพรมแดนไปยัง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่กรุงอาบูดาบีหรือดูไบ โดยมีเจ้าหน้าที่ไทยจากสถานทูตในมัสกัตและอาบูดาบีประสานงานร่วมกับทางการโอมานและ UAE ตลอดเส้นทาง
อย่างไรก็ตาม แม้ลูกเรือส่วนใหญ่จะเดินทางถึงมาตุภูมิโดยสวัสดิภาพ แต่ภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ยังคงไม่สิ้นสุด เนื่องจากยังมีลูกเรือไทยอีก 3 รายที่ยังคงสูญหาย ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการกู้ชีพเป็นอย่างไร
ในส่วนของ 3 ลูกเรือที่สูญหาย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการต่อสายตรงหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศโอมานเพื่อขอให้กองทัพเรือโอมานช่วยค้นหาอย่างเต็มที่ แม้จะยอมรับว่า "ห้องเครื่องยนต์" ที่คาดว่าทั้ง 3 คนติดอยู่นั้นเข้าถึงได้ยากมากเนื่องจากความร้อนและโครงสร้างเรือที่เสียหายหนัก
บริษัทเจ้าของเรือ Precious Shipping (PSL) และกองทัพเรือไทยที่ประสานงานผ่านฐานปฏิบัติการในบาห์เรน ยอมรับว่าปฏิบัติการค้นหาเจออุปสรรคใหญ่คือการ "รบกวนสัญญาณ GPS" (GPS Jamming) ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างอิหร่านและพันธมิตรของอิสราเอล/สหรัฐฯ ทำให้การนำทางของอุปกรณ์กู้ภัยแม่นยำน้อยลง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยังคงมีความหวังจากการตรวจพบสัญญาณบางอย่างภายในตัวเรือ และพยายามกดดันให้อิหร่านเปิดทางให้ทีมกู้ภัยสากลเข้าตรวจสอบซากเรือโดยเร็วที่สุด
สำนักข่าว Reuters รายงานระบุตัวตนของผู้สูญหายทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย นายอาคม (อายุ 45 ปี) หัวหน้าวิศวกรเครื่องกล, นายวิชัย (อายุ 32 ปี) ช่างเครื่อง และนายมาโนช (อายุ 28 ปี) ผู้ช่วยช่างเครื่อง ซึ่งทั้งหมดปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจุดปะทะขณะเกิดระเบิด ด้าน BBC World News ได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ครอบครัวของนายอาคมในจังหวัดระยอง โดยภรรยาของผู้สูญหายให้สัมภาษณ์ด้วยความโศกเศร้าว่า "ยังมีความหวังว่าสามีจะหาทางหลบภัยในจุดที่ปลอดภัยของห้องเครื่องได้ เพราะเขาเป็นคนชำนาญพื้นที่บนเรือลำนี้มากที่สุด และขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยอย่าหยุดการค้นหา"
ขณะที่ CNN รายงานเพิ่มเติมถึงความซับซ้อนของปฏิบัติการกู้ภัยว่า นอกจากการรบกวนสัญญาณสื่อสารแล้ว ตัวเรือ "มยุรีนารี" ยังมีภาวะเอียงจากการรับน้ำเข้าทางกราบเรือที่ถูกโจมตี ทำให้ทีมประดาน้ำและหุ่นยนต์กู้ภัยใต้น้ำ (ROV) ทำงานได้ลำบาก อีกทั้งยังมีรายงานจาก Al Jazeera ว่ากองกำลังอิหร่านยังคงลาดตระเวนใกล้จุดเกิดเหตุ ทำให้ทีมกู้ภัยสากลต้องรอการยืนยัน "ระเบียงความปลอดภัย" (Safety Corridor) จากทางการอิหร่านก่อนจะส่งคนเข้าไปในตัวเรือได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นนาทีชีวิตที่ญาติต่างเฝ้ารอด้วยความหวังอันริบหรี่แต่ยังไม่ยอมแพ้
ในด้านการดำเนินการทางการเมือง นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล และ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมแถลงข่าวที่สนามบินสุวรรณภูมิว่า รัฐบาลไทยได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ต่อทางการอิหร่านแล้ว เพื่อขอคำชี้แจงต่อการโจมตีเรือพาณิชย์ และบีบให้อิหร่านให้ความร่วมมือในการกู้ภัยลูกเรือที่ยังติดค้าง
ท่าทีของทางฝั่งอิหร่านนั้น นายนาสเซอร์เอดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศตามคำเชิญ โดยรายงานจาก AFP ระบุว่า ท่านทูตได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรับปากจะรายงานการประท้วงของไทยไปยังรัฐบาลที่กรุงเตหะรานทันที
อย่างไรก็ตาม ทัศนคติของทางกองทัพอิหร่าน (IRGC) ที่สื่อผ่านช่องทางกึ่งทางการกลับมีความแข็งกร้าว โดยอ้างว่าเรือมยุรีนารี "เพิกเฉยต่อคำเตือน" และรุกล้ำน่านน้ำที่ประกาศปิดกั้นเพื่อตอบโต้อิสราเอลและสหรัฐฯ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านในกรุงเทพฯ พยายามชี้แจงว่า ไม่มีเจตนาจะมุ่งเป้าโจมตีไทยที่เป็นมิตรประเทศ แต่เป็นความผิดพลาดเชิงปฏิบัติการในพื้นที่สงคราม
ขณะที่นายพงศ์เทพ เพชรโสม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ยืนยันว่า ลูกเรือทั้ง 20 คนจะได้รับการดูแลด้านสิทธิประโยชน์และค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานอย่างเต็มที่ รวมถึงการประเมินสภาพจิตใจ จากทีมแพทย์พยาบาล เนื่องจากเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจการเดินเรือไทยที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความปลอดภัยของแรงงานไทยในต่างแดนที่ต้องกลายเป็นเหยื่อในสงครามที่ตนเองไม่ได้ก่อ ซึ่งขณะนี้กรมเจ้าท่าและบริษัท PSL ได้ประกาศระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยสูงสุด