
เราเพิ่งจะเข้าสู่ตรุษจีน หรือวันปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติในวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ แต่เราเข้าสู่ปี 2569 แบบสากลทั่วโลกมาแล้วได้หนึ่งเดือนครึ่ง ในระยะเวลาเพียงไม่นานนี้ เรากลับค้นพบว่า “จีน” กำลังเนื้อหอมอย่างเห็นได้ชัด ต้อนรับปีม้าไฟหรือม้าทอง ตามความหมายของโหราศาสตร์จีน ซึ่งเชื่อว่า ปีนี้เป็นปีแห่งพลังงานสูง
ในแง่ความเชื่อ นั่นอาจจะทำให้จีนกลายเป็นประเทศสุดเนื้อหอมที่ดึงดูดผู้นำโลกหลายประเทศเข้ามา แต่ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อเกิดความผันผวนของระเบียบโลก ซึ่งผู้สร้างความวุ่นวายไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นประธานาธิบดีโดนัลด๋ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ หลายชาติจึงหันเข้ามาหาจีน ชนิดที่จีนไม่จำเป็นต้องเอื้อมมือออกไปด้วยซ้ำ
หากดูสถิติผู้นำโลกที่เดินทางเข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงหนึ่งเดือนครึ่งของปี 2569 ที่ผ่านมา จะพบว่า มีมากกว่า 5 ประเทศ
แต่การเยือนของผู้นำชาติต่าง ๆ ไม่ได้สร้างเพียงสัมพันธ์กับจีน หลังบางประเทศอาจจะร้างมานานหรือไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก เพราะการมาเยือนครั้งนี้ นำพาการค้าและเศรษฐกิจมาด้วย
นับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาจนถึงกุมภาพันธ์ มีผู้นำหลายประเทศเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการและเข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้แก่
1. เซอร์เคียร์ สตาร์มเมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
เดินทางพบสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมกราคม ปี 2569 นับเป็นนายกฯ อังกฤษคนแรกที่เยือนจีนในรอบ 8 ปี
2. มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา
เยือนจีนอย่างเป็นทางการและเข้าหารือกับสี จิ้นผิง ช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา
3. เพตเตรี ออร์โป นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์
เยือนจีนอย่างเป็นทางการและเข้าพบสี จิ้นผิงช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา
4. อี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้
เยือนจีนและเข้าพบปะหารือกับสี จิ้นผิงในวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่เยือนจีนอย่างเป็นทางการของปีนี้
5. ไมเคิล มาร์ติน นายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์
เยือนจีนระหว่างวันที่ 4-8 มกราคม 2569 เป็นนายกฯ ไอร์แลนด์คนแรกที่เยือนจีนในรอบ 14 ปี
6. ยามานดู ออร์ซี ประธานาธิบดีอุรุกวัย
เดินทางเยือนจีนและเข้าหารือกับประธานาธิบดีสีเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นผู้นำชาติแอฟริกาใต้คนแรกที่เยือนจีนในปีนี้
ขณะที่ในเดือนเมษายนนี้ คาดว่า ทรัมป์จะเยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยเขาเคยเปิดเผยว่า เขารอไม่ไหวแล้วที่จะได้ไปจีน
Yue Su นักเศรษฐศาสตร์หลักจาก Economist Intelligence Unit มองว่า การเยือนจีนของผู้นำหลายประเทศในช่วงนี้ สะท้อนการ “เริ่มนับหนึ่งใหม่ในความสัมพันธ์แบบคัดเลือกและมีการบริหารจัดการ” ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น มากกว่าจะเป็นการหันเหเชิงยุทธศาสตร์ไปหาจีนโดยตรง
เธอระบุว่า การคงช่องทางสื่อสารกับรัฐบาลจีนกำลังถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการตัดขาดความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในช่วงการปรับความสัมพันธ์บางประเด็นกับจีนเริ่มปรากฏให้เห็นผลลัพธ์เชิงบวกชัด ขณะที่นโยบายของสหรัฐฯ มีความคาดเดาได้ยากมากขึ้น
ตลอด 12 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้มาตรการกำแพงภาษีไม่เพียงกับจีน แต่ยังรวมถึงประเทศคู่ค้ารายอื่นของสหรัฐฯ จำนวนมาก อีกทั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยังเพิ่มความพยายามขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ไปยังเวเนซุเอลา อิหร่าน และกรีนแลนด์
สถานการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นโอกาสของปักกิ่ง ซึ่งพยายามวางบทบาทตนเองไม่เพียงในฐานะหุ้นส่วนของประเทศกำลังพัฒนา แต่ยังเป็นแรงสร้างเสถียรภาพให้กับโลก
ด้าน Cui Shoujun ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Renmin University of China ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า การเว้นระยะห่างจากสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่า หลายประเทศให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า ประเทศในยุโรปและภูมิภาคอื่น ๆ อาจยังจำเป็นต้องประสานจุดยืนกับสหรัฐฯ ในประเด็นด้านความมั่นคง แต่ในขณะเดียวกัน ก็กำลังเพิ่มระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การเดินทางเยือนของผู้นำโลกหลายชาตินั้น ไม่ได้สร้างเพียงบรรยากาศของความสัมพันธ์ที่ดี แต่ยังนำมาซึ่งข้อตกลงและการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับการค้าด้วย อย่างเมื่อตอนที่ประธานาธิบดีอี แจมยองเยือนจีน เขาและประธานาธิบดีสีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารความร่วมมือ 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ระบบคมนาคม ตลอดจนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างสองประเทศ
ส่วนนายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ กล่าวระหว่างการเยือนว่า ไอร์แลนด์มุ่งมั่นพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ก่อประโยชน์ร่วมกัน พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือกับจีนในสาขาการค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีวการแพทย์ พลังงานหมุนเวียน ปัญญาประดิษฐ์ และการศึกษา
ขณะที่เมื่อตอนผู้นำแคนาดาเยือนจีน นายกฯ คาร์นีย์ได้ออกแถลงการณ์ร่วมผู้นำจีน–แคนาดา และลงนามเอกสารความร่วมมือ 8 ฉบับ รวมถึงแผนโรดแมปด้านเศรษฐกิจและการค้า นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดแนวทางเฉพาะเพื่อจัดการประเด็นการค้าสำคัญ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เหล็กและอะลูมิเนียม เมล็ดเรพซีด ตลอดจนสินค้าเกษตรและประมง
ส่วนผู้นำอุรุกวัย เดินทางเยือนจีนพร้อมกับคณะผู้แทนกว่า 150 คน ซึ่งรวมถึงผู้นำภาคธุรกิจ โดยทั้งจีนและอุรุกวัยได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมลงนามเอกสารความร่วมมืออีก 12 ฉบับ ครอบคลุมสาขาตั้งแต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการค้าเนื้อสัตว์