
สหรัฐฯ ประกาศซ้อมรบทางอากาศในตะวันออกกลาง ซึ่งจะกินระยะเวลายาวนานหลายวัน ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ นิยามการซ้อมรบใหญ่ครั้งนี้ว่าเป็น "กองเรือรบ Armada" ซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และกองเรือรบทันสมัยลำอื่น ๆ
การแสดงแสนยานุภาพทางอากาศของสหรัฐฯ ถูกประกาศออกมาในช่วงที่ทำเนียบขาวได้ส่งสัญญาณว่า อาจมีการเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ หลังจากที่รัฐบาลอิหร่านใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันราย และพลเมืองอีกจำนวนมากถูกคุมขังโดยที่ไม่ทราบชะตากรรมที่แน่นอน
กองกำลังทางอากาศส่วนกลาง ซึ่งเป็นส่วนประกอบทางอากาศของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันอังคารที่ 28 มกราคมว่า จะดำเนินการ "ฝึกซ้อมความพร้อมเป็นเวลาหลายวัน” เพื่อทดสอบวามสามารถในการวางกำลัง การกระจายกำลัง และการคงไว้ซึ่งอำนาจการต่อสู้ทางอากาศในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ
กองกำลังทางอากาศส่วนกลางระบุเพิ่มเติมในแถลงการณ์ว่า การฝึกซ้อมนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการกระจายยุทโธปกรณ์และบุคลากร สร้างความเข้มแข็งให้กับพันธมิตรในภูมิภาค และเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการตอบโต้ที่ยืดหยุ่น
ทั้งนี้ วันที่ สถานที่ และรายชื่อยุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ ที่จะเข้าร่วมการฝึกซ้อมยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม การฝึกซ้อมดังกล่าวดูเหมือนจะถูกออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงพลานุภาพของกองเรือสหรัฐฯ ในการส่งกำลังเข้าไปในภูมิภาค ในขณะที่ความตึงเครียดกับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น
กองกำลังทางอากาศส่วนกลางประกาศว่า กองเรือขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ได้เดินทางถึงภูมิภาคนี้แล้ว โดยบนเรือบรรทุกเครื่องบินลำดังกล่าวมีเครื่องบินขับไล่หลายสิบเครื่องและกะลาสีเกือบ 5,000 นาย พร้อมด้วยเรือทำลายล้างติดอาวุธนำวิถีหลายลำที่ทำหน้าที่ป้องกันทางอากาศให้กับกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี (carrier strike group)
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้เคลื่อนย้ายฝูงบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ไปยังภูมิภาคนี้ด้วย ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ ซึ่งเครื่องบินเหล่านี้มาจากหน่วยเดียวกับที่เคยมีส่วนร่วมในการโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนเมษายน 2024 ขณะที่สหราชอาณาจักรก็ได้เคลื่อนย้ายเครื่องบินขับไล่ไทฟูน (Typhoon) ไปยังภูมิภาคนี้ใน "ฐานะการป้องกัน" เช่นกัน
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการประจำการเรือบรรทุกเครื่องบินในเขตพื้นที่ของกองกำลังทางอากาศส่วนกลาง นับตั้งแต่เรือ ยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด (USS Gerald Ford) ถูกส่งไปประจำการที่ทะเลแคริบเบียนในเดือนตุลาคม ช่วงก่อนการปฏิบัติการของสหรัฐฯ เพื่อขับไล่นายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา
กองกำลังทางอากาศส่วนกลาง ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ "กำลังถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลางเพื่อส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค"
ขณะที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios ในสัปดาห์นี้ว่า สหรัฐฯ มี "กองเรือรบขนาดใหญ่อยู่ข้างๆ อิหร่าน ซึ่งใหญ่กว่าที่เคยส่งไปเวเนซุเอลาเสียอีก" แต่เขายังได้เสนอแนะว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะเปิดการเจรจา โดยเสริมว่า อิหร่าน "ต้องการทำข้อตกลง ผมรู้ดี พวกเขาโทรหาเราหลายครั้ง พวกเขาต้องการจะพูดคุย"
ทรัมป์เคยข่มขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากประเทศดังกล่าวดำเนินการประหารชีวิตหมู่หรือสังหารผู้ประท้วง ในระหว่างการประท้วงที่ปะทุขึ้นจากการที่ค่าเงินของอิหร่านตกต่ำลงในเดือนธันวาคม แต่ต่อมาเขาดูเหมือนจะลดระดับคำขู่นั้นลงชั่วคราว โดยอ้างว่าการฆ่าฟันได้หยุดลงแล้ว
ทรัมป์ลดระดับท่าทีที่แข็งกร้าวเรื่องการโจมตีอิหร่านลงในช่วงต้นเดือนนี้ หลังจากที่เขาอ้างว่า อิหร่านได้กลับลำการตัดสินใจที่จะแขวนคอผู้ประท้วงที่ถูกคุมขัง 800 ราย แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาได้ระบุว่า การโจมตีอาจจะยังมีขึ้นได้ โดยกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่ส่งไปยังภูมิภาคนั้นมีไว้เพื่อ "เผื่อเอาไว้ก่อน"
หน่วยงานข่าวนักสิทธิมนุษยชน (Human Rights Activists news agency) ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตเกือบ 6,000 ราย ในขณะที่รัฐบาลอิหร่านยอมรับว่า มีผู้เสียชีวิตเพียง 3,100 รายเท่านั้น
นักเคลื่อนไหวรายอื่น ๆ ประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30,000 รายจากการปราบปรามของรัฐบาล แต่การเซ็นเซอร์และการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศทำให้การยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงทำได้ยาก
กองกำลังทางอากาศส่วนกลาง ระบุว่า จะดำเนินการฝึกซ้อมร่วมกับชาติต่างๆ ในตะวันออกกลาง และยังประกาศแผนการร่วมมือกับบาห์เรนในการฝึกซ้อมเชิงป้องกัน ซึ่งจะรวมถึงการฝึกฝนความสามารถในการยิงโดรนให้ตก ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามจากการตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้นหากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม การวางกำลังพลเหล่านี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้กล่าวว่า จะไม่อนุญาตให้น่านฟ้า ดินแดน หรือน่านน้ำอาณาเขตของตนถูกใช้เพื่อโจมตีอิหร่าน โดยยืนยันว่า ตนจะรักษาความเป็นกลางและมุ่งส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค
แถลงการณ์ระบุว่า "กองทัพอากาศสหรัฐฯ จะดำเนินกิจกรรมทั้งหมดโดยได้รับอนุมัติจากประเทศเจ้าบ้าน และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานการบินพลเรือนและทหาร โดยเน้นที่ความปลอดภัย ความแม่นยำ และการเคารพอธิปไตย"
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเคลื่อน “กองเรือรบ Armada” ข้าประชิดตะวันออกกลาง พร้อมประกาศซ้อมรบทางอากาศครั้งใหญ่ กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เขย่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันและทองคำที่พุ่งสูงขึ้น
บลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบสี่เดือน ท่ามกลางค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงและความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากแถลงการณ์ของทำเนียบขาวเกี่ยวกับอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) มีการซื้อขายอยู่ในกรอบ 63 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาเรล สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นคือการ "ดิ่งลง" ของดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากทรัมป์ยืนยันว่ากองกำลังทางเรือขนาดใหญ่กำลังซ้อมรบในตะวันออกกลางเป็นเวลาต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันผู้นำอิหร่าน สืบเนื่องจากการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง และคำขู่ของอิหร่านที่จะกลับมาดำเนินการโครงการนิวเคลียร์อีกครั้ง
ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 นี้ ราคาทองคำโลก (Gold Spot) ได้ทะลุแนวต้านสำคัญอย่างรุนแรง โดยไปแตะระดับเหนือ $5,000 ต่อออนซ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ โดยได้รับแรงหนุนโดยตรงจากความกังวลว่าความปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะบานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ในช่วง 26 วันแรกของปีนี้ ราคาทองคำพุ่งขึ้น 15% ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นครั้งประวัติศาสตร์ที่ต่อยอดจากปี 2025 ที่ทำลายสถิติ โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นถึง 65% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979
แม้ว่าราคาทองคำจะแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์แล้วก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมองว่าราคาทองคำมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยให้เหตุผลว่าราคาอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก เนื่องจากความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ และการพุ่งขึ้นครั้งล่าสุดนี้เกิดจากมาตรการต่าง ๆ ของทรัมป์ที่สร้างความไม่มั่นคงให้กับตลาดทั้งในระดับโลกและในประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกับสถานการณ์ข่มขู่อิหร่าน แต่ยังมีการเรียกเก็บภาษีกับพันธมิตรนาโตในประเด็นกรีนแลนด์ ไปจนถึงปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา