
ในขณะที่เสียงระเบิดดังกึกก้องเหนือกรุงเตหะราน และยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงกว่า 1,300 ราย จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกสองของอิสราเอล ทั่วโลกกำลังจับตาความขัดแย้งที่ลามสู่จุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลก ปฏิบัติการกวาดล้างเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ ของสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่เป็นการโชว์ศักยภาพทางทหาร แต่กำลังเขย่าโครงสร้างราคาพลังงานโลกให้ดีดตัวขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างรุนแรง
ทว่าภายใต้ภาพความสูญเสียและตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่คาดการณ์ว่า อาจสูงถึง 210,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมีกลุ่มที่กำลังตักตวงผลประโยชน์มหาศาลจากวิกฤตนี้ โดยเฉพาะ "รัสเซีย" ที่ผงาดขึ้นมาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงก่อนสงคราม ขณะที่ยักษ์ใหญ่ค้าอาวุธอย่าง Raytheon และ Lockheed Martin ต่างมียอดสั่งซื้อระบบป้องกันขีปนาวุธพุ่งพรวดท่ามกลางสมรภูมิที่ร้อนระอุ
นอกจากเม็ดเงินมหาศาล อีกด้านหนึ่งคือ เกมอำนาจที่หอมหวานสำหรับนักการเมืองสายเหยี่ยว ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ใช้ความเด็ดขาดสร้างความเชื่อมั่นทางการเมือง และกลุ่มอำนาจภายในอิหร่านเองที่ฉวยโอกาสใช้สภาวะสงครามเข้ากระชับอำนาจเบ็ดเสร็จ ปราบปรามกลุ่มเห็นต่างภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคง พร้อมปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศที่เรื้อรังมานาน
สงครามครั้งนี้ใครได้? ใครเสีย? และทำไม "วิกฤตของโลก" จึงกลายเป็น "ขุมทรัพย์ของบางกลุ่ม" Spotlight เจาะลึกเบื้องหลังยุทธศาสตร์มหาอำนาจและผลประโยชน์ทับซ้อนที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของขีปนาวุธ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของการอุปทานในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงพลังงานที่วิกฤตที่สุดของโลก
เมื่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ถูกเปลี่ยนเป็นสมรภูมิ ราคาน้ำมันดิบจึงทะยานแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความผันผวนนี้แม้จะสร้างความบอบช้ำให้เศรษฐกิจภาพรวม แต่สำหรับยักษ์ใหญ่พลังงานของสหรัฐฯช อย่าง ExxonMobil, Chevron Corp. และ Occidental Petroleum นี่คือช่วงเวลาที่รายได้และราคาหุ้นพุ่งกระฉูด รับอานิสงส์โดยตรงจากส่วนต่างราคาน้ำมันที่แพงขึ้น โดยมีบริษัทขนาดกลางอย่าง Talos Energy ที่ถูกจับตามองว่าอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากวิกฤตที่ยืดเยื้อนี้
ในอีกฟากหนึ่ง "รัสเซีย" กลายเป็นผู้เล่นที่ได้รับ "ลาภลอย" ก้อนโตที่สุด จากการที่สหรัฐฯ เริ่ม "หลับตาข้างหนึ่ง" โดยยอมผ่อนผันชั่วคราว ให้อินเดียซื้อน้ำมันรัสเซียได้สะดวกขึ้น เพื่อพยุงราคาโลกไม่ให้หลุดการควบคุม เฮนนิง กลอยสไตน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายพลังงานและทรัพยากรของ Eurasia Group กล่าวว่า รัสเซีย "ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลไปแล้ว" จากวิกฤตครั้งนี้ หลังจากที่รัฐบาลวอชิงตันยินยอมผ่อนผัน ชั่วคราวให้อินเดียสามารถซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียต่อไปได้
มาตรการดังกล่าวทำให้รัฐบาลมอสโกสามารถระบายน้ำมันค้างคลังกลางทะเลลดลงจาก 132.9 ล้านบาร์เรล เหลือเพียง 118.3 ล้านบาร์เรลในพริบตา พร้อมกวาดรายได้เข้าคลังเพิ่มขึ้นมหาศาลจากการขายน้ำมันที่ราคาดีดตัวจาก 50 ดอลลาร์ ไปแตะระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที
ซาอูล คาโวนิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพลังงานจาก MST Marquee กล่าวว่า "รัสเซียอยู่ในฐานะที่จะได้กำไรจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดในการขายน้ำมันดิบของรัสเซียให้กับอินเดีย"
นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากวิกฤตฮอร์มุซยังบีบคั้นการส่งออกในอ่าวเปอร์เซีย มอสโกอาจกวาดรายได้เข้าคลังเพิ่มขึ้นถึง "หลายหมื่นล้านดอลลาร์" ขณะที่ยุโรปเองอาจต้องจำใจเพิ่มการนำเข้าก๊าซ LNG จากรัสเซียเพื่อชดเชยส่วนต่างที่หายไปจากตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซียเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบการเงินของมอสโกได้อย่างมหาศาลในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียบางส่วนเสียหายจากการถูกโจมตีโดยยูเครนและการคว่ำบาตรที่สะสมมานานหลายปี ทำให้ไม่สามารถเร่งกำลังการผลิตได้เต็มสูบในทันที นอกจากนี้ การพึ่งพาผู้ซื้อเพียงไม่กี่รายอย่างอินเดียและจีน รวมถึงอุปสรรคด้านการประกันภัยและการขนส่ง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดไม่ให้รัสเซียสามารถตักตวงผลประโยชน์จากวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นที่ดัชนี Dow Jones และ S&P 500 พากันดิ่งเหวจากความไม่แน่นอนของสงคราม แต่กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับสวนกระแสอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นคู่สัญญารายใหญ่ของกองทัพสหรัฐฯ อย่าง Lockheed Martin, Raytheon (RTX) และ Palantir ที่ราคาหุ้นพุ่งทะยานรับอานิสงส์โดยตรงจากการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน นักวิเคราะห์ระบุว่า นี่คือกลุ่ม "ผู้รับผลประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุด" เนื่องจากระบบอาวุธที่ถูกนำมาใช้ในสมรภูมิจริงย่อมหมายถึงคำสั่งซื้อระลอกใหม่เพื่อเติมเต็มคลังแสงที่ร่อยหรอลง
ข้อมูลจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยให้เห็นว่า มีการใช้งานระบบอาวุธมากกว่า 20 ชนิดในปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตโดยยักษ์ใหญ่ที่เราคุ้นหู ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธ Tomahawk อันเลื่องชื่อที่ผลิตโดย Raytheon หรือระบบสกัดกั้นขีปนาวุธ THAAD ของ Lockheed Martin ที่ถูกส่งเข้าประจำการเพื่อรับมือการโต้กลับ แม้แต่บริษัทซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลอย่าง Palantir ก็พลอยได้ลาภลอยไปด้วยจากการให้บริการด้านระบบปฏิบัติการอัจฉริยะแก่กองทัพ ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นให้ความต้องการเทคโนโลยีป้องกันประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าจับตาคือการแจ้งเกิดของ "อาวุธราคาประหยัด" อย่างโดรนพลีชีพแบบทางเดียวรุ่น "LUCAS" จากบริษัท SpektreWorks ที่กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่า ถูกนำมาใช้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านเพื่อลดต้นทุนการรบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในสงครามยุคใหม่ บริษัทขนาดกลางที่เน้นเทคโนโลยีเฉพาะทางก็สามารถตักตวงผลประโยชน์มหาศาลได้ไม่แพ้พี่ใหญ่ในวงการ ขณะที่นักวิเคราะห์จาก JP Morgan ยังมองข้ามช็อตไปถึงบริษัทในยุโรปอย่าง BAE Systems และ Leonardo DRS ที่มีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ ว่าจะได้รับอานิสงส์ตามไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม "ลาภลอย" ของกลุ่มค้าอาวุธนี้ขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญคือ "ระยะเวลาของสงคราม" หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนคลังอาวุธเริ่มว่างเปล่า ความจำเป็นในการผลิตซ้ำจะกลายเป็นกำไรก้อนโตมหาศาลในระยะยาว แต่ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสหรัฐฯ สามารถเอาชนะอิหร่านได้อย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว จนความเสี่ยงในภูมิภาคหมดไป ความต้องการอาวุธในระยะยาวอาจจะลดลงและส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในอนาคตได้เช่นกัน จึงเป็นเกมที่ต้องเดิมพันด้วยความตึงเครียดที่ลากยาว
ท้ายที่สุดแล้ว สงครามครั้งนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในสนามรบ แต่ลามไปถึงกระเป๋าเงินของนักลงทุนทั่วโลก ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว สายการบิน และสินค้าหรูหราอย่าง LVMH หรือ Burberry กำลังสำลักพิษเศรษฐกิจและค่าเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง แต่กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับกลายเป็น "หลุมหลบภัยทางการเงิน" ที่มั่นคงที่สุด เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้าย ยิ่งสถานการณ์โลกไร้ความปลอดภัยมากเท่าไหร่ มูลค่าของความปลอดภัยที่พ่อค้าอาวุธหยิบยื่นให้ก็ยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น
ขณะที่ชาวโลกมองเห็นแต่ความสูญเสียจากการโจมตีทางอากาศที่รุนแรงจนถึงขั้น “เด็ดหัว” ผู้นำสูงสุดอย่างอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี แต่ในความเป็นจริง ภายในโครงสร้างอำนาจของอิหร่านกลับมีกลุ่มที่กำลังใช้สภาวะสุญญากาศนี้เพื่อผลประโยชน์ทั้งในเชิงอำนาจและเม็ดเงิน โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ที่ผงาดขึ้นมามีบทบาทนำในการบริหารประเทศและกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จยิ่งกว่าเดิม
ความขัดแย้งที่ลุกลามช่วยให้กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งและผู้นำระดับสูงใน IRGC สามารถปราบปรามกลุ่มเห็นต่างภายในประเทศได้อย่างเด็ดขาดภายใต้ข้ออ้าง “ภัยความมั่นคงแห่งชาติ” สงครามได้กลายเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาความอดอยากและคอร์รัปชันสะสม โดยรัฐบาลเตหะรานใช้สถานะ “ผู้ถูกกระทำ” ปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อรวมใจคนในชาติให้กลับมาสนับสนุนระบอบการปกครองอีกครั้ง แม้ในยามที่ประชาชนส่วนใหญ่กำลังทุกข์ยากจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงก็ตาม
ยิ่งการคว่ำบาตรเข้มข้นและช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น เครือข่ายเศรษฐกิจใต้ดินที่ควบคุมโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลใกล้ชิดกับกองทัพกลับยิ่งทำกำไร ข้อมูลระบุว่า รายได้จากการ “ลักลอบขายน้ำมัน” ผ่านบริษัทบังหน้าและการเปลี่ยนถ่ายสินค้ากลางทะเล (Ship-to-ship transfers) มีมูลค่ามหาศาลกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ส่วนต่างกำไรในตลาดมืดจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักที่ทำให้กลุ่มอำนาจเดิมยังคงยืนหยัดอยู่ได้แม้เศรษฐกิจในระบบจะพังทลาย
ในทุก ๆ อาคารที่ถูกทำลาย ย่อมหมายถึงงบประมาณมหาศาลที่จะถูกใช้ในการก่อสร้างใหม่ในอนาคต บริษัทในเครือข่ายของ IRGC ซึ่งควบคุมอุตสาหกรรมก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์รายใหญ่ของประเทศ อยู่ในตำแหน่งที่จะผูกขาดสัญญารีโนเวทเมืองหลังจบศึก นอกจากนี้ สภาวะสงครามยังเปิดโอกาสให้กลุ่มอำนาจเหล่านี้เข้าควบคุมทรัพยากรสำคัญ เช่น อาหาร ยา และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน ทำให้พวกเขาสามารถเก็งกำไรและสร้างระบบอุปถัมภ์ที่แข็งแกร่งขึ้นท่ามกลางความขาดแคลนของประชาชน
สำหรับกลุ่มผู้ปกครองสายเคร่งศาสนา ความสูญเสียไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้เสมอไป แต่ถูกนำมาผลิตซ้ำเป็นภาพลักษณ์ของ “มรณสักขี”เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่ของระบอบเดิม การตายของผู้นำระดับสูงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านที่ช่วยดึงดูดงบประมาณและทรัพยากรจากกลุ่มเครือข่ายตัวแทนทั่วภูมิภาค ซึ่งเป็นรายได้แฝงที่ไหลกลับเข้าสู่อิหร่านผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ
ในฟากฝั่งของสหรัฐฯ สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการป้องกันประเทศ แต่คือ "เครื่องมือ" ทางการเมืองที่ทรงพลังสำหรับรัฐบาลและกลุ่มผู้มีอิทธิพล หลังการโจมตีอิหร่าน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้สถานการณ์ "ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ" เป็นข้ออ้างในการผลักดันนโยบาย Energy Dominance หรือการเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานเบ็ดเสร็จ
นโยบายดังกล่าวเปิดทางให้บริษัทน้ำมันในประเทศเร่งขุดเจาะและส่งออกได้โดยแทบไร้ข้อจำกัด การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันช่วยสร้างกำไรมหาศาลให้แก่กลุ่มทุนพลังงานที่เป็นฐานเสียงสำคัญ และยังเป็นโอกาสให้ทรัมป์แสดงภาพลักษณ์ "ผู้นำที่แข็งแกร่ง" เพื่อกลบกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศและเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง
นอกจากกลุ่มพลังงาน "นักล็อบบี้และนักการเมือง" ในสภาคอนเกรสยังได้รับอานิสงส์จากการอนุมัติงบประมาณด้านความมั่นคงปี 2026 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ สส. และ สว. หลายคนประสบความสำเร็จในการดึงงบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์ลงสู่เขตเลือกตั้งของตนผ่านโครงการผลิตอาวุธ เช่น รถถัง Abrams หรือเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EA-37B ซึ่งเป็นการสร้างงานและรักษาฐานอำนาจทางการเมืองในระยะยาว
ขณะเดียวกัน เงินบริจาคจากกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (PACs) ก็ไหลเข้าสู่กระเป๋าของนักการเมืองที่สนับสนุนสงครามอย่างต่อเนื่อง สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง "สงคราม-การเมือง-ธุรกิจ" ที่จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นตราบเท่าที่ขีปนาวุธยังถูกยิงออกจากฐาน
อีกหนึ่งประเด็นที่ทั่วโลกกล่าวถึง คือ "เครือข่ายอิทธิพลมืด" ที่เชื่อมโยงกับคดีล่วงละเมิดของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ซึ่งเคยมีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมหาเศรษฐีและนักการเมืองระดับสูงของสหรัฐฯ หลายคนที่ปัจจุบันยังมีบทบาทในการล็อบบี้งบประมาณกลาโหมและการทูตระหว่างประเทศ รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ด้วย
สงครามอิหร่านครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสทองของเครือข่ายเหล่านี้ในการ "ฟอกตัว" และเบี่ยงเบนความสนใจจากคดีอื้อฉาวที่ยังไม่สิ้นสุด โดยการใช้สายสัมพันธ์ใต้ดินในการผลักดันสัญญาจ้างงานด้านความมั่นคงและบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน ที่มีความเกี่ยวพันกับเครือข่ายทุนเดิมของเอปสตีน ซึ่งได้รับงบประมาณมหาศาลในการปฏิบัติภารกิจลับในตะวันออกกลาง นี่คือลาภลอยก้อนโตที่ไหลเข้าสู่กระเป๋าของผู้มีอิทธิพลที่โลกแทบไม่เคยได้ยินชื่อ แต่กลับเป็นผู้บงการทิศทางของขีปนาวุธจากหอคอยในนิวยอร์กและวอชิงตัน