Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ประกันสังคม ที่ว่าดี! มีอยู่ในประเทศไหน? หักเงินเท่าไหร่ ทำไมทำแล้วปัง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ประกันสังคม ที่ว่าดี! มีอยู่ในประเทศไหน? หักเงินเท่าไหร่ ทำไมทำแล้วปัง

28 ม.ค. 69
11:11 น.
แชร์

เนเธอร์แลนด์: ปังที่สุดในโลก ติดท็อปจัดอันดับ

ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่ามีระบบประกันสังคมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเงินบำนาญ ด้วยโครงสร้าง "โมเดล 3 เสาหลัก" (Three-Pillar System) ที่แข็งแกร่ง ซึ่งประกอบด้วยเงินบำนาญของรัฐ (AOW) เงินบำนาญภาคบังคับจากที่ทำงาน และเงินออมส่วนบุคคลระดับเงินทุนที่สูง

  • สามเสาหลัก สร้างชีวิตมั่นคง

เสาหลักที่ 1: สวัสดิการพื้นฐานจากรัฐ (AOW - State Pension) มีแนวคิดที่ต้องการให้ประชาชน “มีกินมีใช้ทุกคน ไม่ว่าเคยทำงานอะไร” นับเป็นเงินบำนาญขั้นพื้นฐานที่รัฐจ่ายให้พลเมืองทุกคนที่อาศัยหรือทำงานในเนเธอร์แลนด์ เมื่อถึงอายุเกษียณ ซึ่งปัจจุบัน อายุเกษียณประเทศนี้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 67 ปี เงินก้อนนี้ รัฐบาลไม่สนว่าผู้รับผลประโยชน์จะเคยเป็นผู้บริหารหรือคนกวาดถนน ทุกคนจะได้เงินก้อนนี้เท่ากัน เพื่อการันตีว่า จะไม่มีคนแก่เนเธอร์แลนด์คนไหนต้องกลายเป็นคนไร้บ้านหรืออดตาย

เสาหลักที่ 2: บำนาญจากที่ทำงาน (Occupational Pension) ลักษณะของเงินก้อนนี้ จะมาในรูปแบบ "ยิ่งทำงานนาน ยิ่งออมมาก ยิ่งได้คืนเยอะ" ส่วนนี้คล้ายประกันสังคมมาตรา 33 ของไทย แต่บริหารจัดการดีกว่ามาก เป็นข้อตกลงระหว่าง "นายจ้าง" และ "ลูกจ้าง" ในแต่ละอุตสาหกรรม โดยจะหักเงินจากเงินเดือนไปสะสมไว้ในกองทุนบำนาญ (Pension Fund) ที่บริหารโดยมืออาชีพ

เสาหลักนี้เป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดและทำให้เนเธอร์แลนด์ต่างจากที่อื่น เพราะเขามีการบริหารกองทุนแบบอิสระ ไม่ปนกับงบประมาณรัฐ และเงินสะสมนี้จะถูกนำไปลงทุนให้งอกเงย ทำให้คนเกษียณได้รับเงินสูงถึง 70-80% ของเงินเดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ

เสาหลักที่ 3: เงินออมส่วนบุคคล (Private Pension) เกิดขึ้นตามแนวคิด "ออมเพิ่มเอง เพื่อชีวิตที่หรูหราขึ้น" เป็นการออมแบบสมัครใจ เช่น การซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือการลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลจะส่งเสริมโดยการให้ "สิทธิลดหย่อนภาษี" ที่จูงใจมาก เหมาะสำหรับกลุ่มคนทำธุรกิจส่วนตัว ฟรีแลนซ์ หรือคนที่อยากมีไลฟ์สไตล์หลังเกษียณแบบไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี

  • ดีที่สุดในโลก แต่หักเงิน ‘โหด’ ถึงจัดการได้

ในเนเธอร์แลนด์ การหักเงินประกันสังคมจะถูกเก็บรวมไปกับภาษีเงินได้ในขั้นแรก ซึ่งลูกจ้างจะถูกหักรวมกันสูงถึงประมาณ 35.75% ของรายได้ โดยในจำนวนนี้เป็นเงินสมทบเพื่อสวัสดิการพื้นฐาน (National Insurance) ถึง 27.65% เพื่อนำไปเป็นเงินบำนาญรัฐและค่าดูแลระยะยาว นอกจากนี้ ลูกจ้างยังต้องจ่ายค่าประกันสุขภาพแยกต่างหากอีกเดือนละประมาณ 5,500 - 6,300 บาท

ขณะที่ฝั่งนายจ้างต้องสมทบเพิ่มอีกประมาณ 18-25% ของเงินเดือนลูกจ้าง เพื่อเป็นกองทุนว่างงานและทุพพลภาพ แม้ตัวเลขการหักเงินจะดูสูงลิ่วเมื่อเทียบกับไทย แต่ชาวเนเธอร์แลนด์ยอมรับได้เพราะแลกมาด้วยความมั่นคงที่ครอบคลุมทุกช่วงชีวิต และการันตีว่าเงินบำนาญที่ได้รับหลังเกษียณจะสูงถึง 70-80% ของเงินเดือนสุดท้าย

นอร์ดิกโมเดล: ประกันสังคมสร้างชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว

หากเนเธอร์แลนด์คือแชมป์ด้าน "โครงสร้างบำนาญ" กลุ่มประเทศนอร์ดิก (Nordic Countries) ก็คือแชมป์ด้าน "ความอุ่นใจตั้งแต่เกิดจนตาย" จุดเด่นที่สุดของกลุ่มนี้คือระบบ "Universal Welfare" หรือสวัสดิการถ้วนหน้า ที่ไม่ว่าจะรวยหรือจน มีงานทำหรือไม่ รัฐจะการันตีคุณภาพชีวิตพื้นฐานให้เท่ากันหมด ซึ่งแต่ละประเทศจะมีหมัดเด็ดที่แตกต่างกันออกไป

  • ไอซ์แลนด์

ไอซ์แลนด์มีกองทุนบำนาญที่ร่ำรวยและยั่งยืนที่สุดในโลก ไอซ์แลนด์บริหารเงินกองทุนบำนาญได้เก่งมากจนมีมูลค่าสูงกว่า GDP ของทั้งประเทศ มากกว่า 200% ของ GDP ทำให้พวกเขามีเงินจ่ายบำนาญได้แบบไม่จำกัดและยั่งยืนที่สุดในโลก 

เหตุผลเพราะมีอัตรการหักเงินที่ค่อนข้างสูง ไอซ์แลนด์จึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการหักเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยอัตราสมทบปกติจะอยู่ที่ 15.5% ของเงินเดือน ลูกจ้างจ่าย 4% และนายจ้างจ่ายสมทบให้ถึง 11.5% รัฐบาลบังคับออมในอัตราที่สูงตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ทำให้เงินในกองทุนพอกพูนเป็นก้อนมหึมาอย่างรวดเร็ว นับเป็นระบบบังคับออมที่โหดแต่คุ้ม

สิ่งสำคัญคือ กองทุนบำนาญของไอซ์แลนด์ (Pension Funds) ไม่ได้ถูกบริหารโดยข้าราชการ แต่บริหารโดยคณะกรรมการที่มีตัวแทนจากทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง และกองทุนไม่ได้ลงทุนแค่ในประเทศ แต่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศทั่วโลก (Global Diversification) เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากเศรษฐกิจในไอซ์แลนด์เกิดวิกฤต ตามกฎหมายควบคุมเข้มงวดว่าต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงและยั่งยืนเท่านั้น ทำให้โอกาสที่เงินจะหายไปกับโครงการที่โปร่งใสน้อยนั้นมีต่ำมาก

  • เดนมาร์ก

เดนมาร์กไม่ได้มองว่าประกันสังคมคือแค่เรื่องเงินบำนาญ แต่มองว่ามันคือความมั่นคงในการใช้ชีวิต โมเดลสำคัญที่ทั่วโลกอยากจะเลียนแบบคือคำว่า "Flexicurity" มาจากคำว่า Flexible ความยืดหยุ่น + Security ความมั่นคง 

ในประเทศไทย หากพนักงานถูกเลิกจ้าง ผู้ประกันตนมาตรา 33 จะได้รับเงินทดแทนจากประกันสังคมกรณีว่างงาน 60% ของค่าจ้างเฉลี่ย ฐานสูงสุด 15,000 บาท เป็นเวลาสูงสุด 180 วัน หรือได้รับสูงสุด 9,000 บาทต่อเดือน แต่ในเดนมาร์กนายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้ง่ายมากเพื่อให้ธุรกิจปรับตัวได้ตามเศรษฐกิจ ส่วนลูกจ้างที่ตกงานจะได้รับเงินชดเชยจากรัฐสูงถึง 90% ของเงินเดือนเดิมนานถึง 2 ปี!

ระหว่างที่คนตกงานรับเงิน 90% นั้น รัฐจะมีศูนย์จัดหางานที่ทำงานเข้มข้นมาก ทั้งส่งไปเรียนคอร์สใหม่ ๆ ฝึกทักษะที่ตลาดต้องการ ระบบนี้เปลี่ยน "คนว่างงาน" ให้กลายเป็น "แรงงานคุณภาพ" กลับเข้าสู่ระบบได้เร็วมาก ระบบนี้เลยยั่งยืนเพราะคนกลับมาจ่ายภาษีต่อได้ไว

  • นอร์เวย์

ถ้าจุดแข็งของเดนมาร์กคือความยืดหยุ่น จุดแข็งของนอร์เวย์คือความมั่งคั่งที่กินใช้ไม่หมด ความลับที่ทำให้นอร์เวย์มีระบบประกันสังคมและบำนาญที่รวยที่สุดในโลก ไม่ได้มาจากแค่การเก็บภาษี แต่มาจาก “กองทุนน้ำมัน” นอร์เวย์ขุดเจอน้ำมันมหาศาลในทะเลเหนือเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่แทนที่รัฐบาลจะเอาเงินมาใช้สุรุ่ยสุร่าย เขากลับเอาเงินกำไรจากการขายน้ำมันทั้งหมดไปลงใน Government Pension Fund Global (GPFG)

แนวคิดการทำกองทุนคือ "น้ำมันมีวันหมด แต่เงินทุนต้องอยู่ตลอดไป" เงินกองทุนนี้มีมูลค่ากว่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น ยังถือหุ้นอยู่ในบริษัทชั้นนำทั่วโลกกว่า 9,000 แห่ง เฉลี่ยแล้วนอร์เวย์เป็นเจ้าของหุ้น 1.5% ของทั้งโลก เงินกำไรจากการลงทุนถูกนำมาหล่อเลี้ยงระบบสวัสดิการและประกันสังคมโดยที่รัฐไม่ต้องรีดภาษีประชาชนจนหมดตัว

ในขณะที่หลายประเทศต้องลุ้นเรื่องงบประมาณสาธารณสุข แต่นอร์เวย์มีเงินสำรองจ่ายให้ ซึ่งประชาชนจ่ายค่าธรรมเนียมการรักษา (Co-payment) เพียงเล็กน้อยในแต่ละปี ถ้าใช้เกินนั้น รัฐจ่ายให้ฟรีหมด ทุกโรค ไม่ว่าจะผ่าตัดใหญ่หรือรักษามะเร็ง รวมถึงคุณภาพโรงพยาบาลรัฐที่นี่เทียบเท่าเอกชนชั้นนำ เพราะมีงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนความมั่งคั่งอย่างต่อเนื่อง

  • ฟินแลนด์

ฟินแลนด์ไม่ได้มีน้ำมันมหาศาลเหมือนนอร์เวย์ แต่เขาสร้างระบบขึ้นมาด้วยความโปร่งใส จนได้รับฉายาว่า ระบบที่มีความซื่อตรงสูงที่สุดในโลก ฟินแลนด์เพิ่งปฏิรูประบบครั้งใหญ่ เป็นการเข้าถึงข้อมูลประกันสังคมทางดิจิทัลได้แบบ 100% ประชาชนสามารถล็อกอินเข้าไปดูได้ "เรียลไทม์" ว่าเงินสมทบที่จ่ายไปถูกนำไปลงทุนที่ไหน มีกำไรเท่าไหร่ และ ณ วันนี้ถ้าเกษียณจะได้เงินกี่บาท

ระบบถูกออกแบบมาให้ "คนรวยช่วยคนจน" ในสัดส่วนที่เหมาะสมผ่านภาษี แต่ในขณะเดียวกันก็ให้รางวัล "คนทำงานหนัก" ผ่านบำนาญที่ไม่มีเพดาน เงินเดือนเท่าไหร่ ก็หักเปอร์เซ็นต์ตามจริง และเวลาได้คืน ก็ได้คืนตามสัดส่วนที่จ่ายไปจริง คนที่ทำงานหนักและรายได้สูงจึง "เต็มใจจ่าย" เพราะเขารู้ว่ายิ่งจ่ายมาก บำนาญตอนเกษียณก็ยิ่งสูงลิ่วตามไปด้วย ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการถูกจำกัดสิทธิ์

  • สวีเดน

สวีเดนได้รับฉายาว่าเป็น “เจ้าแห่งสมดุลชีวิต” สิ่งที่คนทั่วโลกพูดถึงมากที่สุด และเป็นส่วนหนึ่งของระบบประกันสังคมที่แข็งแกร่ง คือสิทธิลาเพื่อครอบครัวสูงสุด 480 วัน พ่อแม่มือใหม่สามารถลาไปเลี้ยงลูกได้รวมกันราว 16 เดือน ต่อลูก 1 คน โดยได้รับเงินชดเชยจากรัฐสูงถึง 80% ของรายได้เดิม อีกทั้งยังส่งเสริมให้พ่อต้องใช้สิทธิ์ลาอย่างน้อย 90 วัน เพื่อผลักดันให้ผู้ชายเลี้ยงลูกและลดการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานผู้หญิง

สวีเดนมีวิธีบริหารเงินบำนาญที่ล้ำมาก คือการผสมผสานระหว่าง "ระบบแบ่งปัน" กับ "การลงทุนจริง" เงินที่พนักงานจ่ายเข้าไป รัฐจะบันทึกไว้ใน "บัญชีเสมือน" ที่ให้ดอกเบี้ยตามการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ เจ้าของบัญชีจะเห็นตัวเลขที่โตขึ้นเรื่อยๆ เหมือนฝากธนาคาร ทั้งนี้ เงินส่วนหนึ่ง (ประมาณ 2.5%) จะถูกแยกไปอยู่ใน Premium Pension ซึ่งผู้ประกันตนสามารถ "เลือกกองทุนเองได้" ว่าจะเอาไปลงในหุ้นหรือพันธบัตรตัวไหนเพื่อให้เงินงอกเงยตามความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้

ในขณะที่บางประเทศประกันสังคมอาจครอบคลุมไม่หมด แต่สวีเดนมีระบบเพดานราคาที่ชัดเจน ประชาชนจะจ่ายค่าหมอเองไม่เกินประมาณ 1,300 - 1,400 โครนา (ประมาณ 4,500 บาท) ต่อปี และค่ายาไม่เกินประมาณ 2,800 โครนา (ประมาณ 9,500 บาท) ต่อปี และถ้าประชาชนป่วยหนัก หรือต้องกินยาราคาแพงต่อเนื่อง เมื่อจ่ายครบเพดานแล้ว ส่วนที่เหลือรัฐจ่ายให้ฟรี 100% ทั้งปี ทำให้ไม่มีใครต้องล้มละลายเพราะค่ารักษาพยาบาล

อิสราเอล: ประกันสังคมเข้มข้น ดูแลยันเรื่องสงคราม

อิสราเอลเป็นประเทศที่มีระบบประกันสังคมที่ "เข้มข้น" และ "แปลกใหม่" กว่าทางยุโรป เพราะระบบออกแบบมาดูแลประชาชนที่อยู่ในภาวะไม่สงบ เนื่องจากอิสราเอลเผชิญภัยความมั่นคงรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งกับกลุ่มฮามาสและรบรากับเพื่อนบ้านอย่างอิหร่าน ประกันสังคมของประเทศนี้จึงครอบคลุมการเจ็บ การตายจากภัยสงครามด้วย

อิสราเอลมีกองทุนประกันสังคมพิเศษสำหรับดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบโดยเฉพาะ หากได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความมั่นคง (รวมถึงแรงงานไทยที่ไปทำงานที่นั่นด้วย) ประกันสังคมจะจ่ายเงินชดเชยที่สูงมาก เช่น กรณีเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินรายเดือนไปตลอดจนกว่าบุตรจะโต หรือภรรยาจะแต่งงานใหม่ และมีเงินก้อนเยียวยาพิเศษให้หลักล้านบาท มันสร้างความมั่นใจให้คนในประเทศว่า "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ครอบครัวจะไม่อยู่ข้างหลังลำพัง"

นอกจากนี้ ประกันสังคมอิสราเอลขึ้นชื่อเรื่องการปรับตัวที่เร็วมาก ในปี 2026 นี้ เขาเพิ่งประกาศปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญและเงินช่วยเหลือต่างๆ ตาม ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และค่าจ้างเฉลี่ยทันที เพื่อให้เงินในกระเป๋าผู้สูงอายุไม่ด้อยค่าลงตามเงินเฟ้อ รวมถึงเงินบำนาญคู่รัก: ระบบออกแบบมาเป็นอย่างดี มีการคำนวณเงินเพิ่มสำหรับ "คู่สมรส" และ "บุตร" เข้าไปในยอดบำนาญพื้นฐานด้วย ทำให้รายได้เพียงพอต่อการจ้างงานในชีวิตจริง

อิสราเอลใช้ระบบ National Health Insurance ที่เชื่อมกับประกันสังคม ทุกคนต้องจ่าย "ภาษีสุขภาพ" ประมาณ 3-5% ของรายได้ แต่แลกมาด้วยการรักษาที่แทบจะ "ฟรีและไม่มีคิว" ผ่านกองทุนสุขภาพ (HMO) ที่บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก ส่วนเทคโนโลยีการแพทย์ก็ถูกจัดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

สิงคโปร์: ประกันสังคมดีที่สุดในเอเชีย

สำหรับสิงคโปร์ ต้องบอกว่า "ดีที่สุดในเอเชีย" ไม่ใช่แค่คำเคลมลอย ๆ สิงคโปร์เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้เกรด A (คะแนน 80.8) ขยับขึ้นมาอยู่ในลีกเดียวกับเนเธอร์แลนด์และกลุ่มนอร์ดิกเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ทำให้ระบบ CPF (Central Provident Fund) ของสิงคโปร์โดดเด่นกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน มีอยู่ 3 เหตุผลหลักที่น่าสนใจ

  • ระบบ "กระเป๋าใครกระเป๋ามัน" (Fully Funded)

ในขณะที่ไทยและหลายประเทศใช้ระบบ "เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข" เน้นคนรวยช่วยคนจน เน้นให้คนหนุ่มสาวทำงานช่วยคนแก่ แต่สิงคโปร์ใช้ระบบ "ออมเองใช้เอง" ซึ่งรายได้ที่ถูกหักไป สัดส่วนคือ ลูกจ้าง 20% + นายจ้าง 17% จะเข้าไปอยู่ในบัญชีชื่อของผู้จ่าย และรัฐบาลมีหน้าที่บริหารเงินนั้นให้งอกเงย วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่อง "กองทุนเจ๊ง" เพราะจำนวนประชากรลดลง และเงินบำนาญไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเด็กเกิดใหม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าออมไว้เท่าไหร่

  • เงินประกันสังคมที่ "ซื้อบ้าน" ได้

รัฐบาลสิงคโปร์ทราบดีว่า "ที่อยู่อาศัย" คือความมั่นคงในยามแก่ เขาจึงยอมให้ประชาชนถอนเงินจากบัญชี CPF มาจ่ายค่าดาวน์บ้านหรือผ่อนบ้านได้ ดังนั้น คนสิงคโปร์กว่า 90% มีบ้านเป็นของตัวเองตั้งแต่วัยทำงานโดยใช้เงินจาก CPF ทำให้พอเกษียณปุ๊บ เขาไม่มีภาระเรื่องค่าเช่าบ้าน และมีทรัพย์สินก้อนโตอยู่ในมือทันที

  • การันตี "เงินบำนาญตลอดชีพ" (CPF LIFE)

เมื่ออายุครบ 65 ปี เงินออมของสิงคโปร์จะถูกโอนเข้าสู่ระบบ CPF LIFE ซึ่งเป็นประกันบำนาญแบบตลอดชีพ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอายุยืนถึง 100 ปี หรือเงินที่ออมมาจะหมดไปแล้ว แต่รัฐบาลสิงคโปร์จะยังคงจ่ายเงินบำนาญรายเดือนให้พลเมืองไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเสียชีวิต โดยบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านกองทุนขนาดใหญ่ของรัฐ


แชร์
ประกันสังคม ที่ว่าดี! มีอยู่ในประเทศไหน? หักเงินเท่าไหร่ ทำไมทำแล้วปัง