Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ประวัติศาสตร์ 'มินนิโซตา' จากดินแดนเสรีผู้อพยพ ก่อนโดนทรัมป์กวาดล้าง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ประวัติศาสตร์ 'มินนิโซตา' จากดินแดนเสรีผู้อพยพ ก่อนโดนทรัมป์กวาดล้าง

20 ม.ค. 69
16:33 น.
แชร์

เมื่อ Minnesota Nice ถูกบดขยี้: ความใจดีเปลี่ยนเป็นความกลัว

หากพูดถึงคนมินนิโซตา สิ่งแรกที่คนอเมริกันรัฐอื่นจะนึกถึงก็คือ "Minnesota Nice" ซึ่งมีความหมายถึง คนมินนิโซตาผู้ใจดี มันคือวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ซับซ้อน และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากรัฐอื่น หากเจาะลึกเข้าไปก็จะพบว่า วัฒนธรรมใจดีแบบนี้ เป็นเพราะคนมินนิโซตาส่วนใหญ่มีเชื้อสายจากแถบสแกนดิเนเวีย โดยเฉพาะนอร์เวย์และสวีเดน ที่รักความสงบและมีแนวคิดที่ถ่อมตน ไม่โอ้อวด และให้เกียรติผู้อื่นเสมอ

แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าความสงบเสงี่ยมที่ว่านี้ กำลังถูกบดขยี้ด้วยคำสั่งกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ จากเมืองที่มีผู้คนใจดี ตอนนี้กลับกลายเป็นความหวาดหลัวที่ปกคลุมไปทั่วรัฐ ชื่อของรัฐมินนิโซตาและเมืองเอกอย่าง “มินนีแอโพลิส” ปรากฎในหน้าสื่อ รวมถึงภาพของเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองฯ หรือ ICE กำลังไล่ล่าผู้อพยพด้วยความอุกอาจ รุนแรง ถึงขั้นบุกเข้าย่านที่พักอาศัย และในเหตุการณ์นี้ มีประชาชนที่ต้องสูญเสียชีวิตแล้ว

บนเว็บไซต์ของ Minnesota Historical Society หรือองค์กรประวัติศาสตร์ของรัฐมินนิโซตา ระบุไว้ว่าประวัติศาสตร์ของรัฐมินนิโซตาและการอพยพย้ายถิ่นฐานนั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ หากจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของรัฐนี้ จำเป็นต้องพูดถึงรายละเอียดการเข้ามาของผู้คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน 

เดิมทีดินแดนแห่งนี้เป็นบ้านของชาว Ojibwe และ Dakota สองกลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันดั้งเดิมมานานหลายศตวรรษ ก่อนที่จะถูกรุกรานและจำกัดพื้นที่โดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานและผู้อพยพชาวตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก่อนที่ชาวสวีเดน ไอริช เยอรมัน และอิตาลีจะพยายามเข้ามาตั้งรกราก ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มมีชาวโปแลนด์และเม็กซิกันเข้ามาสมทบ และในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จนถึงต้นศตวรรษที่ 21 รัฐนี้ก็ได้ต้อนรับกลุ่มผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจากเอเชียและแอฟริกาอย่างหลากหลาย 

ปัจจุบัน มินนิโซตา ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในรัฐแห่งพหุวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา ที่นี่มีทั้งกลุ่มคนอเมริกันพื้นเมือง ทั้งชุมชนคนยุโรป ชาวบริติช ฝรั่งเศส เยอรมัน สแกนดิเนเวียน ชาวแอฟริกันจากโซมาเลีย และแรงงานจากอเมริกาใต้ โดยเฉพาะชาวเม็กซิกันและเอลซัลวาดอร์ แม้แต่ชาวม้งจากลาว กัมพูชาเมียนมา และเวียดนาม ก็ตั้งรกรากที่นี่ด้วย 

Spotlight ชวนทำความรู้จัก ‘รัฐมินนิโซตา’ ดินแดนแห่งพหุวัฒนธรรมของอเมริกา ผู้คนแต่ชนชาติเข้ามาตั้งรกรากในที่แห่งนี้ได้อย่างไร เหตุผลอะไรที่ดินแดนอันหนาวเหน็บสามารถดึงดูดผู้คนให้อพยพมาอยู่ที่นี่ และการปราบปรามผู้อพยพที่รุนแรงอยู่ในขณะนี้ มีเบื้องหลังอย่างไร

  • ยุคบุกเบิกและสนธิสัญญาที่ขยับขยายเขตแดน

ก่อนการมาถึงของชาวผิวขาว ดินแดนมินนิโซตาเป็นที่อยู่อาศัยของชาว Dakota และ Ojibwe โดยชาว Dakota ถือว่าที่นี่เป็นบ้านเกิดมาตั้งแต่ยุคสร้างโลก ส่วนชาว Ojibwe อพยพมาจากแถบทะเลสาบทางเหนือในราวปี 1700 ผ่านการทำสนธิสัญญาและการสู้รบหลายครั้งในช่วงปี 1850-1860 

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขับไล่ชาว Dakota ส่วนใหญ่ออกไป และจำกัดให้ชาว Ojibwe อยู่แต่ในเขตสงวน การขยายตัวของผู้ตั้งถิ่นฐานจากชายฝั่งตะวันออกต้องแลกมาด้วยความสูญเสียของเจ้าของถิ่นเดิม โดยเฉพาะ สนธิสัญญา Traverse des Sioux (1851) ที่เปิดทางให้ชาวตะวันตกเข้ายึดครองพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันตกของมินนิโซตา

แนวคิด "Manifest Destiny" หรือความเชื่อที่ว่า ชาวผิวขาวได้รับบัญชาจากพระเจ้าให้ครองทั่วทวีป เป็นแรงผลักดันให้เกิดกฎหมาย Homestead Act 1862 ซึ่งมอบสิทธิครอบครองที่ดินให้แก่ผู้ที่เข้ามาตั้งรกรากในที่ดินของรัฐบาลกลาง ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีผู้ได้รับที่ดินมากกว่า 480,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมันและสแกนดิเนเวียที่ไม่เคยมีโอกาสเป็นเจ้าของที่ดินในประเทศบ้านเกิดของตน

  • คลื่นผู้อพยพจากยุโรป: สร้าง “นิวอิงแลนด์แห่งตะวันตก”

สำหรับผู้อพยพชาวยุโรปกลุ่มแรก มินนิโซตาคือ สถานที่ที่ความฝันในการเป็นเจ้าของที่ดินกลายเป็นความจริง โอกาสในการทำงานในอุตสาหกรรมไม้และเหมืองแร่ รวมถึงโอกาสทางการเกษตร ดึงดูดให้ผู้คนละทิ้งประเทศบ้านเกิด สำหรับหลาย ๆ คน ภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคยของหุบเขาแม่น้ำ ทุ่งหญ้า และป่าไม้ในมินนิโซตา มอบสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่าบ้านเกิดที่ต้องเผชิญกับปัญหาประชากรหนาแน่น การแย่งชิงที่ดิน และความอดอยากเรื้อรัง

ในช่วงปี 1850 ผู้ตั้งถิ่นฐานที่มีเชื้อสายอังกฤษได้เดินทางมาทางตะวันตกสู่เขตปกครองมินนิโซตาเพื่อสร้าง "นิวอิงแลนด์แห่งตะวันตก" ผู้อพยพจากสวีเดน นอร์เวย์ และเยอรมนีตามมา พวกเขามักจะมุ่งไปยังพื้นที่ที่มีคนจากประเทศเดียวกันอาศัยอยู่ก่อนแล้ว เกิดเป็นชุมชนชาติพันธุ์  เช่น ชาวเยอรมันจำนวนมากเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่เกษตรกรรมทางตอนใต้และตอนกลางของรัฐ

ด้วยแรงกระตุ้นจากกฎหมาย Homestead Act และการมาถึงของผู้คนนับพัน มินนิโซตาได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจคนเข้าเมือง (Board of Immigration) ในปี 1867 เพื่อส่งเสริมการอพยพเข้าสู่รัฐและช่วยเหลือผู้เดินทาง มีการจัดทำแผ่นพับ โบรชัวร์ และแผนที่เพื่อโฆษณาที่ดินสาธารณะสำหรับการจับจอง ชาวนอร์เวย์ตอบรับอย่างกระตือรือร้นเป็นพิเศษและอพยพเข้ามาจำนวนมาก โดยในปี 1870 มีชาวนอร์เวย์อาศัยอยู่ในมินนิโซตาราว 50,000 คน และเพิ่มเป็น 120,000 คนในปี 1880 พวกเขามักรวมตัวกันในพื้นที่ชนบทที่อุดมสมบูรณ์ทางตอนใต้ ในแถบเมืองแฝด (Twin Cities) และในที่สุดก็ขยายไปยังส่วนต่าง ๆ ของหุบเขาแม่น้ำเรด และหุบเขาแม่น้ำบัฟฟาโล

ภายในปี 1896 คำแนะนำการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการมีให้เลือกถึง 9 ภาษา ได้แก่ เช็ก, อังกฤษ, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี, นอร์เวย์, โปแลนด์ และสวีเดน ในช่วงปี 1890 ประชากรของรัฐร้อยละ 40 เกิดในต่างประเทศ และในปี 1900 กว่าร้อยละ 60 ของประชากรที่เกิดในต่างประเทศมาจากเยอรมนี นอร์เวย์ และสวีเดน ชาวยิวจากหลายประเทศก็เดินทางมามินนิโซตาเช่นกัน โดยเริ่มแรกอยู่ที่เซนต์พอลและดูลูธ และต่อมา ในเมืองแถบไอเอิร์นเรนจ์ ที่นี่จึงมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มาเป็นเวลากว่า 70 - 80 ปีแล้ว

  • ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยชาวเอเชีย

ประวัติศาสตร์การอพยพของชาวเอเชียเข้าสู่มินนิโซตาย้อนกลับไปในช่วงกลางทศวรรษ 1870 เมื่อผู้อพยพชาวจีนกลุ่มแรกพยายามหนีจากความเกลียดชังและความรุนแรงทางเชื้อชาติจากชายฝั่งตะวันตก ในปี 2018 มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันกว่า 40 กลุ่มประกอบกันเป็นชุมชนชาวเอเชียอเมริกัน ผู้อพยพ และผู้ลี้ภัยในรัฐนี้

คำว่า "ผู้อพยพ" และ "ผู้ลี้ภัย" มีความหมายไม่เหมือนกัน ผู้อพยพคือผู้ที่เลือกจะจากประเทศของตนมาพำนักถาวรในที่ใหม่ ส่วนผู้ลี้ภัยคือผู้ที่ถูกบีบบังคับโดยอันตรายในบ้านเกิด เช่น สงครามและการเข่นฆ่า แม้ผู้ลี้ภัยจำนวนมากจะวางแผนกลับบ้านเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น แต่สถานการณ์มักบีบให้พวกเขาต้องพำนักในบ้านใหม่เป็นเวลานานหรือตลอดไป

ชาวจีนกลุ่มแรกที่บันทึกไว้เดินทางมาถึงในปี 1876 และเปิดร้านซักรีดและร้านอาหารในเซนต์พอลและมินนีแอโพลิส สำหรับชาวจีนหลายคน อากาศหนาวในมินนิโซตายังดีกว่าการเผชิญความรุนแรงทางเชื้อชาติที่ชายฝั่งตะวันตก ในเมืองแถบเหมืองแร่ พวกเขาได้ขยายธุรกิจไปทำโรงแรมและร้านอาหารเพื่อบริการผู้อพยพชาวยุโรป แม้จะเผชิญความเกลียดชังน้อยกว่าชายฝั่งตะวันตก แต่การเลือกปฏิบัติยังคงเป็นปัญหา เช่น การห้ามซื้อบ้านในย่านคนรวยในช่วงกลางศตวรรษที่ 20

หลังเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์ปี 1941 คำสั่งประธานาธิบดีที่ 9066 ได้อนุญาตให้กักกันชาวญี่ปุ่นและลูกหลานในค่ายกักกัน ในมินนิโซตา องค์กรต่าง ๆ ได้ช่วยนำชาวญี่ปุ่นมาตั้งรกรากในเซนต์พอล แต่กระแสต่อต้านชาวญี่ปุ่นและการเลือกปฏิบัติเรื่องที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่หลังสงคราม

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วิกฤตผู้ลี้ภัยทั่วโลกทำให้สหรัฐฯ ออกกฎหมายใหม่เพื่อรับผู้ลี้ภัยนอกเหนือโควตาปกติ โดยเฉพาะจากยุโรปตะวันออกที่ถูกโซเวียตยึดครอง ต่อมาในปี 1975 การล่มสลายของรัฐบาลที่อเมริกาสนับสนุนในกัมพูชา ลาว และเวียดนามใต้ นำไปสู่การอพยพครั้งใหญ่ของผู้ลี้ภัย รวมถึงชาวม้งและชาวลาวที่เคยช่วย CIA รบกับคอมมิวนิสต์ กฎหมายช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอินโดจีนปี 1975 มอบสถานะพิเศษให้แก่พวกเขา และเริ่มเดินทางมาถึงมินนิโซตาในฤดูใบไม้ร่วงปี 1975

ในปี 1980 กฎหมายผู้ลี้ภัยได้กำหนดคำนิยามของผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกและจัดตั้งสำนักงานตั้งถิ่นฐานผู้ลี้ภัยของรัฐบาลกลาง อีกกลุ่มที่สำคัญคือ เด็กบุญธรรมชาวเกาหลี ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1953 หลังสงครามเกาหลี คาดว่ามีเด็กเกาหลีประมาณ 13,000 ถึง 15,000 คนถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวในมินนิโซตา และในทศวรรษ 2010 ชาวเอเชียอเมริกัน รวมผู้อพยพและผู้ลี้ภัยรายใหม่ นับเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เติบโตเร็วที่สุดในมินนิโซตา

  • ผู้ลี้ภัยชาวโซมาเลีย

ชาวโซมาเลียส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ เป็นผู้ลี้ภัยหรือลูกหลานที่หนีจากสงครามกลางเมืองในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มินนิโซตาเป็นบ้านของชุมชนชาวโซมาเลียนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ย่านเซดาร์-ริเวอร์ไซด์ ในมินนีแอโพลิส หรือที่รู้จักในชื่อ "ลิตเติล โมกาดิชู" ข้อมูลสำรวจระบุว่ามีชาวมินนิโซตาเกือบ 47,000 คนที่มีเชื้อสายโซมาเลีย

เช่นเดียวกับชาวฟินแลนด์ในอดีต ชาวโซมาเลียต่อสู้กับการเรียนภาษาอังกฤษในขณะที่พยายามรักษาวัฒนธรรมเดิม พวกเขาจัดตั้งองค์กรช่วยเหลือกันและมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเต็มตัว เช่น อิลฮาน โอมาร์ ผู้ลี้ภัยชาวโซมาเลียที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในปี 2018 หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ชาวโซมาเลียและชาวมุสลิมเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและการจับตาจาก FBI และในปี 2017 คำสั่งแบนของประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งห้ามการอพยพใหม่จากโซมาเลีย

  • ผู้อพยพชาวละติน

ชาวละตินทำให้มินนิโซตาเป็นบ้านตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1900 เพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจ พวกเขาทำงานหนักในไร่ทางตะวันตกของรัฐ ในปี 1920 เริ่มตั้งรกรากในย่าน "สวีด ฮอลโลว์" (Swede Hollow) ในเซนต์พอล ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของผู้อพยพชาวยุโรป

ชาวละตินเผชิญกับการเลือกปฏิบัติมาโดยตลอด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โครงการ "บราเซโร" ได้รับชาวเม็กซิกันเข้ามาทำงานในโรงงานและโรงงานบรรจุเนื้อสัตว์ แต่เมื่อไม่ต้องการแรงงานแล้ว พวกเขากลายเป็นเป้าหมายของการเนรเทศ ในปี 1931 ชาวเม็กซิกันอย่างน้อยร้อยละ 15 ในย่านตะวันตกของเซนต์พอลถูกบังคับให้ออกจากบ้านและส่งกลับเม็กซิโก

การเนรเทศชาวเม็กซิกันและชาวละตินอื่น ๆ ยังคงดำเนินต่อมาถึงศตวรรษที่ 21 ในช่วงทศวรรษ 2010 นักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมได้ตั้งเป้าไปที่กลุ่ม "Dreamers" หรือ ชาวละตินที่เข้ามาสหรัฐฯ ตั้งแต่เด็กพร้อมพ่อแม่ที่ไม่มีเอกสาร ในปี 2018 มีชาวละตินมากกว่า 276,000 คนอาศัยอยู่ในรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายเม็กซิกัน

เกิดอะไรขึ้นในมินนิโซตา: บานปลายจนสังเวยชีวิต

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันในรัฐมินนิโซตา โดยเฉพาะที่เมืองมินนีแอโพลิส และเซนต์พอล กำลังเกิดความตึงเครียดอย่างหนักจากการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ นี่คือส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ "Operation Metro Surge" โดยมีการส่งเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 นาย ลงพื้นที่

รัฐบาลอ้างว่าพุ่งเป้าไปที่ "อาชญากรต่างด้าว" ที่มีประวัติก่อคดีร้ายแรง เช่น ฆาตกรรม, ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก และการค้ายาเสพติด รวมถึงการตรวจสอบการทุจริตในโครงการช่วยเหลือทางสังคม มีรายงานการตั้งด่านตรวจค้น การสกัดรถบนท้องถนน และการบุกตรวจค้นตามอาคารที่พักอาศัยและที่ทำงาน ซึ่งรวมถึงการบุกเข้าไปในบ้านพักที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับชุมชนอย่างมาก

ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดจากเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 เจ้าหน้าที่ ICE ยิงสังหาร เรเน่ กู๊ด หญิงวัย 37 ปี คุณแม่ลูก 3 เสียชีวิตในรถยนต์กลางเมืองมินนีแอโพลิส โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่า เธอพยายามขับรถพุ่งชน แต่พยานและวิดีโอจากฝั่งประชาชนนำไปสู่ข้อกังขาว่า เป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ทำให้ประชาชนลุกฮือแสดงความไม่พอใจ แต่ดูเหมือนในฝั่งทำเนียบขาวจะเพิกเฉย และมีการตอบโต้ในทำนองว่าผู้เสียชีวิตหาเรื่องใส่ตัวเอง นอกจากนี้ รัฐบาลกลางยังยกระดับความรุนแรงของปฏิบัติการในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ 

เชือดไก่ให้ลิงดู: ต้องลงดาบรัฐปกป้องผู้อพยพ

เหตุผลหลักที่สหรัฐฯ ส่ง ICE เข้ามาปฏิบัติการ "Operation Metro Surge" ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่นี่ ไม่ใช่แค่เรื่องอาชญากรรมเพียงอย่างเดียว หรืออาจไม่ใช่เรื่องอาชญากรรมเลยตั้งแต่แรก! หากดูตามข้อเท็จจริง สถิติอาชญากรรมในมินนิอาโพลิสปี 2025 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รายงานจากตำรวจมินนิอาโพลิสระบุว่า คดีจี้ปล้นลดลงถึง 47% และคดีฆาตกรรมลดลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับปี 2024

อย่างไรก็ตาม สถิติอาชญากรรมดังกล่าว ย้อนแย้งกับข้ออ้างของ ICE ในขณะที่อาชญากรรมลดลง แต่ ICE กลับส่งเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 นายเข้ามา โดยอ้างว่า เพื่อปราบปรามอาชญากรรมที่ "หลบซ่อน" อยู่หลังนโยบายคุ้มครองผู้อพยพ

มินนิอาโพลิสและเซนต์พอลมีนโยบายไม่ให้ความร่วมมือกับ ICE ในการจับกุมผู้อพยพ เนื่องจากที่นี่ มีกฎหมายท้องถิ่นที่รู้จักกันในชื่อ เมืองพักพิง หรือ "Sanctuary City" หัวใจสำคัญของ Sanctuary City ไม่ใช่การอนุญาตให้คนทำผิดกฎหมาย แต่คือการที่เมืองนั้น ๆ สั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นไม่ก้าวก่ายเรื่องการอพยพ เช่น ตำรวจท้องถิ่นจะถามแค่ชื่อ-ที่อยู่ แต่จะไม่ถามว่า "คุณมีใบเขียวไหม?" หรือ "เข้าเมืองถูกกฎหมายหรือเปล่า?"

เมื่อผู้อพยพถูกจับในคดีลหุโทษ เช่น ขับรถเร็ว และได้รับอนุญาตให้ประกันตัว เมืองเหล่านี้จะปล่อยตัวทันที โดยจะไม่ยอมขังลืมต่ออีก 48 ชั่วโมงตามที่ ICE ร้องขอ เพื่อรอให้ ICE มารับตัวไปเนรเทศ ที่สำคัญ รัฐบาลท้องถิ่นยังไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ ICE เข้าถึงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์หรือฐานข้อมูลคุกของเมือง หากไม่มีหมายศาลที่ระบุชื่อชัดเจน

เหตุผลที่มีการใช้กฎหมายปกป้องผู้อพยพเช่นนี้ มาจากฐานคิดที่เชื่อว่า หากผู้อพยพถูกทำร้ายหรือเห็นอาชญากรรม แต่กลัวว่า แจ้งความแล้วจะถูกส่งกลับประเทศ พวกเขาจะเงียบ ซึ่งจะทำให้คนร้ายลอยนวลและสังคมอันตรายขึ้น และตำรวจต้องการเป็นมิตรกับคนในพื้นที่เพื่อหาเบาะแสอาชญากรรมร้ายแรง ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็น "เทศกิจจับผู้อพยพ" ให้รัฐบาลกลาง

เมื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาลกลางอย่างชัดเจน โดนัลด์ ทรัมป์ จึงต้องการใช้มินนิโซตาเป็น "ตัวอย่าง" ในการแสดงอำนาจว่ากฎหมายรัฐบาลกลางอยู่เหนืออำนาจท้องถิ่น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐฯ ระบุว่า นโยบาย Sanctuary ของมินนิโซตาทำให้ "อาชญากรตัวร้าย" แฝงตัวอยู่ได้โดยไม่ถูกส่งกลับ ทางการสหรัฐฯ จึงใช้ปฏิบัติการที่รุนแรงและเข้มข้น เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูว่า หากรัฐท้องถิ่นใดที่ปกป้องคนเข้าเมือง จะต้องเผชิญชะตากรรมที่ไม่ต่างกับมินนิโซตาในขณะนี้ 

ล่าสุด ข้อมูลจากศูนย์วิจัย TRAC ระบุว่า กว่า 73% ของผู้ที่ถูก ICE กักตัวในปฏิบัติการครั้งนี้ "ไม่มีประวัติอาชญากรรม" หรือมีเพียงคดีลหุโทษ เช่น การละเมิดกฎจราจร ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อพยพที่ทำงานอย่างถูกระเบียบมานานหลายทศวรรษกลับถูกจับกุมจากในบ้านพัก ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของรัฐที่เคยอบอุ่นแบบ "Minnesota Nice"


แชร์
ประวัติศาสตร์ 'มินนิโซตา' จากดินแดนเสรีผู้อพยพ ก่อนโดนทรัมป์กวาดล้าง