
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า สมาชิกวุฒิสภาจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการผลักดันร่างกฎหมายงบประมาณบางส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ อีกรอบ
BBC รายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา วุฒิสภาทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในร่างกฎหมายจัดสรรงบรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้ง 5 ฉบับ อย่างไรก็ตาม ได้มีการตัดสินใจถอดร่างกฎหมายฉบับที่ 6 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณให้แก่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ออกจากร่างกล่าว โดยงบประมาณของ DHS จะถูกคงไว้ในระดับเดิมต่อไปอีก 2 สัปดาห์ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาในการเจรจาข้อตกลงใหม่
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงท่าทีสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า "หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตจะพร้อมใจกันลงคะแนน 'เห็นชอบ' ในแบบทวิภาคี ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้"
Spotlight ชวนอ่านรายละเอียดงบประมาณและการเงื่อนไขการขยายเวลาดังกล่าว พร้อมวิเคราะห์ว่า จะเสี่ยงเกิดการชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ อีกรอบหรือไม่?
หากแผนจัดสรรงบประมาณดังกล่าวผ่านร่างทั้งหมด จะเป็นการอนุมัติงบประมาณให้แก่กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง, ระบบศาลรัฐบาลกลาง และหน่วยงานอื่น ๆ ไปจนถึงสิ้นสุดปีงบประมาณ 2026 ในวันที่ 30 กันยายนนี้ โดยทรัมป์ระบุเพิ่มเติมว่า "สภาคองเกรสได้ร่วมมือกันเพื่อให้รัฐบาลส่วนใหญ่มีงบประมาณไปจนถึงเดือนกันยายน พร้อมกับการขยายงบประมาณชั่วคราวให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) รวมถึงหน่วยป้องกันชายฝั่งที่สหรัฐฯ กำลังขยายและสร้างขึ้นใหม่ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน"
ส่วนปมขัดแย้งที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในขณะนี้ เชื่อมโยงกับเหตุกวาดล้างผู้อพยพรุนแรงในมินนิโซตา เนื่องจากที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตพยายามผลักดันให้ถอดงบประมาณของ DHS ออกจากร่างงบประมาณมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางวิสามัญฆาตกรรมพลเมืองสหรัฐฯ รายที่สองในเมืองมินนีแอโพลิสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ DHS เป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ที่คุมหน่วยงานสำคัญอย่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) สำนักงานศุลกากรและพิทักษ์พรมแดน (CBP) หน่วยป้องกันชายฝั่ง และหน่วยอารักขาประธานาธิบดี โดยเจ้าหน้าที่จาก ICE และ CBP จำนวนมากถูกส่งเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในรัฐมินนิโซตาตามนโยบายปราบปรามผู้อพยพที่เข้มงวดของรัฐบาลทรัมป์
เหตุการณ์ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ ICE ยิงสังหารนางสาวเรเน กู๊ด วัย 37 ปี เมื่อวันที่ 7 มกราคม และเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนยิงสังหารนายอเล็กซ์ เพรตติ วัย 37 ปี เมื่อวันที่ 24 มกราคม ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์รวมถึงปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองได้นำไปสู่การประท้วงทั่วประเทศ และทำให้พรรคเดโมแครตรวมถึงรีพับลิกันบางส่วนคัดค้านการอนุมัติงบประมาณให้ DHS
พรรคเดโมแครตได้ยื่นเงื่อนไขในการปรับปรุงการทำงานของ DHS โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ต้องมีหมายศาลก่อนการเข้าจับกุม และต้องมีระเบียบการระบุตัวตนที่ชัดเจน นอกจากนี้ สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนยังได้ยกระดับข้อเรียกร้องให้ปลดนางคริสตี โนเอม รัฐมนตรี DHS ออกจากตำแหน่ง พร้อมปฏิรูปโครงสร้าง ICE และ CBP โดยนายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภากล่าวว่า "ความบ้าคลั่งและความหวาดกลัวนี้ต้องหยุดลง"
ขณะที่ฝ่ายรีพับลิกัน โดยนายจอห์น คอร์นิน จากเท็กซัส แย้งว่า การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ไม่ควรทำใช้คำขู่ชัตดาวน์รัฐบาลมาเป็นตัวประกัน
แม้ร่างงบประมาณเดิมจะผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว แต่ในวุฒิสภาจำเป็นต้องได้เสียงสนับสนุน 60 เสียง ซึ่งปัจจุบันรีพับลิกันมีเพียง 53 ที่นั่ง จึงต้องพึ่งพาคะแนนเสียงจากเดโมแครต การลงคะแนนก่อนหน้านี้ประสบความล้มเหลวด้วยคะแนน 45 ต่อ 55 เนื่องจากเดโมแครตคัดค้านประเด็น ICE และรีพับลิกันบางส่วนกังวลเรื่องการใช้จ่าย
จากการที่วุฒิสภาถอดงบ DHS ออก ทำให้ร่างที่แก้ไขใหม่นี้ต้องส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติอีกครั้ง ซึ่งสมาชิกสภามีกำหนดกลับมาประชุมในวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ส่งผลให้หน่วยงานต่าง ๆ อาจเผชิญภาวะ "งบประมาณขาดช่วง" ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัดเนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ
หากเกิดการชัตดาวน์ในครั้งนี้ จะเป็นเพียงการปิดตัวบางส่วน เนื่องจากหน่วยงานหลายแห่งได้รับงบประมาณไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2026 แล้ว ส่วนหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ เช่น DHS จะได้รับการขยายงบประมาณออกไป 2 สัปดาห์ตามข้อตกลงใหม่ เพื่อให้ฝ่ายเจรจาหาข้อสรุปเรื่องยุทธวิธีตรวจคนเข้าเมือง
ในระหว่างชัตดาวน์ พนักงานที่ถือเป็น "บุคลากรจำเป็น" จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแต่จะไม่ได้รับค่าจ้างจนกว่างบประมาณจะได้รับอนุมัติ เว้นแต่รัฐบาลจะหาแหล่งทุนอื่นมาจ่ายชดเชย เช่นเดียวกับกรณีของบุคลากรกองทัพในปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การชัตดาวน์ครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ กินเวลานานถึง 43 วัน (1 ต.ค. – 12 พ.ย. ปีที่ผ่านมา) ถือเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีสาเหตุมาจากข้อขัดแย้งเรื่องงบประมาณอุดหนุนประกันสุขภาพ ซึ่งส่งผลให้พนักงานรัฐกว่า 1.4 ล้านคนต้องหยุดงานหรือทำงานโดยไม่มีรายได้ กระทบต่อความช่วยเหลือด้านอาหารและการเดินทางด้วยเครื่องบินอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 1981 สหรัฐฯ เคยเผชิญภาวะชัตดาวน์มาแล้วทั้งหมด 16 ครั้ง