Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทรัมป์สั่งเก็บภาษีเพิ่มเป็น 15% ท้าศาลสหรัฐฯ:‘ฝันร้ายหรือข่าวดีของใคร?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทรัมป์สั่งเก็บภาษีเพิ่มเป็น 15% ท้าศาลสหรัฐฯ:‘ฝันร้ายหรือข่าวดีของใคร?

22 ก.พ. 69
15:05 น.
แชร์

สถานการณ์การค้าโลกกลับมาตึงเครียดถึงขีดสุดอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจ "หักหน้า" คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ด้วยการประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าทั่วโลก ขึ้นสู่ระดับ 15% ทันที ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่กฎหมายจะเอื้ออำนวย หลังจากที่เพิ่งประกาศใช้อัตรา 10% ไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า เพื่อตอบโต้กรณีที่ศาลสั่งระงับอำนาจภาษีฉบับเดิมของเขา

ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social ว่า "มีผลบังคับใช้ทันที" เขาจะทำการ "ปรับเพิ่มภาษีทั่วโลก 10% ต่อประเทศต่าง ๆ ... ขึ้นสู่ระดับ 15% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ได้รับอนุญาตและผ่านการทดสอบทางกฎหมายแล้ว" เขายังเสริมด้วยว่า รัฐบาลจะกำหนดและออกประกาศภาษีใหม่นี้ ในช่วงไม่กี่เดือนสั้น ๆ หลังจากนี้

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลฯ มีคำวินิจฉัยว่า ทรัมป์ทำเกินขอบเขตอำนาจในวิธีการที่เขาใช้บังคับภาษีต่อคู่ค้า โดยการอ้างใช้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งเป็นกฎหมายจากปี 1977 ที่สงวนไว้ใช้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติเท่านั้น 

ภายหลังจากคำตัดสินด้วยมติ 6 ต่อ 3 ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์ศาลสูงสุดอย่างรุนแรง โดยเรียกคำวินิจฉัยนี้ว่า "น่าผิดหวังอย่างยิ่ง" และเสริมว่า เขารู้สึกละอายใจต่อตุลาการที่ตัดสินค้านนโยบายภาษีของเขา ซึ่งรวมถึงตุลาการที่เขาเป็นคนแต่งตั้งขึ้นมาเองด้วย ล่าสุด ทรัมป์จึงแก้เกมด้วยการใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 นับเป็นกฎหมายเก่าแก่ที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นภาษีได้สูงสุด 15%

เปิดช่องกฎหมายใหม่ Section 122 อาวุธลับที่ใช้เกทับพันธมิตร

ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ทรัมป์ได้รับอำนาจชั่วคราวในการจัดเก็บภาษีสูงถึง 15% เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงินของประเทศเป็นเวลา 150 วัน ซึ่งนับเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่เขาขุดขึ้นมาเพื่อสยบข้อจำกัดที่ศาลสูงสุดเพิ่งวางไว้

การประกาศใช้ภาษีในอัตราสูงสุดนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแก้เกมทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการ "ล้างไพ่" ข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้กับพันธมิตร โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า ประเทศที่เคยทำดีลพิเศษไว้จะต้องกลับมาเผชิญกับอัตราภาษี 15% เท่ากันหมดทันที

ประเทศอย่างสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ซึ่งเดิมตกลงภาษีไว้ที่ 10% จึงต้องกลับมาอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขณะที่ผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสต่างออกมาเตือนว่า ความไม่แน่นอนที่เป็น "ยาพิษ" นี้จะทำลายระบบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ภาษีภายใต้กฎหมายนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือสามารถบังคับใช้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หากรัฐบาลของทรัมป์ต้องการให้ภาษี 15% นี้คงอยู่ต่อไปเกินกว่า 5 เดือน เขาจำเป็นต้องยื่นเรื่องเพื่อให้สภาคองเกรสพิจารณาอนุมัติอย่างเป็นทางการ

ส่อง "ผู้ชนะ-ผู้เสียประโยชน์" ในเกมภาษีครั้งใหม่

การปรับฐานภาษีเป็น 15% ทั่วโลก กลายเป็น "ส้มหล่น" ก้อนโตสำหรับกลุ่มประเทศ BRICS โดยเฉพาะจีน บราซิล และอินเดีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยตกเป็นเป้าโจมตีหลักและถูกทรัมป์สั่งเก็บภาษีในอัตราที่ "โหด" กว่านี้หลายเท่าภายใต้กฎหมาย IEEPA เดิมที่ศาลสั่งยกเลิกไป เช่น จีนที่เคยถูกรีดภาษีสูงถึง 145% และอินเดียกับบราซิลที่โดนไปถึง 50% ในสินค้าบางรายการ

นักวิเคราะห์มองว่า อัตราภาษี 15% ใหม่นี้ เปรียบเสมือนการ "ลดภาษี" ครั้งใหญ่ให้กับสินค้าจากจีนและอินเดียในระยะสั้น ส่งผลให้ผู้นำเข้าสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมหายใจคล่องคอขึ้นทันที และอาจเกิดปรากฏการณ์เร่งนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศเหล่านี้เพื่อกักเก็บสต็อกไว้ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะงัดกฎหมายอื่นมาใช้เพิ่มภาษีรายสินค้าอีกรอบในอนาคต

สถานการณ์นี้สร้างความได้เปรียบให้กับผู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Walmart และ Amazon รวมถึงค่ายรถยนต์อย่าง GM และ Ford ที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับประเทศเหล่านี้ เพราะต้นทุนภาษีนำเข้าที่แท้จริงจะลดลงจากระดับที่เคยจ่ายอยู่เดิมอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้อาจมีกำไรเพิ่มขึ้นหรือมีโอกาสปรับลดราคาสินค้าบางรายการลงเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีแรก

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะชั่วคราวนี้กลับสวนทางกับกลุ่มประเทศพันธมิตรอย่างสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ที่เดิมทีอุตส่าห์เจรจาลดภาษีเหลือ 10% ไปได้ก่อนหน้า แต่กลับต้องมาถูกทรัมป์ปรับขึ้นเป็น 15% เท่ากับคู่แข่งรายใหญ่อื่น ๆ เพียงเพราะกฎหมายที่ขัดแย้งกันเองภายในบ้านของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ประเทศอื่น ๆ ที่มีดีลพิเศษกับทรัมป์ไปแล้วก็ค่อนข้างที่จะเสียเปรียบเมื่อยอมแลกหลายอย่างไปแล้ว

ส่วนผู้บริโภคชาวอเมริกันอาจยังไม่ได้รับข่าวดีในเร็ววัน แม้ภาษีในบางรายการจะลดลง แต่ราคาหน้าร้านจะยังคงสูงอยู่จนกว่าสต็อกสินค้าเก่าจะหมดลง และภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการขาดดุลการค้ากว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ

ปมคืนเงินภาษีแสนล้าน "ฝันค้าง" ของภาคธุรกิจ

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้คือ การเรียกร้องขอคืนเงินภาษีมูลค่ามหาศาลกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า เป็นการจัดเก็บที่มิชอบด้วยกฎหมาย โดยหอการค้าสหรัฐฯ และสมาพันธ์ค้าปลีก (NRF) ต่างเร่งกดดันให้รัฐบาลคืนเงินก้อนนี้ทันที เพื่อนำไปหมุนเวียนในธุรกิจและคืนกำไรให้ผู้บริโภคที่แบกรับภาระราคาสินค้าแพงมาตลอดปี

ทว่ารัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ กลับดับฝันภาคธุรกิจด้วยการระบุว่า "คนอเมริกันอาจจะไม่ได้เห็นเงินก้อนนี้" เนื่องจากรัฐบาลเตรียมใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อต่อสู้และยื้อเวลาออกไป ซึ่งทรัมป์เองก็ได้ขู่ไว้ว่าการสู้คดีอาจกินเวลานานหลายปี ทำให้ความหวังที่จะได้เงินคืนมาพยุงสภาพคล่องของผู้นำเข้าธุรกิจขนาดเล็กกว่า 200,000 รายยังคงริบหรี่

ในฝั่งการเมือง วุฒิสมาชิก มาเรีย แคนท์เวลล์ จากพรรคเดโมแครต ได้เริ่มทำหนังสือจี้ถามถึงแผนการคืนเงินที่ชัดเจน แต่ทางฝั่งพรรครีพับลิกันอย่าง ส.ว. จอห์น เคนเนดี้ กลับมองต่างว่า หากเรื่องนี้ถูกลากยาวไปจนถึงช่วงเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน และมีการคืนเงินในช่วงนั้นพอดี อาจกลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ "พุ่งทะยาน" และส่งผลดีต่อคะแนนเสียงของพรรคได้

ท้ายที่สุด ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ยุคสมัยของการ "เจรจาดีลพิเศษ" รายประเทศที่ทรัมป์เคยทำมาได้สิ้นสุดลง และเข้าสู่ยุคของความสับสนทางนโยบายที่ทุกอุตสาหกรรมต้องลุ้นระทึก โดยสถานการณ์ทั้งหมดจะถูกตอกย้ำอีกครั้งในการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ในวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าทรัมป์จะเดินหน้าสงครามภาษีในรูปแบบใดต่อไป


แชร์
ทรัมป์สั่งเก็บภาษีเพิ่มเป็น 15% ท้าศาลสหรัฐฯ:‘ฝันร้ายหรือข่าวดีของใคร?