
27 มกราคม 2569 อิลฮาน โอมาร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถูกโจมตีระหว่างการประชุมทาวน์ฮอลล์ที่รัฐมินนิโซตา โดยมีผู้ร่วมงานรายหนึ่งใช้กระบอกฉีดยาฉีดพ่นของเหลวไม่ทราบชนิดใส่เธอ
ชายผู้ฉีดสเปรย์ใส่ ส.ส. โอมาร์ ถูกรวบตัวไว้บนพื้นและจับมือไขว้หลังทันที ท่ามกลางเสียงโห่ร้องดีใจของผู้เข้าร่วมทาวน์ฮอลล์ ในวิดีโอที่มีการบันทึกไว้และเผยแพร่ภายหลัง มีเสียงผู้เข้าร่วมตะโกนว่า “โอ้พระเจ้า เขาสเปรย์อะไรไม่รู้ใส่เธอ!”
ก่อนหน้าการประชุมทาวน์ฮอลล์เริ่มเพียงไม่นาน เธอเรียกร้องให้มีการยุบหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) และเรียกร้องให้ คริสตี โนม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ลาออกจากตำแหน่ง
ทำเนียบขาวไม่ได้ให้ความเห็นในทันทีต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้เปิดเผยว่า สารดังกล่าวคือสารชนิดใด หรือมีการออกหมายจับชาวเมืองรายดังกล่าวเพิ่มเติมหรือไม่
หลังชายคนนั้นถูกพาตัวไปจากห้อง โอมาร์ยังคงประชุมทาวน์ฮอลล์ต่อ สำนักข่าว Reuters รายงานว่า โอมาร์ไม่ได้รับบาดเจ็บ โอมาร์โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ภายหลังการประชุมว่าเธอปลอดภัยดี
“ฉันโอเคดีค่ะ” เธอกล่าวบน X “ฉันเป็นนักสู้ คนก่อกวนตัวเล็ก ๆ มาทำให้ฉันหยุดทำงานไม่ได้หรอก ฉันไม่ยอมให้พวกอันธพาลชนะแน่” เธอกล่าว
อิลฮาน โอมาร์ บอกว่า เธอคือนักสู้ แต่นอกจากนั้น เธอยังเป็นหนึ่งในผู้หญิงมุสลิม 2 คนแรกในสภาคองเกรส และเป็นผู้ลี้ภัยคนแรกในสภาคองเกรสอีกด้วย
เธอเกิดวันที่ 4 ตุลาคม 2525 ที่โมกาดิชู ประเทศโซมาเลีย และใช้ชีวิตช่วงขวบปีแรก ณ เมืองไบโดอา ทางใต้ของประเทศโซมาเลีย ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ปะทุมาตั้งแต่ปี 2523 หลังโมฮัดเหม็ด ไซอัด บาร์รี ขึ้นมามีอำนาจสูงสุด และมีกระแสต่อต้านมากมาย
โอมาร์เสียแม่ไปขณะมีอายุได้ 2 ขวบ แต่ความเป็นอยู่ของเธอไม่แย่นักในฐานะคนชนชั้นกลาง มีปู่เป็นผู้อำนวยการการขนส่งทางทะเล และลุงบางคนก็รับราชการครู แต่เมื่อเธอมีอายุได้ 8 ขวบ สงครามกลางเมืองโซมาเลียก็ปะทุถึงขีดสุด เธอและครอบครัวประกอบด้วยเธอ พี่อีก 6 คน และปู่ ต้องระหกระเหินเดินทางไปประเทศเคนยาในฐานะผู้ลี้ภัย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอต้องเผชิญความหิวโหยและยากลำบากสาหัส
โอมาร์ใช้ชีวิตในค่ายผู้ลี้ภัย Dadaab นาน 4 ปี
ก่อนเดินทางต่อมาที่ศูนย์พักพิงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ต่อมาครอบครัวของเธอตั้งรกรากใหม่ในรัฐเวอร์จิเนีย แต่เพราะไม่พูดภาษาอังกฤษ เป็นคนมุสลิม เป็นคนผิวสี ทั้งยังเป็นผู้ลี้ภัย เธอจึงตกเป็นเหยื่อการกลั่นแกล้งในโรงเรียนทันที ทั้งหมากฝรั่งเคี้ยวแล้วแปะบนฮิญาบ ถูกผลักตกบันได และคำเย้ยหยันถากถางต่าง ๆ
หลังอยู่ที่เวอร์จิเนียระยะหนึ่งเธอย้ายไปมินนีแอโพลิส พ่อเธอเริ่มทำงานเป็นคนขับแท็กซี่ และต่อมาเป็นพนักงานไปรษณีย์
เพราะมีครอบครัวที่เปิดกว้าง ไม่ตกอยู่ภายใต้ความคิดของระบบชนชั้นและบทบาททางเพศ โดยเฉพาะจากปู่ของเธอที่คอยย้ำความสำคัญของประชาธิปไตยเสมอ เธอจึงเป็นคนสนอกสนใจในบทบาทของตัวเอง สิทธิ และนโยบาย
เธอกลายเป็นคนอเมริกันเต็มตัวในปี 2543 เมื่อมีอายุได้ 18 ปี เรียนจบชั้นปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยนอร์ทดาโกตา สาขารัฐศาสตร์และการระหว่างประเทศในปี 2554 เมื่ออายุ 29 ปี
หลังทำงานเป็นนักโภชนาการชุมชนพักหนึ่ง ในปี 2555 เธอได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการรณรงค์หาเสียงให้กับ แครี ดีซิก ในการลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกวุฒิสภารัฐมินนิโซตา ในปี 2556 โอมาร์รับหน้าที่เป็นผู้จัดการรณรงค์หาเสียงให้แก่ แอนดรูว์ จอห์นสัน ในการเลือกตั้งสภาเมืองมินนีแอโพลิส
หลังจากที่จอห์นสันได้รับเลือกตั้ง เธอก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายอาวุโสให้แก่เขาตั้งแต่ปี 2556-2558 ต่อมาระหว่างปี 2559-2562 โอมาร์รับบทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งรัฐมินนิโซตา เป็นตัวแทนบางส่วนของเมืองมินนีแอโพลิส
เมื่อถึงปี 2562 เธอดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา จากเขตเลือกตั้งที่ 5 ของรัฐมินนิโซตา (มินนีแอโพลิสและชานเมืองบางส่วน) ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเดโมแครต และมีความหลากหลายทางประชากรสูงมาก
ในฐานะรองประธานกลุ่ม Congressional Progressive Caucus ซึ่งเป็นกลุ่มหัวก้าวหน้าในสภาคองเกรส เธอผลักดันนโยบายสำคัญมากมาย อาทิ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 ดอลลาร์, ระบบรัฐสวัสดิการด้านสุขภาพถ้วนหน้า, การยกเลิกหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา, การคุ้มครองกลุ่มเยาวชน DACA (ผู้ลี้ภัยวัยเด็ก) รวมถึง การยุบหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE)
โอมาร์ยังวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างสม่ำเสมอ เธอสนับสนุนขบวนการ BDS (คว่ำบาตร ถอนการลงทุน และลงโทษอิสราเอล) พร้อมทั้งประณามนโยบายการตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง และวิพากษ์วิจารณ์อิทธิพลของกลุ่มล็อบบี้หนุนอิสราเอลในการเมืองอเมริกัน
และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 สภาผู้แทนราษฎรภายใต้การนำของพรรครีพับลิกันได้มีมติถอดถอนโอมาร์ออกจากตำแหน่งในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ (Foreign Affairs Committee) โดยอ้างถึงความเห็นในอดีตของเธอเกี่ยวกับอิสราเอลและความกังวลเรื่องความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่
แม้ต้องแลกมาด้วยการโจมตีอย่างที่เพิ่งจะเกิดขึ้น อิลฮาน โอมาร์ ก็เป็นหนึ่งในความหวังภายในสภาคองเกรสว่า จะสามารถส่งเสียงอีกมุมหนึ่ง จากผู้ลี้ภัย จากกลุ่มเปราะบาง ที่ถูกกระทำจากนโยบายสายขวาภายใต้การบริหารงานของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หรือไม่
หลังการสังหารอเล็กซ์ เพรตตี โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) ซึ่งนับว่าเป็นเหยื่อรายที่ 2 แล้วที่ถูกยิงในมินนิโซตาภายในเวลาไม่ถึงเดือน หลังเรเน่ กู๊ด ถูกสังหารเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569
การสังหารทั้ง 2 ครั้ง รวมกับการปราบปรามผู้อพยพด้วยความรุนแรง ทำให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ โดยเฉพาะในรัฐมินนิโซตา มีการปะทะกันระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ รวมถึงการถกเถียงกันในสภาคองเกรสระหว่างสมาชิกสภา 2 ฝ่าย
สมาชิกฝ่ายเดโมแครตยืนกรานไม่อนุมัติเงินให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ จนกว่าทรัมป์และสมาชิกฝ่ายรีพับลิกันจะปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา สังกัดพรรคเดโมแครตจากรัฐนิวยอร์กกล่าวย้ำ
“การสังหาร เรเน่ กู๊ด และ อเล็กซ์ เพรตตี อย่างโหดร้ายบนถนนในมินนีแอโพลิสต้องผลักดันให้พรรครีพับลิกันร่วมมือกับพรรคเดโมแครต ร่วมปฏิรูปการทำงานของ ICE และ CBP เพื่อปกป้องประชาชนได้แล้ว [...] ผู้คนควรจะอยู่อย่างปลอดภัย ไม่ถูกรังแกจากรัฐบาลของตนเอง” ชูเมอร์กล่าว
ด้านรีพับลิกันเองยืนยันว่า กระทรวงความมั่นคงฯ ต้องได้รับเงินทั้งแพ็กเกจ ซึ่งมีมูลค่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหนึ่งของงบประมาณคือเงินสนับสนุนสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร และกรมศุลกากรและพิทักษ์ชายแดน
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 สมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครตทุกคน (ยกเว้นเพียง 7 คน) ลงเสียงคัดค้านการผ่านงบกระทรวงความมั่นคงฯ
หากสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ก่อนเส้นตาย ซึ่งคือวันศุกร์ที่ 30 มกราคมนี้ (เลื่อนมาจากวันจันทร์ที่ 26 แล้วเพราะพายุฤดูหนาว) รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เสี่ยงถูกชัตดาวน์อีกครั้งหนึ่ง อาจปิดทำการบางส่วนหรือทั้งระบบ
สหรัฐฯ เพิ่งเผชิญการชัตดาวน์ยาวนานไม่นานมานี้ เริ่มเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2568 เป็นการชัตดาวน์นานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
ที่มา: NPR, Al Jazeera, The People