
ภาพหญิงชาวอิหร่านปลดผ้าคลุมฮิญาบ มือคีบบุหรี่ แล้วจุดไฟเผาภาพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านอย่างใจเย็น ได้กลายเป็นไวรัลออกไปทั่วโลก สร้างความแปลกใจว่า เหล่าผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎระเบียบเคร่งครัด ถึงขั้นจะถูกตราหน้าว่า มีป่วยอาการทางจิตเพียงเพราะไม่ยอมสวมผ้าคลุม กลับสามารถลุกขึ้นมาแสดง 'อารยะขัดขืน' ท้าทายอำนาจสูงสุดของประเทศได้อย่างกล้าหาญและเยือกเย็นถึงเพียงนี้
แต่ชีวิตของสตรีบนพื้นดินอิหร่านนั้นไม่ได้อยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เคร่งครัดมาตลอด ดินแดนเปอร์เซียนี้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาหลายครั้ง แต่ละครั้งนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสิทธิและบทบาทในสังคมของผู้หญิงเช่นเดียวกัน วันนี้ Spotlight พาย้อนดูชีวิตของหญิงอิหร่านในหลายยุค จากยุคที่สิทธิสตรีแทบไม่เป็นรองใคร สู่วันที่ความเป็นอยู่ของผู้หญิงน่าเป็นห่วงได้อย่างไร
ข้อมูลเกี่ยวกับจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณส่วนใหญ่มาจากแผ่นดินเหนียวที่พบในเมืองเปอร์เซโพลิส ส่วนใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของหอจดหมายเหตุเปอร์เซโพลิสในสมัยจักรวรรดิเปอร์เซียอะคีเมนิด โดยมากจดบันทึกไว้ด้วยอักษรอีลาไมต์ บันทึกรายละเอียดทางประวัติศาสตร์หลายหัวข้อตั้งแต่การค้า เศรษฐกิจ การปกครอง ชีวิตประจำวันอย่างละเอียด ข้อมูลจากบทความ Women in Ancient Persia จาก World History Encyclopedia โดย Josua J. Mark ด้วยเช่นเดียวกัน
บทความของมาร์กจะพูดถึงบทบาทและสิทธิของสตรียุคโบราณ 3 ยุค คือในยุคจักรวรรดิอะคีเมนิดเป็นหลัก เปอร์เซียอะคีเมนิดเจริญรุ่งเรืองระหว่าง 550-330 ปีก่อนคริสตกาล มีศูนย์กลางจักรวรรดิอยู่ที่อิหร่านในปัจจุบัน แต่ขอบเขตของอาณาจักรแผ่ขยายไปไกล ตั้งแต่คาบสมุทรบอลข่าน อียิปต์ทางตะวันตก ไปจนถึงหุบเขาสินธุทางอินเดียตะวันออก อาณาจักรนี้ก่อตั้งโดยพระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้วางรากฐานเสรีภาพทางศาสนา และการรักษาศักดิ์ศรีและอิสรภาพขจองสตรีทุกชนชั้น
มาร์กให้นิยามความเป็นอยู่ของผู้หญิงยุคนี้ว่า “ผู้หญิงมีสิทธิมากกว่าความรับผิดชอบ” มากกว่าสังคมยุคโบราณที่ใด เป็นรองเพียงแค่อียิปต์ ในสมัยนี้ผู้หญิงมีการแบ่งชนชั้นทางสังคม เริ่มตั้งแต่ผู้หญิงในราชสำนัก, ผู้หญิงชนชั้นสูง, ทหารหญิง, นักธุรกิจหญิง, แรงงาน และทาส
พระมเหสีหลัก (Shahbanu) มีอำนาจมาก มีราชสำนักของตนเอง สามารถลงนามในสัญญาด้วยตราประทับส่วนตัว และเข้าเฝ้ากษัตริย์ได้ไม่จำกัด รวมถึงเข้าร่วมการประชุมกับทูตต่างชาติได้ด้วย พวกเธอสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ และสามารถเลือกคู่ครองเองได้ (เว้นแต่มีเหตุผลทางการเมืองบังคับ)
ผู้หญิงสามารถรับใช้บ้านเมืองในฐานะทหารได้ มีการขุดพบหลุมศพที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของนักรบหญิงที่พูดภาษาอิหร่าน [ทั้งในอิหร่านและ] ในยุโรปตะวันออก คนที่มีชื่อเสียงมากคือ อาร์เทมิเซียที่ 1 แห่งคาเรีย ผู้ดำรงตำแหน่งนายพลเรือในกองเรือเปอร์เซีย ณ ยุทธการที่ซาลามิส ในรัชสมัยของพระเจ้าเซอร์ซีสที่ 1
นอกราชสำนัก มีบันทึกถึง "อิรดาบามา" (Irdabama) มหาเศรษฐีนีที่ทำธุรกิจข้ามภูมิภาค (อียิปต์, บาบิโลเนีย, ซีเรีย) และคุมแรงงานกว่า 480 คน
ยังมีแรงงานหญิงที่ได้รับค่าจ้างและส่วนแบ่งแตกต่างไปตามแต่ละตำแหน่ง หัวหน้าคนงานหญิงได้ไวน์และธัญพืช และการให้ค่าจ้างในสมัยนี้ไม่ได้ผูดติดกับเพศ แต่ขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์ แรงงานหญิงได้รับการปกป้องตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ชาย ทั้งหญิงท้องและแม่ที่เพิ่งคลอดบุตร จะได้รับเงินค่าจ้างสูงกว่าคนทั่วไปอีกด้วย แม้จะมีหลักฐานว่าสังคมเปอร์เซียชอบเด็กผู้ชายมากกว่า แต่ก็ไม่มีหลักฐานถึงการฆ่าเด็กหญิง
ความเคารพต่อหญิงเปอร์เซียดูเหมือนจะมีรากฐานมากจากจากอาณาจักรมีเดีย (Median Empire) ซึ่งเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองอยู่ก่อนหน้าจักรวรรดิเปอร์เซียอะคีเมนิด สืบทอดต่อมาถึงวัฒนธรรมอีลาไมต์ (Elamite) อารยธรรมโบราณที่เจริญรุ่งเรืองในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านในปัจจุบันราว 3200-539 ปีก่อนคริสกาล
การรักษาศักดิ์ศรีของสตรีเพศถูกส่งต่อมาถึงอาณาจักรพาร์เธีย (227 ปีก่อนคริสกาล - ค.ศ. 224) และอาณาจักรซาเซเนีย (ค.ศ.224-651) สองอาณาจักรโบราณที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ประเทศอิหร่านปัจจุบัน แต่ก่อนหน้าหลายร้อยถึงพันปี
แม้ข้อมูลความเป็นอยู่ของผู้หญิง 2 ยุคนี้มีไม่มากนัก แต่ก็มีหลักฐานการมีอยู่ของ มูซา (Musa) สนมหญิงที่สามารถก้าวขึ้นมาร่วมปกครองได้ หรือ ซูรา (Sura) ที่รับตำแหน่งแม่ทัพหญิงในกองทัพบิดา ในยุคเซซาเนียน มีราชินีบางองค์ก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินีปกครองประเทศ และสตรีได้รับการฝึกทหารปกป้องประเทศในยามวิกฤต
บทบาทและสถานะของผู้หญิงในยุคเปอร์เซียโบราณล่มสลายลงไปพร้อมกับจักรวรรดิเซซาเนียนในค.ศ. 651
การพิชิตดินแดนโดยชาวมุสลิมมาถึงพร้อมกับกระบวนการทำให้เป็นอิสลามบนแผ่นดินอิหร่านที่เกิดขึ้นตลอดศตวรรษที่ 8-10 เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 11 ประชากรราว 90% บนแผ่นดินอิหร่านปัจจุบันก็กลายเป็นคนมุสลิมแล้ว
พื้นที่อิหร่านในปัจจุบันแม้จะถูกพิชิตโดยกองทัพอิสลาม และเป็นส่วนหนึ่งของยุคจักรวรรดิอิสลาม แต่ความเป็นเปอร์เซียยังมีอิทธิพลอยู่มาก ชาวอิหร่านรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น มีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับศาสนาใหม่กลายเป็น “มุสลิมแบบอิหร่าน” รับศาสนา (เริ่มต้นด้วยนิกายซุนนีเกือบ 900 ปี ก่อนถูกเปลี่ยนเป็นนิกายชีอะห์ในศตวรรษที่ 16) แต่คงวัฒนธรรมเปอร์เซียเอาไว้
ข้อมูลจาก Metropolitan Museum of Art (The Met) เกี่ยวกับผู้หญิงในโลกอิสลามให้ภาพบทบาทของผู้หญิงชาวเปอร์เซียไว้ได้อย่างน่าสนใจ คือในฐานะ "ผู้อุปถัมภ์ศิลปะ" (Art Patrons)
สตรีในราชสำนักมักใช้ทรัพย์สินส่วนตัว (Waqf) เพื่อสร้างมัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา และอาศรมซูฟี อย่างมัสยิดกอว์ฮาร์ชาดในเมืองมัชฮัดที่สร้างโดยมเหสีในยุคติมูริดของอิหร่าน
สตรีในราชสำนักเปอร์เซียมักได้รับการศึกษาสูง หลายคนเป็นนักเขียนอักษรวิจิตร (Calligraphers) อุปถัมภ์การผลิตคัมภีร์อัลกุรอานหรือวรรณคดีเปอร์เซียที่มีอักษรสวยงาม บทบาทผู้หญิงเปอร์เซียในฐานะ “กวี” ยังสะท้อนว่า ผู้หญิงในดินแดนนี้มี “เสียง” อีกด้วย
พวกเธอมีบทบาทมากในวงการแฟชั่น ผ้าไหมเปอร์เซียหรือผ้าต่าง ๆ อันซับซ้อนที่ปรากฎในศิลปะต่าง ๆ ผู้หญิงคือ ผู้อยู่เบื้องหลัง จนพรมเปอร์เซียกลายเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจที่ผู้หญิงถือครอง
เวลาล่วงเลยมาถึงยุคราชวงศ์คาจาร์ หลังอิหร่านเปลี่ยนเป็นนิกายชีอะห์ และเริ่มติดต่อกับยุโรปมากขึ้น ทำให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับสตรีที่สวนทางกันระหว่าง “จารีต” และ “สมัยใหม่”
บีบี คานุม อัสตาราบาดิ สตรีผู้โดดเด่นจากยุคคาจาร์เขียนอธิบายความเป็นอยู่ในยุคนั้นไว้ว่า “ภายใต้บานประตูที่ปิดสนิทที่บ้าน ถูกสั่งห้ามจากทุกสิ่งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การฝึกฝนทักษะ และชีวิตทางสังคม ผู้หญิงถูกมองว่าเป็นผู้ไร้สติปัญญาราวกับทารก พวกเธอถูกกักขังอยู่กับภาระงานบ้านและการให้กำเนิดบุตร และถูกถือว่าเป็นทาสและคนรับใช้ของสามีตนเอง”
เช่นเดียวกันกับที่เซย์เยด จามาลซาเดห์ นักเขียนนวนิยายกล่าวว่า “เราไม่สามารถพบเห็นผู้หญิงได้เลยในประเทศแห่งนี้ที่ผู้ชายเป็นเจ้าของ แต่ที่แปลกคือ ประชากรครึ่งหนึ่งที่เดินอยู่บนท้องถนนกลับถูกห่อหุ้มด้วยถุงสีดำ (ผ้าคลุม) ตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยไม่มีแม้แต่ช่องว่างให้หายใจ”
สิ่งที่สะท้อนชีวิตผู้หญิงที่อยู่ภายหลังบานประตู ตัดขาดพวกเธอออกจากโลกภายนอก ตัดขาดออกจากการประกอบอาชีพ ศิลปะ และการศึกษา และหากทำงานได้ งานที่พวกเธอทำก็มักเป็นงานใช้แรงงาน ซึ่งก็สะท้อนบทบาทหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะพวกเธอนี่เองคือผู้อยู่เบื้องหลัง พรมเปอร์เซีย สินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของอิหร่าน เพียงแต่ได้ค่าจ้างน้อยกว่าผู้ชายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในการปฏิวัติรัฐธรรมนูญปี 1905–11 ผู้หญิงจำนวนมากมารวมตัวกันตามท้องถนนในเตหะราน พวกเธอถอดผ้าคลุมหน้าออกและตะโกนว่า: “เสรีภาพจงเจริญ ... เราต้อง ... ใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ!”
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 อิหร่านอยู่ในสภาวะล้าหลังทางเศรษฐกิจ วุ่นวายทางการเมือง นับถือนิกายชีอะฮ์เป็นหลัก และเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่อย่างเข้มงวด
ในส่วนนี้ข้ออ้างอิงจากบทความของ BBC ปี 2562 ที่ได้เทียบบทบาทของผู้หญิงในอิหร่านแบ่งเป็นช่วงก่อนและหลังปฏิวัติอิสลามปี 1979 เอาไว้
ก่อนการปฏิวัติอิสลาม เป็นช่งงเวลาที่ผู้หญิงอิหร่านได้กลับมามีเสรีอีกครั้งหลังความเข้มงวดในยุคคาจาร์ ในยุคนี้ผู้หญิงจำนวนมากเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา สังคมตระหนักว่า หากอิหร่านจะเดินหน้าต่อไป จำเป็นต้องให้การศึกษาต่อผู้ชายและผู้หญิง
แม้ว่าก่อนหน้าจะมีการใส่ผ้าคลุมหน้า อย่างเช่นฮิญาบ แต่ผู้หญิงจำนวนมากก็เลือกที่จะสวมเสื้อผ้าสไตล์ตะวันตก เช่น กางเกงยีนส์รัดรูป มินิสเกิร์ต และเสื้อแขนสั้น รองเท้าและการเข้าร้านทำผมเป็นสิ่งที่ผู้หญิงอิหร่านในยุคนั้นหลงไหล พวกเธอเดินอวดโฉมบนถนน แต่งหน้าสวยงาม สวมใส่ต่างหู ซึ่งเป็นภาพที่เห็นได้ยากในปัจจุบัน
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ในอิหร่านมี “การประท้วงต่อต้านฮิญาบ” หลังอยาตอลเลาะห์ รูโฮลลาห์ โคมัยนี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านได้ประกาศกฤษฎีกาบังคับให้ผู้หญิงทุกคนต้องสวมผ้าคลุมหน้า
หญิงชาวอิหร่านหลายพันคนมารวมตัวกันในวันสตรีสากล (8 มีนาคม 1979) เดินขบวนต่อต้านกฎหมายบังคับใส่ฮิญาบ และยังมีการต่อต้านเล็ก ๆ อยู่จนถึงต้นทศวรรษที่ 2000 ผู้หญิงหลายคนขอขยับผ้าคลุมผมไปข้างหลังอีกหน่อย ให้เห็นผมมากที่สุด บ้างเลือกไม่ใส่ชาดอร์ตัวยาวสีดำ แต่ใส่เสื้อโค้ทแทน เป็นการต่อต้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่ทำได้
อีกด้านผู้หญิงสายอนุรักษ์นิยมก็ออกมาต่อต้านการกระทำเช่นนั้นด้วย อย่างการชุมนุมสนับสนุนฮิญาบในปี 2006 ผู้หญิงสายอนุรักษ์นิยมสวมใส่ชาดอร์สีดำทั้งตัวออกมาประท้วงว่าทางการล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายฮิญาบให้เข้มงวดพอ
ข้อห้ามทางกฎหมายที่ผู้หญิงอิหร่านต้องปฏิบัติตามไม่ใช่แค่การแต่งกาย แต่ยังมีสิทธิในการเดินทางที่หากแต่งงานแล้ว หากจะออกนอกประเทศต้องได้รับคำอนุญาตจากสามี การทำงานที่สามีสามารถห้ามทำงานบางอย่างได้ การสืบทอดมรดกที่ได้เพียงครึ่งหนึ่ง
ความจริงที่ว่าประเทศมุสลิมอีกหลายแห่งเปิดโอกาสให้ผู้หญิงใช้ชีวิตอย่างเสรีได้มากกว่านี้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าความเคร่งครัดนั้นไม่ใช่เพราะความเป็นอิสลาม แต่เป็นกฎระเบียบเฉพาะตัวของกลุ่มผู้ปกครองทางศาสนาที่ปกครองอิหร่านมาตั้งแต่ปี 1979 ที่ค่อยค่อยเพิ่มข้อห้ามสำหรับผู้หญิงหลายข้อ
ผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้ร้องเพลงหรือเต้นรำต่อหน้าสาธารณชนที่มีผู้ชายอยู่ด้วย มีการจำกัดจำนวนหรือสั่งห้ามผู้หญิงเข้าชมฟุตบอล หรือแม้แต่การขี่จักรยานในบางพื้นที่ ผู้หญิงไม่สามารถดำรงตำแหน่งนะดับสูงสุดได้ และไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีได้โดยตรง มากที่สุดแค่ที่ปรึกษาเท่านั้น อีกทั้งหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทำให้เธอบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็ได้รับค่าสินไหมเพียงกึ่งหนึ่งของผู้ชาย ข้อห้ามเหล่านี้ยังนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอีกด้วย
Human Rights Watch และ Amnesty รายงานสถานการณ์น่าเป็นห่วงของผู้หญิงอิหร่านช่วงปีหลัง อาทิ การแต่งงานในเด็ก การจำกัดสิทธิการทำแท้งและการตรวจคัดกรอง กรณีการสังหารผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นในสื่อต่างๆ อาทิ ระหว่างเดือนมีนาคม 2021 ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2023 มีผู้หญิงอย่างน้อย 165 คนถูกสังหารโดยสมาชิกในครอบครัวที่เป็นชาย
มีการเลือกปฏิบัติและการทำร้ายผู้หญิงหลายกรณี หรือเพิ่มมาตราการการลงโทษสตรีที่ไม่สวมฮิญาบ ทั้งทางกฎหมาย สังคม หรือกระทั่งการมี "คลินิกเพื่อเลิกการถอดฮิญาบ" ในเตหะราน อ้างว่าเป็นการให้ "การรักษาทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา" สำหรับสตรีที่ไม่ยอมสวมฮิญาบ
อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงชาวอิหร่านยังคงไม่ยอมแพ้ พวกเธอจำนวนมากทำการ "อารยะขัดขืน" ด้วยการเดินในที่สาธารณะโดยไม่สวมฮิญาบ หรือขยับผ้าคลุมให้ลงมาอยู่ที่บ่า เพื่อเป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์อย่างต่อเนื่อง