
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองนายเปิดเผยกับ CNN ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาว่าจะใช้กำลังทหารแทรกแซงการเมืองภายในอิหร่าน เนื่องจากการประท้วงในอิหร่านยกระดับความรุนแรง กลายเป็นเหตุนองเลือดที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 รายแล้ว
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ประชุมสรุปแผนการแทรกแซงอิหร่านในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในทางเลือกของทรัมป์คือมุ่งเน้นไปที่การตั้งเป้าโจมตีหน่วยงานความมั่นคงของเตหะราน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่โจมตีและปราบปรามผู้ประท้วงในประเทศเป็นหลัก
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ทรัมป์อ้างว่า ตัวแทนรัฐบาลอิหร่านได้โทรศัพท์หาเขาเมื่อวันเสาร์เพื่อขอเจรจา ทรัมป์กล่าวอย่างเปิดว่า เขามองว่ารัฐบาลอิหร่านเหนื่อยกับการถูกสหรัฐฯ เล่นงานแล้ว อิหร่านจึงต้องการเจรจากับทรัมป์โดยด่วน
ทรัมป์กล่าวว่า ความกังวลใหญ่ที่สุดของเขาคือความรุนแรงต่อผู้ประท้วง “ดูเหมือนว่าจะมีบางคนถูกฆ่าตาย ทั้งที่พวกเขาไม่ควรถูกฆ่า คนพวกนี้รุนแรง ถ้าคุณจะเรียกพวกเขาว่าผู้นำ ผมไม่รู้ว่าผู้นำของพวกเขาเป็นแค่คนที่ปกครองด้วยความรุนแรงหรือเปล่า แต่เรากำลังมองเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก”
ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “กองทัพกำลังพิจารณาเรื่องนี้ และเรากำลังมองตัวเลือกที่รุนแรงมากบางอย่าง เราจะทำการตัดสินใจเร็ว ๆ นี้”
อย่างไรก็ตาม มีความกังวลภายในรัฐบาลว่า การโจมตีทางทหารอาจส่งผลตีกลับและบ่อนทำลายการประท้วงเสียเอง เจ้าหน้าที่ระบุว่า ความกังวลคือการโจมตีอาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ เช่น การทำให้ชาวอิหร่านหันไปรวมพลังสนับสนุนรัฐบาล หรือนำไปสู่การที่อิหร่านตอบโต้ด้วยกำลังทางทหารของตนเอง
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ทรัมป์ยังพิจารณาตัวเลือกอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่งที่มุ่งเป้าไปที่ระบอบการปกครองของอิหร่านโดยไม่ถึงขั้นใช้การโจมตีทางทหาร เนื่องจากเขามองหาทางที่จะทำตามคำมั่นที่ว่าจะช่วยผู้ประท้วงในประเทศ
ทำเนียบขาวมองว่า ปฏิบัติการทางไซเบอร์ที่พุ่งเป้าไปยังกองทัพอิหร่านหรือเป้าหมายของระบอบการปกครองอิหร่าน จะช่วยขัดขวางการปราบปรามการประท้วงที่รุนแรงได้ และยังรวมถึงการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อบุคคลสำคัญในระบอบการปกครอง หรือภาคส่วนเศรษฐกิจของอิหร่าน เช่น หน่วยงานด้านพลังงานหรือธนาคาร
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้สำรวจการจัดหาเทคโนโลยี เช่น Starlink เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในอิหร่าน เพื่อช่วยให้ผู้ประท้วงรอดพ้นจากการปิดกั้นข้อมูล ทรัมป์กล่าวว่า เขาน่าจะโทรหา อีลอน มัสก์ เจ้าของ Starlink ได้เพื่อเคลียร์เรื่องนี้
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กล่าวว่า มีหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนมากที่มีส่วนร่วมในแผนการแทรกแซงครั้งนี้ ซึ่งคาดว่า จะมีการสรุปข้อมูลอย่างเป็นทางการมากขึ้นในสัปดาห์หน้า รวมถึงในวันอังคาร เป็นไปได้ว่าทรัมป์จะเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ความมั่นคงแห่งชาติระดับสูงเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการต่อไป
ปัจจุบัน ข้อมูลจากอิหร่านไม่สามารถถูกนำเสนอในแวดวงข่าวสารโลกได้อย่างอิสระ เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านดำเนินการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตตั้งแต่วันพฤหัสที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นการตัดช่องทางการรับข้อมูลข่าวสารของคนในประเทศ และมุ่งหวังว่าการประท้วงจะยุติลง แต่ชาวอิหร่านยิ่งลุกฮือลงถนนด้วยความโกรธแค้น และการประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
อิหร่านไม่อยู่เฉย ลุกโต้จะโจมตีอิสราเอลและกองเรือสหรัฐฯ
การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับที่สหรัฐฯ กำลังอวดเบ่งอำนาจทั่วโลก ด้วยการจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโรและการพยายามกดดันเพื่อครอบครองกรีนแลนด์
ด้านโฆษกรัฐสภาอิหร่าน โมฮัดหมัด บาเกอร์ ควาลิบาฟ ผู้เคยเป็นอดีตผู้บัญชาการหน่วยพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน เตือนสหรัฐฯ อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป เขากล่าวว่า “ให้เราพูดให้ชัดก็คือ ในกรณีที่มีการโจมตีอิหร่านนั้น ทั้งอิสราเอลรวมถึงฐานทัพและกองเรือสหรัฐฯ จะเป็นเป้าหมายโจมตีของอิหร่านโดยชอบธรรม”
คำถามจึงตกไปอยู่ที่ทรัมป์ โดยนักข่าวถามว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนจะทำอย่างไร หากฐานทัพทหารอเมริกันถูกอิหร่านโจมตีตอบโต้ ซึ่งทรัมป์ตอบว่า “เราจะโจมตีพวกเขาในระดับที่พวกเขาไม่เคยถูกโจมตีมาก่อน”
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการแทรกแซง แต่เขากำลังพิจารณาการดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตในอิหร่านยังคงเพิ่มสูงขึ้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวบอกกับ CNN ว่า ตัวเลือกที่ประธานาธิบดีกำลังพิจารณานั้น ยังไม่รวมการส่งกำลังทหารภาคพื้นดิน เข้าไปในอิหร่าน
สกายเลอร์ ทอมป์สัน รองผู้อำนวยการกลุ่มนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชนในอิหร่าน Human Rights Activists in Iran หรือ HRA ระบุกับ CNN พบว่า มีผู้ถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 10,675 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 169 คน ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา ระหว่างการประท้วงต่อต้านระบอบการปกครองในอิหร่าน ล่าสุด มีรายงานว่า ผู้ประท้วงอย่างน้อย 490 คนถูกสังหาร
ทรัมป์โพสต์ลงโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระบุว่า อิหร่านกำลังมองหา ‘เสรีภาพ’ ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และสหรัฐฯ พร้อมที่จะช่วยเหลือ!!!” ซึ่งก่อนหน้านั้น ทรัมป์ขู่ว่า หากรัฐบาลเตหะรานใช้ความรุนแรงถึงแก่ชีวิตต่อผู้ประท้วง สหรัฐฯ จะเข้าไปเกี่ยวข้อง และนั่นไม่ได้หมายถึงการส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไป แต่มันหมายถึงการโจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วงมากในจุดที่สร้างความเจ็บปวดให้พวกเขา
แหล่งข่าวสองรายที่คุ้นเคยกับการสนทนาเปิดเผยว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้พูดคุยกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการประท้วงที่กำลังดำเนินอยู่ นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในซีเรียและฉนวนกาซาด้วย
ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ในอิหร่าน ในขณะที่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม โฆษก IDF ระบุในแถลงการณ์ว่า การประท้วงเป็นเรื่องภายในของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม IDF มีความพร้อมในเชิงรับและกำลังปรับปรุงขีดความสามารถและความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง
The Jerusalem Post ตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อสถานการณ์ในอิหร่านเกิดความรุนแรงสูงสุดแล้ว ถึงขั้นที่การปราบปรามประชาชนนำไปสู้การเสียชีวิตของผู้ประท้วงมากกว่า 500 ราย เด็กและสตรีถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ และดูเหมือนว่า การประท้วงไม่มีทีท่าจะสงบลงเร็ว ๆ นี้ แต่เหตุใดรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงรีรอและวางแผนอยู่หลายวัน
ท่าทีรีรอของทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์นี้เท่านั้น แต่ตลอดเวลาที่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทรัมป์ใช้เพียงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการทูตกดดันสูงสุดต่อสาธารณะเพื่อพยายามให้เตหะรานยอมจำนนต่อความต้องการของเขา แทนการบุกโจมตีอย่างจริงจังเช่นเดียวกับที่ทำกับเวเนซุเอลา
สำนักข่าวเยรูซาเล็มรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลังเล รอคอย และคำนวณอย่างรอบคอบ และเมื่อเขามั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะครั้งใหญ่โดยมีความเสี่ยงน้อย โดยเฉพาะเครื่องบินรบของอิสราเอลได้ทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านไปแล้ว 80% และทำลายระบบที่ดีทั้งหมด เขาจึงจะเริ่มโจมตีอย่างหนัก
กับกรณีของการประท้วงในครั้งนี้เช่นกัน นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐฯ ไม่ได้อยากเข้ามาให้ความช่วยเหลือชาวอิหร่านอย่างแท้จริง แต่กำลังรอจังหวะที่ระบอบการปกครองอิหร่านจะต้องอ่อนแอกว่านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของอิสราเอลและสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังไม่คิดว่าระบอบการปกครองนี้ใกล้ล่มสลาย แม้การประท้วงจะยกระดับรุนแรง
ในความเป็นจริงแล้ว จำนวนผู้ชุมนุมน้อยเกินไป และไม่มีร่องรอยความแตกแยกในหมู่ชนชั้นนำ หรือนายพลอิหร่านคนใดที่พร้อมจะเปลี่ยนข้างไปเข้าร่วมกับผู้ประท้วงพร้อมอาวุธ หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ทรัมป์ก็คงไม่เข้าแทรกแซง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากฝูงชนมีจำนวนมากและต่อเนื่อง หากชนชั้นนำบางคน หรือนายพลอิหร่านคนใดคนหนึ่ง เริ่มพิจารณาที่จะเปลี่ยนข้างโดยได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในกรณีที่มีการติดต่อกันอย่างลับ ๆ และหากระบอบการปกครองกำลังสั่นคลอนอยู่แล้ว ทรัมป์อาจจริงจังกับการโจมตีอย่างรุนแรงต่อคาเมเนอีและระบอบการปกครองนี้