
ราคาทองที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปลุกกระแส “ตื่นทองครั้งใหม่” ขึ้นมา พร้อมกับ เสียงเครื่องจักรดังกระหึ่มตลอดทั้งวันทั้งคืน จากเหมืองทองจำนวนมากที่ริมฝั่งแม่น้ำมาเดร เด ดิโอส (Madre de Dios)
National Committee of The Netherlands ชี้ว่า แม่น้ำทางตะวันออกเฉียงใต้องเปรูสายนี้ เป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเปรู 93% ของพื้นที่คือระบบนิเวศป่าเขตร้อน ครอบคลุมพื้นที่ 3.8 ล้านเฮกตาร์ของอเมซอนเปรู และและเป็นบ้านของประชากรชนพื้นเมืองสิบกลุ่ม มีชุมชนพื้นเมือง 37 ชุมชน
แต่แม่น้ำสายนี้กำลังเผชิญความท้าทายเนื่องจากเหมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย สร้างความเสื่อโทรมให้แก่ระบบนิเวศ และกระทบไปถึงสังคมท้องถิ่น ทำให้ดินเสื่อมโทรม เร่งการตัดไม้ทำลายป่าจากการสัมปทานเหมือง
ออกุสโต วิลเลกัส ผู้อำนวยการด้านพลังงานและเหมืองของมาดเร เด ดิโอส กล่าวว่าการทำเหมืองได้ผลประโยชน์ไม่คุ้มเสีย
“การทำเหมืองแบบนี้ต้องขนย้ายวัสดุมหาศาล แม้ผลผลิตที่ได้จะมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เขากล่าว
ด้านลูซิโอ ควิสเป คนงานเหมือง ให้ข้อมูลว่าถึงอาชญากรรมที่ตามาเมื่อราคาทองสูงขึ้น
“[เมื่อทองรคาขึ้น] คนงานเหมืองเถื่อนก็ปรากฏตัว พวกเขารุกรานพื้นที่ และมีอาชญากรรมตามมาเสมอ”
แม้แต่เหมืองทองที่ถูกกฎหมาย ที่มีใบอนุญาต การตรวจสอบด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การจัดการน้ำเสีย มาตรการความปลอดภัย และการฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง ยังส่งผเสียต่อสิ่งแวดล้อม เหมืองเถื่อนที่ไม่มีมาตรฐานจึงสร้างผลระทบมกกว่า เพราะไม่ต้องแบกรับข้อกังวลเรื่องมาตราฐานเอาไว้ และเป็นสาเหตุหลักขอความเสื่อมโทรมในพื้นที่
การศึกษาล่าสุดจากโครงการติดตามตรวจสอบของโปรแกรมแอนดีส–อเมซอน (Monitoring of the Andes Amazon Program) แสดงให้เห็นว่า มีเหมืองมากกว่า 40,000 แห่งที่ดำเนินการอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครอง ในพื้นที่โดยรอบแม่น้ำ และภายในดินแดนของชนพื้นเมือง ซึ่งไม่ได้ส่งผลแค่ต่อคุณภาพชีวิต แต่ยังมีผลร้ายต่อสุขภาพของชนพื้นเมืองและชุมชนแอมะซอนอื่น
ผู้อำนวยการด้านพลังงานและเมืองเน้นว่าการทำเมืองนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่าได้จริง
“เพื่อเข้าถึงแหล่งแร่ พืชพรรณต้องถูกทำลาย นั่นคือจุดเริ่มต้นของการตัดไม้ทำลายป่า…จะทำไข่เจียวก็ต้องทำไข่แตก” เขาชี้
รายงานจากโครงการ Monitoring of the Andean Amazon Project (MAAP) และองค์กร Conservación Amazónica ระบุว่า ตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา มีป่ากว่า 540 ตารางไมล์ ถูกแผ้วถางเพื่อทำเหมือง มีภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูงเผยให้เห็นพื้นที่สีเขียวชอุ่มถูกแทนที่ด้วยดินสีเทาและแอ่งน้ำขุ่นเขียวจากสารเคมี
แม่น้ำสายนี้ส่วนใหญ่เป็นแบบลุ่มน้ำตะกอน (alluvial) ซึ่งใช้ปรอทในกระบวนการสกัดทอง เหตุผลเพราะคนงานในเหมืองขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงวิธีสกัดที่ไม่ใช้ปรอทได้ เพราะราคาแพงกว่า
นั่นทำให้ปรอทปนเปื้อนออกมานสิ่งแวดล้อมใน 2 รูปแบบคือ รูปก๊าซ และในรูปที่ละลายน้ำ แบบแรกปรอทจะระเหยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งสามารถเดินทางเป็นระยะทางไกลก่อนจะตกลงสู่พื้นดิน ส่วนแบบที่สอง ปรอทจะปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำที่ผู้คน และสัตว์ต่าง ๆ ใช้ดำรงชีวิต
เมื่อปรอทเข้าสู่ระบบนิเวศ ปรอทจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เช่น เปลี่ยนเป็นเมทิลเมอร์คิวรี (methylmercury) ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีพิษร้ายแรงสูง และสะสมอยู่ในปลาและสิ่งมีชีวิตน้ำอื่น ๆ การปนเปื้อนนี้รบกวนวัฏจักรธรรมชาติของแม่น้ำและดิน ทำให้ความสามารถในการรองรับความหลากหลายทางชีวภาพและการทำงานของระบบนิเวศลดลง
งานวิจัยพบว่าชุมชนริมน้ำในแถบลอเรโต (Loreto) มีระดับปรอทเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติถึง 4 เท่า และเด็ก ๆ มี “สารหนูในเลือดสูงเกินมาตรฐาน” ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบว่าในหมู่บ้านแห่งนี้ มีคนกว่า 120 คนจาก 140 ตัวอย่าง มีระดับสารหนูสูงผิดปกติ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก
ผลของปรอทยังพบได้อีกทางตอนเหนือของเปรู ในชุมชนชายฝั่งเมืองฮัวร์เมย์ (Huarmey) เคตี เด็กหญิงวัย 11 ปี เพิ่งกลับมาจากโรงเรียน แต่ภายในร่างกายของเธอมีระดับสารหนูสูงเกินกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก
แม่ของเธอ ซายูรี มีระดับสารหนู 60 ไมโครกรัมต่อลิตร สูงกว่าค่ามาตรฐานทางการเปรูถึงสามเท่า ขณะที่อีเกอร์ ลูกชายวัย 7 ขวบ ก็มีระดับสูงกว่านั้น ส่วนลูกคนเล็กอายุ 11 เดือน แพทย์แนะนำไม่ให้ซายูรีให้นมบุตร
การทำเหมืองทองทำให้ต้องเปิดหน้าดินและบดแร่ในปริมาณใหญ่ ซึ่งอาจปลดปล่อยสารหนูตามธรรมชาติลงสู่ดินและน้ำได้ โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำเสียหรือฝนชะจากบ่อกักเก็บกากแร่ สารพิษจึงไหลสู่แหล่งน้ำดื่มของชุมชนโดยไม่รู้ตัว
ปรอทคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมโดยไม่สลายตัว มันสะสมทางชีวภาพในห่วงโซ่อาหาร และยังคงมีพิษตลอดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันจึงเป็นสารเคมีแบบ “คงอยู่ตลอดกาล” หรือ “สารเคมีชั่วนิรันดร์ (forever chemical) คงอยู่ในแหล่งน้ำ ดิน พืชผลารเกษตร ที่นสมผัสโดยตรงในชีวิตประจำวัน
ตามข้อมูลจาก CAMEP (2013) พบว่า 78% ของผู้ใหญ่ในพื้นที่มีระดับปรอทในเส้นผมสูงเกินค่าขีดจำกัดที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ ความเสียหายทางระบบประสาท ความเสียหายต่ออวัยวะภายใน และปัญหาด้านระบบสืบพันธุ์