
เราทุกคนต่างถูกดึงดูดให้ซื้อของบนพื้นฐานเรื่อง ‘ความคุ้ม’ เช่น ตอนเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วเห็นป้ายซื้อ 1 แถม 1 หรือโปรโมชันลดราคาที่ทำให้เราเผลอหยิบของใส่รถเข็นด้วยความคิดที่ว่า "ซื้อเยอะคุ้มกว่า"
ยิ่งเมื่อต้องเตรียมจัดงานปาร์ตี้หรือเปิดบ้านรับแขก สัญชาตญาณความใจกว้างมักเข้าครอบงำเราทันที เรากลัวว่าอาหารจะไม่พอ กลัวแขกจะไม่อิ่ม จนลงเอยด้วยการกวาดซื้อของกินของใช้มาเต็มรถเข็น เพียงเพราะยึดถือคติที่ว่า "เหลือดีกว่าขาด" โดยไม่ทันคำนวณความต้องการที่แท้จริง
ทว่าหลังจากความคึกคักผ่านพ้นไป สิ่งที่ตามมาคือวัตถุดิบและอาหารที่กินไม่หมด ซึ่งมักจะถูกซุกไว้ในตู้เย็นจนล่วงเลยเวลา และท้ายที่สุดเมื่อของเหล่านั้นเริ่มเน่าเสียหรือเสื่อมสภาพ มันก็จะถูกโยนทิ้งกลายเป็นขยะอาหาร
แม้แต่ละครัวเรือนอาจจะมองว่า เราทิ้งเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันทั้งโลกตัวเลขกลับน่าตกใจอย่างยิ่ง โดย UNEP ระบุว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีขยะอาหารถูกทิ้งสูงถึง 1.2 พันล้านตัน หรือคิดเป็น 20% ของอาหารที่ผลิตได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความสูญเสียที่มหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ขยะอาหารเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มองเห็นด้วยตาเปล่า แต่คือ "ระเบิดเวลาทางมลพิษ" ที่ซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบของก๊าซมีเทน ซึ่งร้ายแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยิ่งไปกว่านั้น มันคือ "ต้นทุนแฝง" ที่กัดกินเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่เราทิ้งอาหาร เราไม่ได้ทิ้งแค่ตัววัตถุดิบ แต่เรากำลังทิ้งเงินในกระเป๋า ทิ้งค่าน้ำค่าไฟที่ใช้ในการปรุง และทิ้งทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไปอย่างเปล่าประโยชน์
ในระดับมหภาค ขยะอาหารเหล่านี้ยังสร้างภาระงบประมาณมหาศาลให้กับรัฐบาลในการจัดการและกำจัดขยะ ซึ่งเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่วนกลับมาทำร้ายคุณภาพชีวิตของเราทุกคนในที่สุด
Spotlight World ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณสุธีร์ ชาร์มา (Mr. Sudhir Sharma) ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคด้านการเงินและการปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ผู้ที่จะมาชวนพวกเราทุกคนให้ลุกขึ้นมา "ปฏิวัติตู้เย็น" ของตัวเองเสียใหม่ โดยเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่การจัดการอาหารที่ซื้อมาแล้ว แต่คือการ "คิดล่วงหน้า" ตั้งแต่ก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน
การทิ้งอาหารหนึ่งจานลงถังขยะอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในระดับครัวเรือน แต่ในทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม นี่คือการสร้าง "ต้นทุนแฝง" ที่รัฐบาลต้องแบกรับอย่างมหาศาล คุณสุธีร์ ชาร์มา ชี้ให้เห็นว่า ขยะอาหารไม่ได้หายไปเฉย ๆ เมื่อมันถูกรถขยะเก็บไปยังหลุมฝังกลบและท้ายที่สุดจะกลายเป็นก๊าซมีเทน
ก๊าซมีเทนที่เกิดจากการเน่าเสียของขยะอาหารถือเป็น "ตัวร้าย" ที่น่ากลัวกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หลายเท่า โดยในระยะสั้น มีเทนมีอานุภาพในการกักเก็บความร้อนและทำลายชั้นบรรยากาศโลกได้รุนแรงกว่า CO2 ถึง 80 เท่า นั่นหมายความว่าขยะอาหารเพียง 1 ตันที่ถูกทิ้ง สร้างผลกระทบต่อวิกฤตภูมิอากาศเท่ากับควันรถยนต์จำนวนมหาศาล
และนี่คือต้นทุนที่รัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินงบประมาณเพื่อนำมาบริหารจัดการขยะ รวมถึงงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟูผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากภาวะโลกร้อน นอกจากภาระในการกำจัดขยะแล้ว การทิ้งอาหารยังหมายถึงการละลาย "ทรัพยากรต้นทุน" ของชาติทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์
ข้อมูลจาก UNEP ระบุว่า การผลิตอาหารที่ถูกทิ้งไปในแต่ละปี ต้องใช้น้ำมหาศาลถึง 250 ลูกบาศก์กิโลเมตร หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนสำหรับคนไทย ปริมาณน้ำที่สูญเสียไปนี้เท่ากับการระบายน้ำออกจาก เขื่อนวชิราลงกรณจนหมดอ่างเก็บน้ำถึง 30 รอบ ซึ่งน้ำเหล่านี้มีต้นทุนในการบริหารจัดการ ตั้งแต่การนำน้ำเข้าสู่ภาคการผลิต การทำความสะอาด ไปจนถึงการส่งต่อผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐเป็นผู้ลงทุน
คุณสุธีร์กล่าวว่า “ระบบนิเวศ ธรรมชาติ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งเหล่านี้ให้ประโยชน์มากมายแก่ประเทศชาติ ถ้าเราสามารถลดขยะอาหารได้ นั่นหมายความว่า เราต้องการพื้นที่ดินน้อยลง ต้นทุนที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อชดเชยหรือลงทุนในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการปลูกป่าเพิ่มก็จะประหยัดลงได้ ดังนั้นคุณจะเห็นว่าขยะอาหารไม่ใช่แค่ช่วยประหยัดเงินให้คุณและผมเท่านั้น แต่มันช่วยพวกเราทุกคน และให้ผลประโยชน์มากมายแก่เราทุกคน”
ในอดีตสังคมไทยและเอเชียมีรากฐานของการเป็นชุมชนที่แน่นแฟ้น เรามีวัฒนธรรมการแบ่งปันอาหารให้เพื่อนบ้าน หากบ้านไหนทำแกงหม้อใหญ่เกินไป หรือมีผลไม้ล้นต้น ก็จะถูกส่งต่อไปยังบ้านใกล้เรือนเคียงโดยอัตโนมัติ ทำให้แทบไม่มีอาหารเหลือทิ้งจนกลายเป็นขยะ แต่ในปัจจุบันที่สังคมกลายเป็นสังคมเมือง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านลดน้อยลง จนวัฒนธรรมการแบ่งปันอาหารที่เคยเป็นเกราะกำจัดขยะอาหารถูกทำลายลงไป
คุณสุธีร์ ชาร์มา จึงมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนรูรั่วนี้ให้เป็นโมเดลธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการนำแนวคิด Sharing Economy มาประยุกต์ใช้เพื่อจัดการอาหารส่วนเกิน แทนที่จะปล่อยให้เน่าเสียไปเปล่า ๆ
นี่คือจังหวะสำคัญของ Start-up ยุคใหม่ที่จะเข้ามาสร้างนวัตกรรมเชื่อมโยงอาหารคุณภาพดีจากโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้า ส่งต่อสู่มือผู้ที่ต้องการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เหมือนโมเดล SecondBite ในสิงคโปร์ ซึ่งช่วยลดขยะและสร้างงานในห่วงโซ่การขนส่งสีเขียวไปพร้อมกัน
คุณสุธีร์แบ่งปันมุมมองว่า “ตอนนี้โรงแรมต่าง ๆ หันมาทำปุ๋ยหมัก หรือเริ่มติดต่อองค์กรที่สามารถรับอาหารนั้นไป แทนที่จะทิ้งไปเป็นขยะ รอบตัวเรามีองค์กรการกุศลมากมายที่ดูแลโรงเรียน บ้านพักคนชรา และถ้าเราคิดว่าเราไม่ได้จะกินอาหารนั้นแล้ว แต่มันยังกินได้อยู่ เราควรพยายามส่งมอบอาหารนั้นให้กับองค์กรเหล่านี้ และเราสามารถช่วยแก้ปัญหาความหิวโหยจากมุมนั้นได้”
หลังจากมองภาพใหญ่มหภาคจนเห็น "ต้นทุนแฝง" มหาศาล Spotlight World ตั้งคำถามทิ้งท้ายง่าย ๆ ว่า แล้วคนตัวเล็กๆ อย่างเราจะช่วยขยับกงล้อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนี้ได้อย่างไร? คุณสุธีร์ ชาร์มา ให้คำแนะนำสั้น ๆ แต่ทรงพลังว่า “ต้องตั้งสติและคิดล่วงหน้า” โดยย้อนรำลึกถึงวินัยในวัยเด็กที่แม่มักจะถามว่า “มื้อนี้ลูกจะกินขนมปังกี่ชิ้น” คำถามที่ดูจุกจิกในวันนั้น คือการสกัดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทางที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด เพราะเมื่อเราขีดเส้นความต้องการให้ชัดเจน ขยะก็จะไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก
การปฏิวัติตู้เย็นไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องหยุดวงจร "ซื้อเผื่อ" แล้วเปลี่ยนมาเป็น "ซื้อพอดี" โดยใช้เทคโนโลยีรอบตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการจดลิสต์ในมือถือก่อนช้อป หรือการใช้แอปพลิเคชันช่วยเช็กวันหมดอายุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยอุดรูรั่วทางการเงินของครอบครัวได้ทันที
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่ออาหาร "หน้าตาไม่สวย" หรืออาหารที่ใกล้ถึงวัน Best Before ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน แต่ราคามักจะถูกกว่าและช่วยลดขยะอาหารได้มหาศาล