
ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตสิ่งแวดล้อมตามฤดูกาลอีกต่อไป หากแต่ได้กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยที่ต้องเผชิญสถานการณ์ฝุ่นสะสมซ้ำซากทุกปี
หนึ่งในต้นเหตุสำคัญของปัญหานี้ คือ “ไฟป่า” และการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ระบุว่า แหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 มากถึงร้อยละ 64 มาจากภาคป่าไม้ สะท้อนชัดว่าการป้องกันไฟป่าตั้งแต่ต้นทาง คือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน มีจุดความร้อนสะสมย้อนหลัง 3 ปี สูงเป็นอันดับ 2 ของจังหวัด “ลำพูน” จึงกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบของการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงรุก ภายใต้ “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5” ซึ่งเกิดจากการผนึกกำลังของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ชุมชนในพื้นที่ และภาคเอกชน โดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ร่วมกันผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการนำร่องดังกล่าว ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน บนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ และกำหนดระยะเวลาดำเนินงานต่อเนื่อง 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569 – 2571 เพื่อสร้างระบบป้องกันไฟป่าที่เข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน
รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายโยธิน ประสงค์ความดี กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการป้องกันและเฝ้าระวังไฟป่าอย่างตรงจุด โดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนให้เข้ามาเป็นกลไกหลักในการดูแลพื้นที่ป่าในระยะยาว ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ แต่เป็น “ด่านหน้า” ของการป้องกันไฟป่า ผ่านการจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ โดย CPF ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการควบคุมไฟป่า การสนับสนุนอุปกรณ์ดับไฟ การจัดตั้งจุดเฝ้าระวัง รวมถึงการพัฒนาอาชีพเสริมควบคู่ไปด้วย
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของโครงการ คือการเปลี่ยน “เชื้อเพลิงไฟป่า” ให้กลายเป็น “พลังงานและรายได้ของชุมชน” ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปเศษวัสดุทางธรรมชาติและการเกษตร เช่น กิ่งไม้ ใบไม้แห้ง นำมาอัดแท่งเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลใช้ในครัวเรือน ลดการเผาในพื้นที่เปิด และสร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือนในชุมชนไปพร้อมกัน oนับเป็นการแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจฐานราก
ในมุมของภาคเอกชน CPF ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรหลัก ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งด้านทรัพยากร องค์ความรู้ และการขับเคลื่อนระบบความร่วมมือ นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก CPF กล่าวขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะจังหวัดลำพูน ที่เปิดพื้นที่ให้เกิดความร่วมมือครั้งนี้ พร้อมย้ำว่า ปัญหา PM2.5 เป็นวิกฤตระดับชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบรุนแรง
เขาระบุว่า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน มีจุดความร้อนสะสมย้อนหลัง 3 ปี สูงเป็นอันดับ 2 ของจังหวัด สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนของการมีมาตรการป้องกันไฟป่าเชิงระบบ โครงการนี้จึงเน้น 3 ด้านหลัก ทั้งการสนับสนุนการป้องกันไฟป่าเพื่อลดฝุ่น การสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางธรรมชาติ และการสร้างความร่วมมือด้านองค์ความรู้ทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลในระยะยาว
นอกจากบทบาทในพื้นที่ป่า CPF ยังขยายการแก้ปัญหา PM2.5 ไปสู่ต้นทางในภาคเกษตร ผ่านนโยบายจัดซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่างรับผิดชอบ บริษัทประกาศชัดเจนว่า จะไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่า หรือพื้นที่ที่มีการเผาแปลง โดยพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบตั้งแต่ปี 2559
ปัจจุบัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ CPF จัดหาในประเทศไทย 100% สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแปลงปลูก โดยใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมเชื่อมโยงกับพิกัดพื้นที่เพาะปลูก ทำให้สามารถติดตามและประเมินความเสี่ยงการเผาได้อย่างแม่นยำ กลไกนี้ไม่เพียงช่วยลดการเผา แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีจัดการเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน
วิธีการนี้ ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่า ผลผลิตที่มาจากการเพาะปลูกอย่างรับผิดชอบ จะมีตลาดรองรับที่โปร่งใส เป็นธรรม และได้มาตรฐาน สะท้อนการแก้ปัญหา PM2.5 ที่เชื่อมโยงทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทานอาหารเข้าด้วยกัน
นายเรวัติ ย้ำว่า ความร่วมมือในโครงการนี้ ไม่ได้มุ่งเพียงการลดไฟป่าและฝุ่นในระยะสั้น แต่ต้องการสร้าง “โมเดลความร่วมมือ” ที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศ เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างอากาศที่สะอาด และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ทุกคน
ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นที่ทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ โมเดลลำพูนกำลังสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหา PM2.5 ไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยพลังของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชนที่อยู่กับป่า ภาคธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงหน่วยงานนโยบายระดับประเทศ
“ดับไฟ = ดับฝุ่น” จึงเป็นแนวคิดของการแก้ปัญหาที่เริ่มต้นจากต้นทาง และสร้างผลลัพธ์เชิงระบบในระยะยาว จากผืนป่ากว่า 20,000 ไร่ในลำพูนวันนี้ กำลังกลายเป็นต้นแบบของความร่วมมือ ที่อาจต่อยอดไปสู่การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทยทั้งประเทศในอนาคต