Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อ้วนเพราะโครงสร้างสังคม? สำรวจ 3 ปัจจัยภายนอกที่ทำให้อ้วนไม่รู้ตัว
โดย : ณัฏฐณิชา ภู่คล้าย

อ้วนเพราะโครงสร้างสังคม? สำรวจ 3 ปัจจัยภายนอกที่ทำให้อ้วนไม่รู้ตัว

9 ม.ค. 69
10:13 น.
แชร์

“อ้วนเพราะโครงสร้างสังคม” บทสนทนาที่ผู้คนบนโลกอินเทอร์เน็ตถกเถียงกันในช่วงไม่กี่วันมานี้ กับคำถามที่ว่า โครงสร้างสังคมจะไปทำให้คนอ้วนขึ้นได้อย่างไร? เพราะสุขภาพนั้นเป็นเรื่องของปากและมือ จากการที่เราเลือกหยิบจับอะไรเข้าปาก หรือการเลือกออกกำลังกายมากกว่าจะนอนแช่บนโซฟาไม่ใช่หรือ?

แต่การตัดสินใจหรือเจตจำนงของคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเขา วันนี้ Spotlight พามาสำรวจ 3 มุมของ “โครงสร้างสังคม” ว่า สามารถส่งผลดีและเสียต่อสุขภาพของคนในสังคมได้อย่างไร ไม่ใช่แค่น้ำหนักตัว แต่ขยายกว้างถึงสุขภาพอื่น ๆ ด้วย

ถนนที่เดินง่าย และพื้นที่สาธารณะ

ความกว้างของทางเท้า ความสม่ำเสมอของอิฐที่ปูไว้ โครงข่ายทางเดินไปถึงจุดสำคัญในเมืองได้มากแค่ไหน มีแผ่นนำทางสำหรับผู้พิการสายตาหรือยัง ทางเดินมีอากาศถ่ายเท มีร่มเงาแค่ไหน เหล่านี้คือ องค์ประกอบของเมืองเดินดี หรือ walkable cities หนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพคนตั้งแต่แรกเกิด

เมืองเดินดี หรือ เมืองเอื้อต่อการเดินคือ เมืองที่ถูกออกแบบมาสนับสนุนให้คนเดินให้มากที่สุด และลดการเดินทางด้วยพาหนะให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะทางอันใกล้ แนวคิดนี้ปรากฎในการออกแบบเมืองหลายที่ ตัวอย่างเมืองเดินดีที่ได้รับการจัดอันดับจากรายงาน A universal framework for inclusive 15-minute cities ยกตัวอย่างเมืองเดินดีอาทิ มิลาน ประเทศอิตาลี, โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก, ตูริน ประเทศอิตาลี, มิวนิก เยอรมนี, เอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์

เมืองเดินดีมีข้อดีหลายประการ ทั้งดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะลดการปล่อยคาร์บอนจากยานพาหนะ กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเพิ่มการจับจ่ายร้านค้าริมทาง สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และที่สำคัญคือ ส่งเสริมสุขภาพของผู้อยู่อาศัย

งานวิจัยปี 2022  Higher walkability associated with increased physical activity and reduced obesity among United States adults ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ความเป็นเมืองเดินง่าย และกิจกรรมทางกายภาพประชากรชี้ว่า ประชากรที่อยู่ในเมืองที่ “เดินดี” กว่ามีระดับกิจกรรมทางกายภาพสูงกว่า และมีระดับดัชนีมวลกาย (BMI) ที่ต่ำกว่าประชากรที่ถนนหนทางเดินยาก อย่างไรก็ตามงานชิ้น ซึ่งศึกษาสังคมสหรัฐฯ เป็นหลักนี้ยังพบว่า มีความแตกต่างระหว่างคนแต่ละชาติพันธุ์อีกด้วย

งานวิจัยปี 2016 ที่ตีพิมพ์กับ the Journal of the American Medical Association ชื่อ Association of Neighborhood Walkability With Change in Overweight, Obesity, and Diabetes  ศึกษาผู้ใหญ่อายุ 30-64 คนใน 8,777  ชุมชนในเมืองออนทารีโอ แคนาดาพบว่า คนที่อยู่ในเมืองที่มีทางเท้าเดินได้ง่ายนาน 12 ปี มีอัตราการเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่อยู่ในเมืองที่เดินเท้าไม่สะดวก

เมืองจะเป็นเมืองเดินดีไหม งานวิจัยชิ้นนี้วัดจาก 4 ปัจจัยคือ: ความหนาแน่นของประชากร, ความหนาแน่นของที่พักอาศัย, จุดหมายปลายทางที่เข้าถึงได้ด้วยการเดิน (เช่น ร้านค้าปลีก, ห้องสมุด, ธนาคาร และโรงเรียน) และจำนวนทางแยก ที่มีถนนหรือทางเดินเชื่อมต่อกันตั้งแต่ 3 สายขึ้นไป

ระหว่างปี 2001-2012 ชุมชนที่ได้คะแนน 3 อันดับสุดท้ายมีระดับโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น แต่ชุมชนที่ได้คะแนนสูงสุด 2 อันดับแรก อัตราโรคอ้วนในประชากรไม่เพิ่มขึ้นเลย นอกจากนี้ยังพบว่า อัตราการเกิดโรคเบาหวานนั้นต่ำที่สุดในพื้นที่ที่เอื้อต่อการเดินมากที่สุด และเมืองที่เอื้อต่อการเดินยังมีแนวโน้มที่อัตราโรคเบาหวานจะลดลงด้วย ข้อมูลนี้มาจากการพิจารณาปัจจัยด้านความยากจน การศึกษา การว่างงาน และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมด้วยแล้ว 

ในบริบทสังคมไทย ข้อมูลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเผยว่า คนกรุงเทพฯ ใช้เวลาเฉลี่ยปีละ 800 ชั่วโมงเดินทางด้วยรถยนต์ และจ่ายเงินกว่า 20% ของรายได้ไปกับการเดินทาง แต่พฤติกรรมการเดินของคนกรุงเทพฯ ดูไม่สู้ดีนัก จากการสำรวจพบว่า ระยะทางที่คนกรุงเทพฯ ยินดีที่จะเดินเท้าโดยเฉลี่ยคือระยะ 800 เมตรหรือไม่มากกว่า 10 นาที

นั่นเป็นเหตุผลที่คนกรุงเทพฯ ราว 44% มีโรคอ้วนอยู่ ไม่ในทางใดก็ทางหนึ่ง อีกทั้งการเดินทางด้วยรถยนต์ในกรุงเทพมหานครยังส่งเสริมปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM2.5 ปัญหาที่กวนใจคนกรุงเทพฯ มานานหลายปีอีกด้วย

จากผลการศึกษา พบว่าสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทยคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่สูงถึง 74% หรือราว 4 แสนรายต่อปี โรค NCDs มีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมของเรา และเมืองคือสิ่งกำหนดพฤติกรรมตลอดชีวิต และเมืองดูเหมือนจะมีผลลบสุขภาพคนมากกว่าชนบท 

รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจสุขภาพครั้งที่ 6 ชี้ว่า คนไทยในเขตเมืองมีความหนาแน่นของโรคเรื้อรังสูงกว่าชนบท อาทิ คนในเขตเทศบาลมีภาวะอ้วน 44.8% ขณะที่นอกเขตเทศบาล 40.8% ความดันโลหิตสูงในเขตเทศบาล 26.0% นอกเขตเทศบาล 25.1% โรคเบาหวานอยู่ที่ 10.4% และ 9.0% และโรคหลอดเลือดหัวใจ 2.3% ต่อ 1.6%

อีกข้อที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนในสังคมไม่แพ้การวางผังเมืองคือสาธารณสุข

สาธารณสุขแข็งแรง คนแข็งแรง

คนเรามีปัญหาสุขภาพและป่วยได้จากหลายปัจจัย และสาธารณสุขของประเทศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ เพราะหากเรามีบุคลากรทางการแพทย์เพียงพอ มีการรักษา ยาที่รวดเร็วเข้าถึงง่าย สถานพยาบาลไม่อยู่ไกลเกินไป ราคาจับต้องได้แบบไม่ทำให้ลมจบตอนจ่ายเงิน แบบนี้การรักษาอาการป่วยไข้ต่าง ๆ คงเป็นไปได้เร็วขึ้น

แล้วมันเกี่ยวกับความอ้วนอย่างไร?

เพราะสาธารณสุขที่ดีไม่ใช่การรักษา แต่คือการป้องกันด้วย หลายประเทศออกแบบสาธารณสุขให้ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย ซึ่งมีโรคอ้วนเป็นตัวการสำคัญ

รายงาน World Obesity Atlas 2024 สำรวจข้อมูลความอ้วนทั่วโลกใน 186 ประเทศ ชี้ว่า ทศวรรษที่่ผ่านมา ประเทศรายได้ต่ำมีแนวโน้มมีโรคอ้วนเพิ่มขึ้นมากกว่า และการป้องกัน-รักษาโรคอ้วนต้องใช้การลงทุนด้านงบประมาณจากส่วนกลางมาก และเพราะเงินที่ใช้กับการรักษาโลกอ้วนนั้นมากกว่าการป้องกัน หลายประเทศ อย่างประเทศในกลุ่ม OCED จึงหันความสนใจมาที่นโยบายป้องกัน

รายงานฉบับเดิมยังระบุปัจจัยทางสังคมต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อโรคอ้วน อย่าง ปริมาณก๊าซเรือนกระจก ความหนาแน่นประชากร ขยะพลาสติก กิจกรรมทางกายในผู้ใหญ่ ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ และบริมาณการบริโภคน้ำตาล และยกตัวอย่างแนวทางนโยบายป้องกันโรคอ้วน เช่น การเก็บภาษีน้ำตาล, การติดฉลากอาหาร (Nutri-Score), และพื้นที่สาธารณะสำหรับการออกกำลังกาย 

เม็กซิโกคือประเทศที่ทำสำเร็จในด้านนี้ ก่อนหน้าเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีอัตราโรคอ้วนสูงอันดับต้นๆ รัฐบาลจึงใช้บริการสาธารณสุขเชิงนโยบายด้วยการเก็บภาษีเครื่องดื่มรสหวาน (Sugar-Sweetened Beverage Tax) ในปี 2014 

ผลจากการเก็บภาษี SSB คือ การซื้อและบริโภคเครื่องดื่มน้ำตาลสูงลดลง การซื้อน้ำดื่มมากขึ้น รายงาน Sugar-Sweetened Beverage Taxes and Population Health Outcomes ปี 2023 ศึกษาเมืองในเม็กซิโกที่มีการเพิ่มภาษีน้ำตาลมากกว่า 10% พบว่า ทุกๆ 10% ของราคาเฉลี่ยน้ำอัดลมที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเมือง จะส่งผลให้อัตราภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในกลุ่มเด็กผู้หญิงลดลง 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในอีก 2 ปีต่อมา (แต่ไม่ส่งผลต่อเด็กผู้ชายในเชิงสถิติ ซึ่งรายงานชี้ว่า สะท้อนถึงความแตกต่างทางเพศต่อผลลัพธ์ของมาตรการป้องกันโรคอ้วน)

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ชี้ถึงผลต่อปัญหาสุขภาพชนิดอื่น อาทิ การศึกษาหนึ่งในเม็กซิโกพบว่า โอกาสในการเกิดฟันผุลดลงหลังจากการเริ่มใช้ภาษี อย่างไรก็ตามการศึกษาหัวข้อนี้ยังค่อนข้างจำกัด

หลักสูตรการศึกษากับสุขภาพเด็ก

งานวิจัยหลายชิ้นบอกกับเราว่า เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และการเรียนรู้ที่ดีกว่าเมื่อได้เล่นนอกห้องเรียน ตัวอย่างหนึ่งคืองานปี 2023 Physical Activity and Academic Performance in School-Age Children: A Systematic Review ที่ชี้ว่า กิจกรรมทางกายส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสมอง ซึ่งเป็นตัวกลางที่ช่วยเพิ่มพูนทั้งประสิทธิภาพของกระบวนการคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 

WHO แนะนำว่า เด็กอายุ 1-4 ปีควรใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวันเล่นนอกบ้าน อายุ 5-17 ปี ควรใช้เวลาอย่างน้อย 60 นาที พร้อมเสริมด้วยว่า ยิ่งมากยิ่งดี แต่การเล่นนอกบ้านไม่ได้กำหนดโดยตัวเด็กหรือผู้ปกครองเท่านั้น “โครงสร้างสังคม” ซึ่งในที่นี้อยู่ในรูปแบบของ “หลักสูตรการศึกษา” ก็มีผลต่อการเล่นนอกห้องเรียน/นอกบ้านเช่นกัน

รายงาน Global Matrix 4.0 (Active Healthy Kids Global Alliance) ให้คะแนนกิจกรรมทางกายของเด็กใน 57 ประเทศทั่วโลกพบว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่มีแนวคิด “เรียนเพื่อสอบ” จะมีแนวโน้มใช้เวลานอกบ้านน้อยกว่า โดยมีเวลาอยู่นอกบ้านน้อยกว่า 60 นาทีต่อวัน แต่กลุ่มประเทศนอร์กดิกที่มีแนวคิด “เล่นเพื่อเรียนรู้” มีคะแนนมากกว่ามากด้วยค่าเฉลี่ย 1-3 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนอเมริกาเหนือมีเวลาเล่นอิสระตามหลักสูตรน้อย เนื่องจากมีปัญหาการลดเวลาพักเพื่อเพิ่มเวลาเรียน แต่มีเวลานอกหลักสูตรที่เด็กใช้เวลากลางแจ้งอยู่บ้าง

การสร้างสุขภาพที่ดีในวัยเด็กจะเป็นรากฐานที่ดีของสุขภาพตลอดชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเอาหลักสูตรและเวลาการอยู่นอกบ้านมาตัดสินสุขภาพของคนย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะยังมีปัจจัยอีกมากมายหลายข้อที่เป็นตัวกำหนดความสุขภาพดีโดยรวม

นอกจากการวางผังเมือง สาธารณสุข และการศึกษา ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวของคนในสังคม อาทิ สังคมเมืองที่ขยายตัว ค่านิยมความงาม และอีกมาก 

บทความนี้ไม่ได้ยืนยีนยันว่า โครงสร้างสังคมเป็นตัวการเดียวที่ทำให้คนอ้วน ไม่อย่างนั้นทุกคนในบริบทสังคมเดียวกัน คงมีรูปร่างเหมือนกันไปแล้ว แน่ว่าพฤติกรรมส่วนตัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่การมองกว้าง พิจารณาถึงปัจจัยภายนอก ยิ่งในระดับนโยบายย่อมเป็นอีกทางในการผลักดันให้คนในสังคมมีสุขภาพที่ดีได้มากขึ้น


แชร์
อ้วนเพราะโครงสร้างสังคม? สำรวจ 3 ปัจจัยภายนอกที่ทำให้อ้วนไม่รู้ตัว