
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ธนาคารโลกปล่อยรายงานประจำปี World Bank Women, Business and the Law 2026 ซึ่งเปิดเผยให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างกฎหมายส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศกับการบังคับใช้กฎหมายเหล่านั้นที่ยังตามไม่ทัน และไม่มีประเทศใดที่รับรองสิทธิทางกฎหมายทั้งหมดที่จำเป็นต่อการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิงอย่างเต็มที่เลย
รายงาน Women, Business and the Law 2026 ประเมินการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในเศรษฐกิจต่าง ๆ 190 ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกผ่าน 10 หัวข้อคือ ความปลอดภัย, การเคลื่อนย้าย, การทำงาน, ค่าตอบแทน, การแต่งงาน, การเป็นบิดามารดา, การดูแลบุตร, การเป็นผู้ประกอบการ, ทรัพย์สิน และบำนาญ
ในปัจจุบัน ผู้หญิงได้รับสิทธิทางกฎหมายไม่ถึง 2 ใน 3 ของสิทธิที่ผู้ชายได้รับ และทั่วโลกมีผู้หญิงเพียง 4% เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีความเท่าเทียมทางกฎหมายเกือบเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่มีระบบเศรษฐกิจใดเลยที่ให้สิทธิทางกฎหมายที่จำเป็นต่อการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิงอย่างเต็มที่ แม้แต่ประเทศที่มีการพัฒนากฎหมายจนทันสมัยมากแล้วก็ตาม
รายงานชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคที่ขวางกั้นไม่ให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจนั้นมีมากกว่าที่คิดไว้ และแม้บางประเทศมีกฎหมายส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การบังคับใช้ก็ยังมีปัญหา
รายงานมีดัชนีให้คะแนนการสนับสนุนผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหากดูตามกฎหมายแล้ว คะแนนเฉลี่ยของกฎหมายทั่วโลกอยู่ที่ 67/100 คะแนน แต่คะแนนการบังคับใช้กลับอยู่ที่ 53/100 คะแนน และหากดูที่ระดับความพร้อมของระบบสนับสนุน ทั่วโลกได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 47 คะแนนเท่านั้น
ประเทศไทยมีคะแนนด้านกฎหมายที่ 69.4 คะแนน คะแนนการบังคับใช้กฎหมาย 53.38 คะแนน และคะแนนระบบสนับสนุน 32.92 คะแนน
จากระบบเศรษฐกิจกว่า 190 แห่งในรายงาน มี 91 แห่งที่กฎหมายไม่ได้สั่งห้ามการเลือกปฏิบัติทางเพศในการเข้าถึงสินเชื่อ ทำให้เกิดการจำกัดความสามารถของผู้หญิงในการเปิดกิจการ ขยายธุรกิจ และยกระดับขนาดของบริษัท
ในประเทศมีกฎหมายสั่งห้ามความรุนแรงต่อสตรี เกือบ 80% ของคดีความรุนแรงทางเพศยังมีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ระบบสนับสนุนนั้นเองเป็นช่องว่างระหว่างกฎหมายและการบังคับใช้ ตัวอย่างของระบบสนับสนุน อาทิ ระบบศาล หน่วยงานกำกับดูแลกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ การขาดแคลนทรัพยากร ทุนมนุษย์ บรรทัดฐานทางสังคม หรือการทำงานแยกส่วนกันมากเกินไป
และใน 44 จาก 190 ระบบเศรษฐกิจ ยังไม่มีบริการดูแลเด็กสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีที่ ควบคุมเป็นระบบ ตั้งแต่สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์ดูแลเด็กกลางวัน และโรงเรียนอนุบาล ทำให้ภาระหน้าที่ตกอยู่กับผู้หญิง กีดกันให้พวกเธอเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ยากลำบากมากขึ้น และในประเทศที่มีรายได้น้อย มีกลไกสนับสนุนการดูแลเด็กอยู่เพียงประมาณ 1% เท่านั้น
การไม่ให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องของความไม่เท่าเทียม แต่คือการมองข้ามทรัพยากรมนุษย์อย่างโง่เขลา
ในทศวรรษหน้า เยาวชน 1,200 ล้านคนจะเข้าสู่ตลาดแรงงานโลก ซึ่งครึ่งหนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิง แต่ภูมิภาคที่มีผู้หญิงรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานมากที่สุด เช่น แอฟริกาใต้สะฮารา, เอเชียใต้ และตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือนั้น กลับเป็นภูมิภาคที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายในการเข้าร่วมเศรษฐกิจมากที่สุด
การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น ประเทศที่มีปัญหาสังคมสูงวัย อย่างเอเชียตะวันออก แปซิกฟิก กลุ่มประเทศสมาชิกที่มีรายได้สูงของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงภูมิภาค ยุโรปและเอเชียกลาง ก็จำเป็นต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงานเพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ยั่งยืนด้วย
สหประชาชาติรายงานว่า การส่งเสริมความยุติธรรมทางเศรษฐกิจและสิทธิสตรีในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการลดช่องว่างทางเพศในโลกของการทำงาน คือกุญแจสำคัญในการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030
เพราะเมื่อสามารถดึงผู้หญิงเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ระบบจะมีทุนมนุษย์เพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นการเสริมสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจของผู้หญิง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้พวกเธออีกด้วย
มีการประมาณการว่าการปิดช่องว่างทางเพศสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้ถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายงานเสนอว่า รัฐบาลต้องลงทุนในสถาบัน นโยบาย และการบังคับใช้ เพื่อให้สิทธิที่เท่าเทียมของผู้หญิงเปลี่ยนไปสู่โอกาสที่เท่าเทียมในทางปฏิบัติ
หากจะสนับสนุนในหัวข้อที่ผู้หญิงยังขาดความเป็นธรรมได้เห็นได้ว่า การเคลื่อนย้าย ค่าตอบแทน และการแต่งงาน เป็นกลุ่มที่มีคะแนนสูง เนื่องจากการปฏิรูปกฎหมายเข้ามามีส่วนช่วยเหลือได้มาก กลับกัน ความปลอดภัย การเป็นผู้ประกอบการ และการดูแลบุตรเป็นกลุ่มที่มีคะแนนต่ำ เพราะการปฏิบัติได้จริงต้องอาศัยนโยบายและโครงสร้างสังคมพยุงด้วย ไม่ใช่แค่กฎหมาย อาจสรุปเป็น 3 ข้อดังนี้
นอกจากนี้ UN Women ยังเคยแนะวิธีการดึงผู้หญิงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้วยการการเพิ่มระดับการศึกษาของสตรีและเด็กหญิง สร้างทักษะให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว ดูแลสุขภาพผู้หญิงให้ตรงจุด
รายงาน UN Woman ชี้ว่า การจ้างงานผู้หญิงมากขึ้นและการเพิ่มผู้หญิงในระดับบริหาร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการเติบโตขององค์กร และมีการประมาณการว่า บริษัทที่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในฟังก์ชันการบริหารระดับสูงตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จะมีคะแนนประสิทธิภาพขององค์กรสูงกว่าในทุกมิติ