
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวนโยบายประจำปี หรือ State of the Union เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ หรือเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (25 กุมภาพันธ์) ตามเวลาในประเทศไทย โดยทรัมป์เริ่มต้นประโยคก่อนว่า สหรัฐฯ กลับมาแล้ว ยิ่งใหญ่ขึ้น ดีขึ้น ร่ำรวยขึ้น และเข้มแข็งขึ้นกว่าที่เคย นอกจากนี้ ยังมีการบอกด้วยว่า ยุคทองแห่งอเมริกาได้เริ่มขึ้นแล้ว
ทรัมป์ยังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการกล่าวแถลงนโยบายประจำปีที่ยาวนานที่สุด กินเวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมง 48 นาที โดยสามารถทำลายสถิติเดิมของบิล คลินตัน เมื่อปี 2000 ที่ 1 ชั่วโมง 29 นาที
ทรัมป์เล่าถึงการที่สหรัฐฯ จะเฉลิมฉลองครบรอบการก่อตั้งประเทศ 250 ปีในปีนี้ และอธิบายว่า การเข้ามาเป็นประธานาธิบดีของเขาคือการพลิกโฉมยุคสมัย
ทรัมป์อ้างว่า ตัวเขารับมรดกสถานการณ์อันเลวร้ายต่อมาจากอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อตอนที่เขากลับเข้ามารับตำแหน่งในสมัยที่สอง แต่ประเทศได้เจอกับการ “เปลี่ยนผ่าน” ระหว่างช่วงปีแรกที่เขาดำรงตำแหน่งมา
“หลังจากเพียงแค่ 1 ปี ผมก็สามารถพูดด้วยศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจว่า เราประสบความสำเร็จอย่างยิ่งสำหรับเปลี่ยนผ่านแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และนี่คือการพลิกโฉมแห่งยุคสมัย”
Spotlight สรุปประเด็นสำคัญที่ทรัมป์กล่าวถึงในการแถลงนโยบายครั้งนี้ โดยแยกเป็นหัวข้อต่าง ๆ ตั้งแต่เศรษฐกิจ ผู้อพยพ ไปจนถึงเรื่องภาษีตอบโต้ ซึ่งนอกจากทรัมป์จะกล่าวอ้างความสำเร็จที่ผ่านมาในด้านต่าง ๆ แล้ว ตัวเขาเองยังให้คำมั่นว่าจะลงมือทำอะไรบ้างอีก
ในประเด็นเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อที่ประชุมว่า เศรษฐกิจของประเทศเวลานี้กำลังคำรามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ท่ามกลางเสียงตะโกน “USA” จากผู้สนับสนุนในห้องประชุม ซึ่งดังขึ้นราวกับพยายามกลบเสียงคัดค้านจากอีกฝั่งหนึ่ง
เขายังคงกล่าวยกย่องผลงานของรัฐบาล โดยเน้นย้ำว่า ตนสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้ลดลงได้ พร้อมกล่าวหาวอดีตประธานาธิบดีไบเดนว่า เป็นผู้ดูแลช่วงเวลาที่เกิด “เงินเฟ้อเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ” แม้ข้อเท็จจริงจะระบุว่า ในอดีตสหรัฐฯ เคยเผชิญอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่านี้มาแล้ว
“ภายในเวลา 12 เดือน รัฐบาลของผมสามารถลดเงินเฟ้อพื้นฐานลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 5 ปี” เขากล่าวต่อสภาคองเกรส
นอกจากนี้ เขายังอ้างว่า นับตั้งแต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาลถึง 53 ครั้ง และรัฐบาลของเขาสามารถดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศได้มากกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปีแรกของการบริหารประเทศ
ส่วนในประเด็นผู้อพยพ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันพรมแดนของประเทศปลอดภัย ศัตรูหวาดกลัว กองทัพและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายมีความเข้มแข็ง และอเมริกาได้รับความเคารพอีกครั้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทั้งนี้ ทรัมป์โฟกัสไปที่การสั่งปิดพรมแดนสหรัฐฯ เพื่อไม่ให้ผู้อพยพเข้ามา แต่เขาไม่ได้กล่าวถึงมาตรการเนรเทศผู้อพยพครั้งใหญ่ออกนอกประเทศ ขณะเดียวกัน เขายังให้คำมั่นว่าจะปกป้องการอพยพที่ถูกกฎหมาย แม้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งจะสั่งระงับการออกวีซ่าผู้อพยพให้แก่ประชาชนจาก 75 ประเทศก็ตาม
ทรัมป์ยังอ้างถึงการอยู่เบื้องหลังของอัตราการเกิดอาชญากรรมที่ลดลงทั่วประเทศ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะออกมาบอกว่า เรื่องดังกล่าวมีความซับซ้อน เพราะตัวเลขอาชญากรรมเพิ่มขึ้นในช่วงการระบาดของโควิดก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่อาชญากรรมจะลดลงอยู่แล้วหลังจากสถานการณ์กลับมาดีขึ้นจากโรคระบาด
ทรัมป์ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลสูงสุดออกมาตัดสินว่าเขาทำผิดกฎหมายในการขึ้นภาษีต่อหลายประเทศทั่วโลก โดยเขากล่าวว่า “ผิดหวังและโชคไม่ดีเลย” แต่ก็บอกด้วยว่า เขาจะหันไปพึ่งองค์กรอื่นเพื่อให้ภาษีตอบโต้ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปโดยที่ไม่ต้องปรึกษาสภาคองเกรส
“เมื่อ 4 วันก่อน มีคำตัดสินที่ “โชคไม่ช่วยเลย” จากศาลสูงสุดของสหรัฐฯ คำตัดสินที่โชคไม่ดีเลย” ทรัมป์กล่าวเช่นนั้น
ทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลของเขากำลังเผชิญกับหนึ่งในการเอารัดเอาเปรียบครั้งใหญ่ที่สุดในยุคของเรา นั่นคือค่ารักษาพยาบาลที่สูงจนบีบคั้นประชาชน
ทรัมป์ตำหนิกฎหมายประกันสุขภาพของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา หรือที่รู้จักกันในชื่อ Affordable Care Act หรือโอบามาแคร์ โดยกล่าวหาว่าบริษัทประกันภัยใช้ช่องทางจากนโยบายดังกล่าวในการแสวงหากำไรจนร่ำรวย ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น
ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า เขาจะผลักดันนโยบายความโปร่งใสด้านราคาค่ารักษาพยาบาล และยุติต้นทุนค่ายาที่พุ่งสูงเกินจริงอย่างบ้าคลั่ง พร้อมเหน็บแนมผู้นำคนก่อน ๆ ว่าเอาแต่พูดแต่ไม่ลงมือทำจริง
ทรัมป์กล่าวถึงประเด็นอิหร่าน โดยย้ำถึงปฏิบัติการที่สหรัฐฯ โจมตีศูนย์นิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว และระบุว่า หลังจากปฏิบัติการครั้งนั้น อิหร่านได้รับการเตือนว่าอย่าพยายามซ่อมแซมโครงการอาวุธขึ้นมาใหม่ แต่อิหร่านยังคงทำเช่นนั้น พยายามที่จะทำตามความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์
ทรัมป์ยังบอกด้วยว่า อิหร่านต้องมาทำข้อตกลงหากต้องการหลีกเลี่ยงการโจมตีจากสหรัฐฯ
“ความต้องการของผมคือแก้ปัญหาเรื่องนี้ผ่านทางการทูต แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน ผมจะไม่มีวันยอมให้ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งพวกเขาเป็นเช่นนั้นอย่างชัดเจน ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์”
รายงานระบุว่า ก่อนเริ่มการแถลง ที่นั่งในสภาว่างหลายที่เลยทีเดียว เนื่องจากมีสมาชิกพรรคแดโมแครตราว 55 คน บอยคอตต์ไม่เข้าฟังการแถลงของทรัมป์ ดังนั้นจึงต้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติส่วนอื่นเข้ามาร่วมฟังแทน
แต่ในระหว่างการแถลง อัล กรีน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคแดโมแครตถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวออกจากห้องประชุม หลังจากชูป้ายข้อความว่า “Black people are not apes” แปลว่า คนผิวดำไม่ใช่ลิง
ป้ายดังกล่าวอ้างอิงถึงวิดีโอเชิงเหยียดผิวที่เพิ่งถูกแชร์โดยทรัมป์ ซึ่งเป็นคลิปที่ตัดต่อภาพอดีตประธานาธิบดีโอบามา ให้มีลักษณะเปรียบเปรยเป็นลิง เหตุการณ์ดังกล่าวจุดกระแสความไม่พอใจและเสียงประณามอย่างกว้างขวาง