
ภาวะหนี้ครัวเรือนไทยในช่วงไตรมาสสามของปี 2568 ยังคงสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง แม้ตัวเลขหนี้รวมจะลดลงต่อเนื่องจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน แต่การปรับลดดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความแข็งแรงของฐานะการเงินครัวเรือน หากเป็นผลจากความระมัดระวังด้านเครดิตท่ามกลางความสามารถในการชำระหนี้ที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงของหนี้ครัวเรือนไทยกำลังเปลี่ยนรูปแบบอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงสูงมากขึ้น ท่ามกลางการขยายตัวของสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงง่าย เช่น สินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันและบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่งเพิ่มความเปราะบางต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะถัดไป
ข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ในไตรมาสสาม ปี 2568 หนี้ครัวเรือนมีมูลค่ารวม 16.31 ล้านล้านบาท ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.29 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การปรับลดดังกล่าวสะท้อนความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ท่ามกลางสัญญาณชัดเจนว่าความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยกำลังถดถอยลง แม้หนี้รวมจะลดลง แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังคงทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 86.8 ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนว่าภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ
เมื่อพิจารณาโครงสร้างสินเชื่อ พบว่าสินเชื่อเกือบทุกประเภทหดตัว โดยสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจลดลงร้อยละ 1.4 นับเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาสหนึ่ง ปี 2556 สะท้อนความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย สินเชื่อเพื่อยานยนต์หดตัวร้อยละ 9.8 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่แปด สอดคล้องกับยอดจำหน่ายรถยนต์ที่ชะลอตัว ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อบัตรเครดิตหดตัวร้อยละ 0.8 และ 1.9 ตามลำดับ จากพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยที่ระมัดระวังมากขึ้นของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สูง
ในทางตรงกันข้าม สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์กลับขยายตัวเร่งขึ้นจากร้อยละ 1.3 ในไตรมาสก่อนหน้าเป็นร้อยละ 1.6 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) เป็นการชั่วคราว การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มปรับลดลง
แม้ยอดหนี้รวมจะลดลง แต่คุณภาพหนี้ครัวเรือนกลับส่งสัญญาณน่ากังวล ข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ระบุว่า ในไตรมาสสาม ปี 2568 หนี้ครัวเรือนที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป หรือ NPLs มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.4 ของสินเชื่อรวม และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสหนึ่งและไตรมาสสองของปีเดียวกัน
การเพิ่มขึ้นของ NPLs พบในทุกประเภทสินเชื่อ สะท้อนว่าปัญหาคุณภาพหนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกัน หากพิจารณาหนี้ที่ค้างชำระระยะสั้น 1-3 เดือน หรือ SMLs พบว่าสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงเหลือร้อยละ 3.1 จากร้อยละ 3.2 ในไตรมาสก่อน และลดลงเกือบทุกประเภทสินเชื่อ ยกเว้นสินเชื่อเพื่อการเกษตร
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าคุณภาพหนี้ครัวเรือนยังไม่ดีขึ้นอย่างแท้จริง การลดลงของ SMLs อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านของหนี้บางส่วนไปสู่สถานะผิดนัดชำระในระยะยาวมากขึ้น
สภาพัฒน์มองว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นคือการกำกับดูแลสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันและบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจากเงื่อนไขการพิจารณาที่ผ่อนปรนและขั้นตอนที่สะดวก สินเชื่อรูปแบบนี้จึงเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและถูกใช้อย่างแพร่หลาย แต่ในทางปฏิบัติกลับเอื้อต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ขาดความระมัดระวัง
กลุ่มผู้ใช้ BNPL มักมีอายุและรายได้ต่ำกว่าผู้กู้ในระบบสินเชื่อดั้งเดิม อีกทั้งหลายรายมีภาระหนี้จากสินเชื่อประเภทอื่นอยู่แล้ว ส่งผลให้ความเปราะบางทางการเงินสะสมสูงและมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ในอนาคต
งานวิจัยของภัคพล ตันติวิชช์ และคณะ (2568) เสนอให้ผลักดันผู้ให้บริการสินเชื่อผ่านแอปฯ และ BNPL ทุกรายเข้าร่วมระบบเครดิตบูโร พร้อมกำหนดเพดานหนี้รวม เพื่อให้การประเมินความสามารถในการชำระหนี้สะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริง และช่วยควบคุมคุณภาพสินเชื่อกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก SCB EIC สะท้อนว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มรายได้น้อย แต่เริ่มกระจายไปสู่ทุกระดับรายได้ โดยกลุ่มผู้มีรายได้ 15,000-30,000 บาทต่อเดือนยังคงเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาการชำระหนี้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่น่ากังวลคือกลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 100,000 บาทต่อเดือนกว่า 1 ใน 5 หรือร้อยละ 21.0 ก็เริ่มเผชิญปัญหาการผ่อนชำระเช่นกัน
นอกจากนี้ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือนประมาณ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 31.0 มีภาระหนี้สูงเกินร้อยละ 60 ของรายได้ ซึ่งสะท้อนว่าความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยโดยรวมกำลังอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้บริบทดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนักและวินัยทางการเงินในเชิงรุก ควบคู่กับการกำกับดูแลเชิงระบบ โดยเฉพาะการใช้มาตรการเชิงพฤติกรรมหรือ “การสะกิด” (nudge) เช่น การแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ หรือการสร้างแรงจูงใจจากการจ่ายหนี้ตรงเวลาในลักษณะของการลุ้นรางวัล ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการนำไปใช้และพิสูจน์ผลสำเร็จแล้วในต่างประเทศ (Cadena & Schoar, 2011) เพื่อจำกัดความเสี่ยงไม่ให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนขยายตัวจนกลายเป็นแรงฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยในระยะยาว