
ค่าครองชีพเป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสหรัฐฯ ให้ความสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ในการประชุมเมื่อคืนที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กลับมีมติคงอัตราดอกเบี้ย แม้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะเพิ่มขึ้น 3.7% จากปีก่อน และอัตราเงินเฟ้อตามมาตรวัดที่เฟดให้ความสำคัญยังสูงกว่าเป้าหมายถึง 50%
CNN รายงานว่า เหตุผลสำคัญคือ เฟดเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเดือนกันยายนเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องการรอดูผลของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนั้นก่อนตัดสินใจปรับขึ้นอีก โดยช่วงเวลาราว 6 สัปดาห์ก่อนการประชุมครั้งถัดไปในเดือนธันวาคมจะเปิดโอกาสให้เฟดประเมินว่าเศรษฐกิจตอบสนองต่อดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เฟดต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงสองด้าน หากขึ้นดอกเบี้ยซ้ำเร็วเกินไป ก็อาจซ้ำเติมตลาดแรงงานที่เริ่มเปราะบาง แต่หากรอนานจนเงินเฟ้อฝังตัว เฟดอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าเดิมในเดือนธันวาคม ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจมากกว่าการทยอยปรับขึ้นตั้งแต่ตอนนี้
บทวิเคราะห์จาก CNN ระบุว่า ความเปราะบางของตลาดแรงงานเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เฟดเลือกคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของธุรกิจ และอาจทำให้ธุรกิจมีเงินสำหรับจ้างพนักงานน้อยลง การขึ้นดอกเบี้ยซ้ำในช่วงที่การจ้างงานเริ่มชะลอตัวจึงเสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจเกินกว่าที่เฟดต้องการ
ในเดือนกันยายน การจ้างงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่คาดไว้มาก พร้อมกันนั้น ยังมีการปรับลดตัวเลขการจ้างงานรวมของสองเดือนก่อนหน้าลงอีก 60,000 ตำแหน่งจากที่เคยรายงาน สะท้อนว่าตลาดแรงงานอ่อนแอกว่าที่ประเมินไว้เดิม
เมื่อมองย้อนหลังไปในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา มีถึง 7 เดือนที่การจ้างงานลดลง รวมถึงเดือนกรกฎาคมที่ลดลง 10,000 ตำแหน่ง แม้อัตราว่างงานยังอยู่ที่ 4.2% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แต่ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้สะท้อนว่าผู้หางานยังมีโอกาสได้งานใหม่มากน้อยเพียงใด
นักเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์นี้ว่า “จ้างน้อย ปลดน้อย” หรือ low hire, low fire หมายถึงภาวะที่ธุรกิจไม่ค่อยปลดพนักงาน แต่ก็ไม่ค่อยรับคนเพิ่มเช่นกัน คนที่มีงานทำจึงอาจยังไม่เสี่ยงถูกเลิกจ้างมากนัก แต่หากลาออกจากงานเดิม การหางานใหม่ก็อาจยากขึ้น แม้ตลาดแรงงานยังไม่ถึงขั้นย่ำแย่ เฟดจึงต้องระมัดระวังไม่ให้การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มแรงกดดันจนสถานการณ์แย่ลง
เควิน วอร์ช ประธานเฟด ย้ำในการแถลงข่าวว่า ดอกเบี้ยส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ หากใช้ผิดจังหวะก็อาจสร้างความเสียหายได้ การรักษาเสถียรภาพราคาจึงไม่ควรยึดติดกับวันใดวันหนึ่งบนปฏิทิน หรือตัดสินใจจากตัวเลขเศรษฐกิจเพียงรายการเดียว แต่ต้องมีเป้าหมายชัดเจนและเลือกใช้นโยบายการเงินให้เหมาะกับสถานการณ์
นอกจากความเสี่ยงด้านการจ้างงาน วอร์ชยังมองว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ปรับลดลงหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเป็นสัญญาณที่น่าพอใจ และเป็นอีกเหตุผลให้เฟดรอประเมินผลของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนั้นก่อน
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนมุมมองต่อเงินเฟ้อในอนาคต จึงยังไม่ได้หมายความว่าราคาสินค้าและบริการในปัจจุบันชะลอการปรับขึ้นแล้ว
นอกเหนือจากตลาดแรงงาน CNN รายงานว่า ภาวะในตลาดการเงินยังช่วยลดความจำเป็นที่เฟดต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุด โดยช่วงหนึ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
แม้ผลตอบแทนพันธบัตรจะลดลงมาบ้าง และกลับมาอยู่ใกล้ระดับช่วงกลางเดือนกันยายน แต่ระดับที่ยังค่อนข้างสูงก็มีผลช่วยชะลอเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในลักษณะคล้ายกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เฟดจึงมีเหตุผลที่จะประเมินผลจากภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น ก่อนเพิ่มแรงกดดันด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกัน ตลาดได้เตรียมรับการคงดอกเบี้ยไว้แล้ว โดยเครื่องมือ FedWatch ของ CME สะท้อนความน่าจะเป็นถึง 91% ที่เฟดจะไม่เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ หากเฟดเลือกขึ้นดอกเบี้ยเหนือความคาดหมาย ก็อาจทำให้นักลงทุนต้องปรับพอร์ตอย่างรุนแรง และสร้างความผันผวนในตลาด
จังหวะใกล้การเลือกตั้งเป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบมาพิจารณา นารายานา โคเชอร์ลาโคตา อดีตประธานเฟดสาขามินนิอาโปลิส ให้ความเห็นว่า ความลังเลของเฟดอาจเกี่ยวข้องกับความต้องการหลีกเลี่ยงแรงวิจารณ์จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
อย่างไรก็ดี ข้อสังเกตนี้ยังเป็นความเห็นเกี่ยวกับแรงจูงใจในการตัดสินใจ ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าเฟดคงดอกเบี้ยเพราะเหตุผลทางการเมือง อีกทั้งในอดีต เฟดเคยปรับอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในช่วงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำลังจะเข้าคูหาเช่นกัน
การรอดูสถานการณ์มีความเสี่ยงสำคัญคือ เฟดอาจประเมินว่าเงินเฟ้อจะคลี่คลายเร็วกว่าที่เกิดขึ้นจริง และตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป คล้ายกับความผิดพลาดในปี 2564 ที่เฟดเคยมองว่าแรงกดดันด้านราคาเป็นเพียงภาวะชั่วคราว ก่อนที่เงินเฟ้อจะเร่งตัวรุนแรงในเวลาต่อมา
โดยทั่วไป เฟดมักไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อเงินเฟ้อจากปัญหาด้านอุปทาน เช่น ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากสงคราม เพราะสถานการณ์เหล่านี้คาดการณ์ได้ยาก อาจคลี่คลายได้เอง และการปรับดอกเบี้ยก็มีผลจำกัดต่อการแก้ต้นเหตุ แต่หากราคาพลังงานที่สูงขึ้นผลักให้ต้นทุนสินค้าและบริการอื่นเพิ่มขึ้นตาม แรงกดดันเงินเฟ้อก็อาจขยายวงและยืดเยื้อกว่าที่คาด
ประสบการณ์หลังการระบาดของโควิดสะท้อนความเสี่ยงนี้ได้ชัดเจน ในเวลานั้น เฟดประเมินว่าเงินเฟ้อจากปัญหาด้านอุปทานและห่วงโซ่อุปทานจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่ท้ายที่สุดกลับต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมสถานการณ์ รวมถึงการปรับขึ้นครั้งละ 0.75 จุดเปอร์เซ็นต์ติดต่อกัน 3 ครั้ง
แม้ภายหลังเฟดจะลดเงินเฟ้อลงมาอยู่ในระดับที่จัดการได้มากขึ้น แต่ก่อนหน้านั้น อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคได้พุ่งขึ้นถึง 9.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงสุดในรอบ 4 ทศวรรษ บทเรียนครั้งนั้นจึงทำให้การประเมินว่าเงินเฟ้อรอบนี้จะยืดเยื้อเพียงใดมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของเฟด
สัญญาณที่น่ากังวลในรายงานเงินเฟ้อเดือนกันยายนคือ ต้นทุนที่อยู่อาศัยและค่าเช่ากลับมาเร่งตัวเกินคาด หลังจากชะลอลงในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ขณะที่ราคาบริการอื่นก็ปรับขึ้นมากกว่าที่คาดไว้เช่นกัน สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพลังงาน
ราคาบริการที่ปรับขึ้นไปแล้วมักไม่ลดลงง่าย ๆ เช่น เมื่อสตูดิโอโยคะหรือผู้ให้บริการดูแลสนามหญ้าขึ้นราคาเพื่อชดเชยต้นทุนของตัวเอง แรงกดดันที่เริ่มจากพลังงานก็อาจส่งผ่านไปยังบริการเหล่านี้ และทำให้การลดเงินเฟ้อยากขึ้น
อีกแรงกดดันมาจากการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์และเทคโนโลยีที่รองรับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจมีส่วนทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป โดยราคาที่ปรับสูงขึ้นครอบคลุมตั้งแต่ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง และค่าแรง ไปจนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีส่วนบุคคล เช่น สมาร์ตโฟนและแล็ปท็อป
เมื่อแรงกดดันด้านราคาปรากฏทั้งในที่อยู่อาศัย ภาคบริการ และต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี เฟดจึงมีความเสี่ยงมากขึ้นหากประเมินว่าเงินเฟ้อจะชะลอลงตามราคาพลังงาน เพราะหากแรงกดดันเหล่านี้ยืดเยื้อ การรอดูสถานการณ์ในวันนี้อาจทำให้เฟดต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าเดิมในภายหลัง
สงครามกับอิหร่านเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ทิศทางราคาพลังงานยังไม่แน่นอน หลังทรัมป์ส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจยกระดับการทำสงครามหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่ CNN รายงานถึงความเป็นไปได้นี้เช่นกัน หากเกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันก็อาจปรับสูงขึ้นอีก และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม การยกระดับสงครามยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ การกำหนดนโยบายการเงินโดยอิงกับการคาดการณ์ดังกล่าวจึงมีความเสี่ยง เพราะราคาพลังงานอาจเปลี่ยนทิศและปรับลดลงได้รวดเร็วเช่นกัน หากสถานการณ์คลี่คลาย
ตัวอย่างหนึ่งคือ การระงับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศ ซึ่งยังดำเนินต่อเนื่องมาได้ และช่วยให้รัสเซียเพิ่มการผลิตน้ำมันดีเซลได้มากในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
หากยูเครนยังคงระงับการใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียต่อไป ปริมาณดีเซลที่เพิ่มขึ้นก็อาจช่วยกดราคาดีเซลในตลาดโลกลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
เฟดจึงต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงทั้งสองทาง หากสถานการณ์ด้านพลังงานผ่อนคลาย การรอดูผลอาจช่วยหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยเกินความจำเป็น แต่หากสงครามยกระดับและราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็อาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ทำให้เงินเฟ้อยืดเยื้อและเฟดต้องกลับมาใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้นในภายหลัง
ข้อจำกัดสำคัญของการใช้ดอกเบี้ยควบคุมเงินเฟ้อคือ ต้องใช้เวลากว่านโยบายจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ การขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ได้ลดแรงกดดันด้านราคาลงทันที ขณะเดียวกัน หากเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรง ก็อาจสร้างความเสียหายต่อตลาด ระบบการเงิน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้
ต้นทุนดังกล่าวปรากฏให้เห็นในปี 2565 เมื่อการขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ต่อเนื่องทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปีด้วยการปรับตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงิน และทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยชะงักงัน แม้ท้ายที่สุดเศรษฐกิจจะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้ แต่ก็เป็นผลลัพธ์ที่เฟดทำสำเร็จได้ไม่บ่อยครั้งในช่วงที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย
หากสงครามกับอิหร่านยกระดับ และการโจมตีในสงครามรัสเซีย-ยูเครนกลับมารุนแรงขึ้น แรงกดดันด้านราคาที่ตามมาอาจทำให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยอาจปรับขึ้นถึง 0.50 จุดเปอร์เซ็นต์ เพื่อชดเชยการรอดูสถานการณ์ในเดือนตุลาคม
การคงดอกเบี้ยครั้งนี้จึงเปิดโอกาสให้เฟดประเมินว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งก่อนเพียงพอที่จะลดเงินเฟ้อโดยไม่กระทบการจ้างงานมากเกินไปหรือไม่
หากเงินเฟ้อชะลอลงและตลาดแรงงานยังประคองตัวได้ การรอก็อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่หากแรงกดดันด้านราคายังขยายวง เฟดอาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยแรงขึ้นในเดือนธันวาคม และเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจมากกว่าการทยอยปรับขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม
อ้างอิง: CNN