
โครงการโซลาร์ภาคประชาชน หรือ “โซลาร์ล้านหลังคา” เปิดลงทะเบียนแล้วตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2570 โดยรัฐสนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งรายละ 50,000 บาท จำกัดไม่เกิน 1 ล้านรายทั่วประเทศ หรือจนกว่าวงเงินที่อนุมัติจะครบ คิดเป็นกรอบเงินอุดหนุน 50,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เองและลดภาระค่าไฟในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การเปิดโครงการเกิดขึ้นพร้อมข้อกังวลเรื่องต้นทุนของผู้ติดตั้ง ทั้งหลักประกันสัญญาและภาระดูแลระบบต่อเนื่อง 7 ปี ขณะที่มีผู้ประกอบการรายย่อยบางรายประกาศไม่เข้าร่วมแล้ว แม้เหตุผลของแต่ละรายยังต้องแยกตรวจสอบ ไม่ควรสรุปว่าทุกรายถอนตัวเพราะเงื่อนไขทางการเงินเดียวกัน
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือการมีชื่อ “ซิโน-ไทย” บริษัทขนาดใหญ่ภายใต้การดูแลของตระกูลชาญวีรกูล ครอบครัวของนายกรัฐมนตรี อยู่ในทะเบียนผู้ให้บริการ ท่ามกลางคำถามว่าเกณฑ์หลักประกันสัญญาเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่หรือไม่ ผู้ติดตั้งรายย่อยจะเข้าถึงงานได้จริงเพียงใด และกติกาดังกล่าวจะส่งผลต่อการกระจายงานระหว่างบริษัทที่มีฐานทุนต่างกันอย่างไร
โครงการนี้ช่วยออกค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งโซลาร์ รายละ 50,000 บาท จำกัดไม่เกิน 1 ล้านราย หรือจนกว่าวงเงินจะครบ ผู้สมัครยังต้องรับผิดชอบค่าติดตั้งส่วนที่เหลือ และดำเนินการให้ครบเงื่อนไขก่อนรับเงินสนับสนุน โดยมีรายละเอียดที่ควรตรวจสอบดังนี้
1. ตรวจสิทธิจากชื่อผู้ใช้ไฟและประเภทมิเตอร์
2. ติดตั้งใหม่ได้ และบ้านที่มีโซลาร์อยู่แล้วก็ติดเพิ่มได้
ตัวอย่างเช่น บ้านมีระบบเดิม 3 kWp แล้วติดเพิ่มอีก 2 kWp แม้รวมเป็น 5 kWp แต่ส่วนที่เพิ่มยังไม่ถึงขั้นต่ำ จึงไม่ผ่านเกณฑ์ขนาดสำหรับขอเงินสนับสนุน หากติดเพิ่ม 5 kWp ส่วนใหม่จึงถึงเกณฑ์ โดยยังต้องผ่านการตรวจและอนุญาตเชื่อมต่อด้วย
ในด้านรูปแบบการติดตั้ง ข้อมูลที่เผยแพร่รองรับทั้งโซลาร์บนหลังคา บนพื้นดิน และโซลาร์ลอยน้ำ แต่ต้องเลือกรูปแบบและขนาดให้เหมาะกับพื้นที่และเงื่อนไขการเชื่อมต่อ
3. เลือกผู้ติดตั้งที่อยู่ในทะเบียนโครงการ
ต้องติดตั้งผ่าน กฟน. กฟภ. หรือผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าแห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเลือกการไฟฟ้าเป็นผู้ติดตั้งเอง แต่ต้องตรวจชื่อบริษัทในทะเบียนก่อนตกลงจ้าง เพราะหากใช้ผู้ติดตั้งนอกบัญชีจะไม่ได้รับเงินสนับสนุน
ก่อนลงนาม ควรให้ผู้ติดตั้งสำรวจหน้างานและเสนอราคาให้ชัดว่า รวมอุปกรณ์ งานติดตั้ง งานเพิ่มเติม และบริการหลังการขายอะไรบ้าง ราคาสุทธิอาจต่างกันตามสภาพพื้นที่และแพ็กเกจ จึงควรดูรายละเอียดควบคู่กับราคา
4. ลงทะเบียนและเชื่อมต่อให้ทันกำหนด
ข้อมูลที่ควรเตรียม ได้แก่ ข้อมูลบัตรประชาชน เบอร์ติดต่อ ข้อมูลสถานที่ติดตั้ง และบิลค่าไฟสำหรับดูหมายเลขผู้ใช้ไฟหรือ CA กับรหัสมิเตอร์ ทั้งนี้ การส่งแบบลงทะเบียนยังไม่ถือว่าได้รับอนุมัติเงินสนับสนุน ต้องผ่านการตรวจคุณสมบัติและดำเนินการตามเกณฑ์ให้ครบ
5. ตรวจเงื่อนไขภาษีและสวัสดิการก่อนตัดสินใจ
6. เงิน 50,000 บาทจ่ายอย่างไร และต้องเตรียมเงินเท่าไร
การรับเงินแบ่งตามวิธีชำระค่าติดตั้ง ดังนี้
ตัวอย่างค่าติดตั้ง 140,000 บาท เมื่อได้รับเงินช่วยครบ 50,000 บาท ภาระสุทธิเหลือ 90,000 บาท ก่อนรวมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่น ผู้จ่ายเองต้องเตรียมเงินตามราคาติดตั้งก่อน ส่วนผู้กู้ต้องดูวงเงินที่อนุมัติและเวลาที่เงินสนับสนุนเข้ามาลดหนี้
7. ขอสินเชื่อได้ แต่ต้องผ่านเกณฑ์ธนาคาร
ธนาคารที่ร่วมโครงการ ได้แก่ ออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยรายละเอียดการอนุมัติขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร
สำหรับสินเชื่อออมสิน ธนาคารประกาศเงื่อนไขเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ดังนี้
ธนาคารอื่นมีเงื่อนไขต่างกัน ธ.ก.ส. ให้กู้เฉพาะเกษตรกรลูกค้า วงเงินรวมเงินสนับสนุนไม่เกินค่ามาตรฐาน 140,000 บาท ใช้แผงโซลาร์เป็นหลักประกัน และต้องอนุมัติ ทำสัญญา และเบิกจ่ายภายใน 31 สิงหาคม 2570 ส่วน ธอส. ให้กู้สูงสุด 90,000 บาท (ไม่รวมเงินสนับสนุน) และกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ไม่เกิน 70%
ดังนั้น ผู้ที่สนใจขอสินเชื่อจึงต้องแยกการได้รับสิทธิโครงการออกจากการอนุมัติสินเชื่อ เพราะผู้สมัครที่ผ่านคุณสมบัติรับเงินสนับสนุน 50,000 บาท ยังต้องผ่านการพิจารณาของธนาคารอีกขั้นหนึ่งหากต้องการสินเชื่อ
8. ขายไฟส่วนเกินได้ตามเงื่อนไขการรับซื้อ
ไฟฟ้าที่ผลิตได้ใช้ภายในบ้านก่อน ส่วนที่เหลือเสนอขายให้การไฟฟ้าได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย แต่รับซื้อไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ แม้ระบบในโครงการจะติดตั้งได้ถึง 10 kWp ก็ตาม
ผู้ที่ต้องการขายไฟต้องยื่นคำขอแยก ผ่านการพิจารณาทางเทคนิค ชำระค่าตรวจการเชื่อมต่อ และลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า การรับเงินอุดหนุนจึงไม่ได้ทำให้ได้สิทธิขายไฟโดยอัตโนมัติ
ด้านระยะเวลารับซื้อ กพช. มีมติเมื่อ 18 กันยายน 2569 ให้ขยายเป็น 20 ปี แต่หน้าโครงการของ กฟภ. ยังอ้างประกาศ กกพ. ที่ระบุ 10 ปี ผู้สมัครจึงควรตรวจระยะเวลาในสัญญาที่ลงนามจริง สำหรับผู้ที่กู้ธนาคาร มติ ครม. กำหนดให้ธนาคารหักรายได้ค่าขายไฟไปชำระเงินต้นก่อน ส่วนที่เหลือจึงคืนผู้กู้
ข้อกังวลของผู้ติดตั้งอยู่ที่การต้องเตรียมเงินซื้ออุปกรณ์และจ่ายค่าแรง ควบคู่กับการจัดหาวงเงินค้ำประกันและรับภาระดูแลระบบหลายปี บริษัทจึงต้องประเมินทั้งจำนวนงานที่รับได้ในวันนี้ และต้นทุนที่ยังผูกพันหลังส่งมอบงานไปแล้ว
1. หลักประกันแบ่งเป็นสองช่วง และคืนเมื่อใด
คู่มือประชาชนบนเว็บไซต์ กฟน. ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ยังระบุว่าเป็นร่างเพื่อพิจารณาและยังไม่มีผลเป็นข้อกำหนดบังคับใช้ รายละเอียดต่อไปนี้อธิบายตามคู่มือและร่างสัญญาที่เผยแพร่
2. ระยะ 6 เดือน 7-8 เดือน และ 7 ปี หมายถึงอะไรบ้าง?
3. หนังสือค้ำประกันกระทบเงินหมุนเวียนอย่างไร
หนังสือค้ำประกันธนาคาร หรือ Bank Guarantee เป็นคำรับรองของธนาคารว่าจะจ่ายเงินตามเงื่อนไขเมื่อผู้รับจ้างผิดสัญญา ผู้รับจ้างจึงต้องขอวงเงินจากธนาคาร และเสียค่าธรรมเนียมออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันด้วย
ภาระของแต่ละบริษัทอาจแตกต่างกัน เช่น
กรณีธนาคารจ่ายตามหนังสือค้ำประกัน ธนาคารยังสามารถเรียกเงินคืนจากลูกค้าผู้ขอค้ำประกันได้ จึงไม่ใช่การโอนความรับผิดชอบทั้งหมดให้ธนาคาร
4. ภาระ 7 ปีมีต้นทุนมากกว่าวงเงินค้ำประกัน
ข้อมูลสรุปมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 ตุลาคมที่แนวหน้าเผยแพร่ ระบุหน้าที่ผู้ติดตั้งไว้ ได้แก่
หากดูแลงาน 100 หลัง เฉพาะการล้างแผงปีละครั้งตลอด 7 ปี ก็เท่ากับงานบริการอย่างน้อย 700 ครั้ง ยังต้องเผื่อกำลังคน ค่าเดินทาง อุปกรณ์ และงานแก้ไขที่อาจเกิดขึ้น ต้นทุนเหล่านี้จึงต้องนำมาประเมินตั้งแต่เสนอราคา แม้จะได้รับค่าติดตั้งไปแล้วก็ตาม
5. ตัวอย่างรับงาน 100 หลัง เหตุใดภาระจึงสะสมได้
หากคำนวณเฉพาะวงเงินหนังสือค้ำประกันตามโครงสร้างในร่าง โดยสมมติว่างานแต่ละชุดอยู่ในช่วงเดียวกัน จะเห็นภาพดังนี้
สถานะงาน | วงเงินหนังสือค้ำประกันรวม |
งานชุดแรก 100 หลังอยู่ระหว่างดำเนินงาน | 100 × 50,000 = 5 ล้านบาท |
งานชุดแรกเปลี่ยนหลักประกันครบ เข้าสู่ช่วงบริการหลังการขาย | 100 × 10,000 = 1 ล้านบาท |
รับงานชุดใหม่อีก 100 หลัง ขณะที่ชุดแรกยังอยู่ในประกัน | ชุดเดิม 1 ล้านบาท + ชุดใหม่ 5 ล้านบาท = 6 ล้านบาท |
ตัวเลข 6 ล้านบาทในตัวอย่างสุดท้ายเป็นภาระของงาน สองชุดรวม 200 หลัง ส่วนเงินสดที่ต้องกันจริงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขธนาคารของบริษัท และยังต้องเตรียมเงินซื้ออุปกรณ์กับจ่ายค่าแรงแยกต่างหาก
การคืนหลักประกันและระยะเวลาอนุญาตเชื่อมต่อจึงมีผลต่อจำนวนงานที่ผู้ติดตั้งรับได้ ขณะที่งานที่ส่งมอบแล้วก็ยังสร้างภาระดูแลต่อเนื่อง การกำหนดเงื่อนไขฉบับจริงให้ชัดจึงสำคัญต่อทั้งการคุ้มครองเจ้าของบ้านและการวางแผนเงินทุนของผู้ประกอบการ
6. ผู้ประกอบการเริ่มมีทั้งไม่เข้าร่วม จำกัดงาน และรอดูเกณฑ์ฉบับจริง
หลังปรากฏเกณฑ์ดังกล่าวสำหรับผู้ประกอบการออกมา แต่ละบริษัทมีท่าทีตอบรับต่างกัน ได้แก่
ทั้งนี้ ขณะนี้มีเพียงรายงานข่าวการถอนตัวของผู้ติดตั้งโซลาร์รายย่อย โดยยังไม่มีการยืนยันตัวเลขผู้ถอนตัวจากโครงการในภาพรวมอย่างเป็นทางการ
สำนักข่าวอิศรารายงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมว่า พบชื่อบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ในรายชื่อผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนกับ กฟภ. และพบชื่อบริษัท กัลฟ์1 จำกัด ในเครือกัลฟ์ ในหน้าแรกของระบบ กฟน.
ทั้งนี้ รายชื่อที่อิศรานำมาแสดงเรียงตามตัวอักษร การอยู่หน้าแรกจึงไม่ได้สะท้อนการจัดลำดับ ส่วนระบบ กฟน. มีผู้รับจ้างขึ้นทะเบียนรวม 665 ราย ชื่อซิโน-ไทยถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นบริษัทที่ตระกูลชาญวีรกูลก่อตั้ง และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับ กฟน. และ กฟภ. เคยเป็นผู้บริหารบริษัทในรุ่นที่สอง
หลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว นายกฯ ได้ออกมาตอบโต้เมื่อ 28 ตุลาคมว่าโครงการมีแต่ประโยชน์ต่อประชาชน และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าบริษัทได้รับงานหรือได้เปรียบจากเกณฑ์ใด
ดังนั้น ข้อกังวลเรื่องเอื้อทุนใหญ่จึงอยู่ที่ผลของกติกาต่อการแข่งขัน หากผู้รับงานต้องเข้าถึงวงเงินค้ำประกันจำนวนมากและรับภาระบริการหลายปี บริษัทที่มีฐานทุนแข็งแรงย่อมมีโอกาสรองรับงานพร้อมกันได้มากกว่า
ทั้งนี้ นี่เป็นข้อวิเคราะห์จากโครงสร้างภาระเงินทุน ส่วนข้อกล่าวหาว่ามีการออกแบบเกณฑ์เพื่อเอื้อบริษัทใดโดยเจตนายังต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ตั้งคำถามผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมว่า กติกาอาจเอื้อผู้รับเหมารายใหญ่และกีดกัน SME รวมถึงตั้งคำถามว่าเม็ดเงินจะไหลไปซื้ออุปกรณ์นำเข้าจากจีนหรือไม่ เขายังตั้งข้อสังเกตต่อบทบาทของการไฟฟ้าที่ทั้งอนุมัติและมีบริการติดตั้งผ่านหน่วยงานหรือบริษัทในเครือ พร้อมเสนอแนวทางแก้ 4 ข้อ
ด้านเว็บไซต์โครงการ กฟน. ระบุว่าบริการติดตั้งของตนดำเนินการโดยบริษัท เอ็มอีเอ สมาร์ทเอนเนอร์ยี่โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ
เพื่อชี้แจงต่อข้อครหาดังกล่าว ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงตามที่รายงานเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมว่า ไม่น่าเกิดการเอื้อรายใหญ่ เพราะมีผู้ให้บริการเพียงพอ ประชาชนเลือกผู้ติดตั้งเอง และเพิ่มรายชื่อผู้ประกอบการได้ตลอด พร้อมระบุว่าชุดมาตรฐาน 5 กิโลวัตต์ราคาไม่เกิน 140,000 บาทเป็นราคาอ้างอิงให้แข่งขันด้านราคาและบริการ อย่างไรก็ตาม นายลวรณไม่ได้ระบุว่าจะทบทวนหลักประกัน ประกันภัย หรือภาระหลังการขายหรือไม่
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือ จำนวนผู้ขึ้นทะเบียนที่พร้อมรับงานจริง ระยะเวลาอนุญาตเชื่อมต่อ เงื่อนไขหลักประกันฉบับที่ใช้จริง และการกระจายงานระหว่างรายใหญ่กับรายย่อย ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยประเมินได้ว่าหลักประกันที่ออกแบบเพื่อคุ้มครองเจ้าของบ้านมีภาระเหมาะสมเพียงใด และการแข่งขันเปิดกว้างตามคำชี้แจงของรัฐหรือไม่
อ้างอิง: Thai PBS, ประชาไท, การไฟฟ้านครหลวง, MEAei, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, MEA My Energy, ข่าวสด, มติชน (ขายไฟส่วนเกิน), กรุงเทพธุรกิจ (สินเชื่อออมสิน), อินโฟเควสท์, สยามบิสซิเนสนิวส์, สยามรัฐ, ฐานเศรษฐกิจ, กรุงเทพธุรกิจ (ปลัดคลัง), มติชน (WAY SOLAR), The Nation, TOP NEWS, มิติหุ้น, สำนักข่าวอิศรา, ประชาชาติธุรกิจ, The Thaiger, เดลินิวส์, มติชน (ภาวุธ), The Standard