Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
MINT กำไรปี 68 โต 16% เผยเหตุผลส่ง ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ IPO ฮ่องกง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

MINT กำไรปี 68 โต 16% เผยเหตุผลส่ง ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ IPO ฮ่องกง

20 ก.พ. 69
21:15 น.
แชร์

แม้เผชิญหลายความท้าทายในปี 2568 แต่บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT บริษัทธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งเป็นเจ้าของ ผู้บริหาร และทุนในโรงแรม 636 แห่ง ใน 63 ประเทศ และมีร้านอาหารมากกว่า 2,746 สาขา ใน 26 ประเทศ ยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง กำไรเติบโตเป็นเลขสองหลัก และฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

MINT รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,472 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับทั้งปี 2568 มีรายได้จากการดำเนิน 165,513 ล้านบาท โตขึ้น 3% เป็นรายได้จากไมเนอร์ โฮเทลส์ 80% และไมเนอร์ ฟู้ด 20% กำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 9,700 ล้านบาท โตขึ้น 16% เป็นกำไรจากจากไมเนอร์ โฮเทลส์ 73% และกำไรจากไมเนอร์ ฟู้ด 27%

ขณะเดียวกัน MINT ยังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดระดับหนี้ควบคู่กับการเติบโตของผลกำไรช่วยทำให้อันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตปรับตัวดีขึ้นและส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2568 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity ratio: D/E) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 0.86 เท่า จาก 0.90 เท่า ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (net debt to EBITDA ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 4.60 เท่า จาก 4.66 เท่า ในไตรมาสก่อนหน้า

ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลายของ MINT และความสามารถในการแปลงโมเมนตัมของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น

โฮเทลส์กำไรพุ่ง 32% ฟู้ดโต 5%

MINT ระบุว่า ผลการดำเนินงานได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้านการเดินทางทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่งในตลาดหลัก กลยุทธ์ด้านราคาและการขายที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจโรงแรม รวมถึงนวัตกรรมสินค้าและการขยายเครือข่ายร้านอาหารอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำกำไร อีกทั้งวินัยด้านต้นทุนและการบริหารเงินทุนเชิงรุก ช่วยแปลงการเติบโตของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น และเสริมความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

จำแนกรายธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ มีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในยุโรป ประเทศไทย และมัลดีฟส์ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขายยูนิตในโครงการที่พักอาศัย สำหรับทั้งปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 32% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงิน (reported net profit) เพิ่มขึ้น 38%

ในไตรมาส 4 ปี 2568 การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ของ MINT มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดโรงแรมใหม่ในตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และโอเชียเนีย ควบคู่กับการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมมากกว่า 10 แห่ง รวมถึงการเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา การขยายธุรกิจเพิ่มเติมในประเทศจีน ไทย อินเดีย และออสเตรเลีย การเปิดตัวแบรนด์ Colbert Collection ในสหราชอาณาจักร และโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) แบบสแตนด์อโลนแห่งแรกของ MINT ในตะวันออกกลาง

MINT ระบุว่า ธุรกิจที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) กำลังก้าวขึ้นเป็นกลไกการเติบโตที่มีอัตรากำไรสูง โดยปัจจุบันประมาณ 20% ของโครงการในแผนการพัฒนา (Pipeline) ของโรงแรมมีองค์ประกอบของที่พักอาศัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุนและสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีความสม่ำเสมอในระยะยาว

ส่วนไมเนอร์ ฟู้ดรายงานการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่ม 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในประเทศออสเตรเลียและจีน หลังดำเนินกลยุทธ์ด้านแบรนด์และการบริหารจัดการร้านอย่างตรงจุด สำหรับทั้งปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 19%

MINT ระบุว่า ธุรกิจร้านอาหารยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยโอกาสการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์และ Asset-Light (การขยายธุรกิจโดยลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร) โดยมีจุดเด่นสำคัญ เช่น การเปิดตัวบุฟเฟต์เพื่อสุขภาพและสลัดบาร์รูปแบบขยายของ Sizzler Thailand ในกรุงเทพฯ การเปิดร้านใหม่สุทธิ 32 สาขาในไตรมาส 4 ปี รวมถึงการเปิดร้าน GAGA และ Dairy Queen ในอินโดนีเซีย และการนำแบรนด์ Poulet เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย

นอกจากนั้น MINT ระบุว่า ความสนใจจากพันธมิตรแฟรนไชส์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความแข็งแกร่งของแบรนด์โมเดลธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนต่อหน่วยในระดับที่ดีของร้านที่น่าสนใจ และระบบการดำเนินงานที่พิสูจน์แล้ว โดยอินโดนีเซียเริ่มก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน MINT ได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศอินเดีย ผ่านการเปิดร้านภายใต้แบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder

แผนปี 2569-2571 มุ่งกำไรโต 15%-20%

สำหรับปี 2569 ดิลลิปกล่าวว่า MINT ยังโฟกัสทั้งการเติบโตและฐานะการเงิน พยายามที่จะทำให้กำไรและอัตรากำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหลากหลายวิธีและหลากหลายกลยุทธ์ โดยกลยุทธ์สำคัญคือ การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light

ดิลลิปบอกรายละเอียดว่า สำหรับไมเนอร์ โฮเทลส์ คาดว่าปี 2569 นี้จะสร้างสถิติใหม่ทั้งการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมและสัญญา Master Agreement เพื่อขยายโครงการหลายแห่ง ควบคู่การเติบโตต่อเนื่องของ Branded Residences ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้ประจำระยะยาว คาดว่ายอดขายจากโครงการ Kiara Reserve Phuket มูลค่า 3,000 ล้านบาท อยู่ในระดับมากกว่า 50% แล้ว และมีกำหนดส่งมอบครบในปี 2569 ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้กับบริษัทเพิ่มเติม ส่วนไมเนอร์ ฟู้ด ยังเห็นโอกาสขยายธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย จากแบรนด์ที่เติบโตดีและความต้องการแฟรนไชส์สูง

ทั้งนี้ MINT ตั้งเป้าหมายระยะ 3 ปี (2569-2571) ดังนี้

  • โรงแรมเพิ่มจากปัจจุบัน 636 แห่ง เป็น 850 แห่ง ในปี 2571
  • ร้านอาหารเพิ่มจากปัจจุบัน 2,746 สาขา เป็น 4,150 สาขา ในปี 2571
  • รายได้จากการดำเนินงานเติบโตปีละ 6%-8%
  • กำไรสุทธิเติบโต 15%-20%
  • อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (debt to equity ratio) ลดลงจาก 0.90 เท่า (ไตรมาส 4/2568) เหลือ 0.75-0.85 เท่า ในปี 2571
  • อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (net debt to EBITDA ratio) ลดลงจาก 4.60 เท่า (ไตรมาส 4/2568) เหลือ 4 เท่า ในปี 2571

สำหรับงบลงทุนในสินทรัพย์ (Capex) MINT ตั้งงบฯ ปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท-16,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ 65% ใช้ในการรีโนเวท-อัปเกรดโรงแรม ส่วนปี 2570 และ 2571 ตั้งไว้ปีละประมาณ 14,000 ล้านบาท

เผยเหตุผลนำไมเนอร์ ฟู้ด IPO ฮ่องกง

มูฟเมนต์สำคัญของ MINT ที่จะได้เห็นในปีนี้ คือ โปรเจ็กต์ระดมทุนสองโปรเจ็กต์ โปรเจ็กต์แรก คือ นำโรงแรม 14 แห่งเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะ IPO ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพื่อนำเงินจากการขายกอง REIT มาชำระหนี้ ทั้งนี้ MINT จะยังคงถือกอง REIT อย่างมีนัยสำคัญ (อาจต่ำกว่า 50% เล็กน้อย) และอีกโปรเจ็กต์ คือ การนำ ไมเนอร์ ฟู้ด เสนอขายหุ้น IPO ที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ตามที่มีข่าวออกมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้

สำหรับเหตุผลที่เลือกจะนำกอง REIT เข้าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และเล็งจะนำไมเนอร์ ฟู้ด IPO ที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงนั้น CEO กลุ่ม MINT อธิบายว่า ในตอนแรกพิจารณาที่จะนำ REIT เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่นักลงทุนในไทยไม่นิยมและไม่ได้มีมุมมองว่า REIT เป็นตราสารการลงทุนมากนัก ขณะที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์มีนักลงทุนที่เข้าใจและช่ำชองเรื่อง REIT จำนวนมาก

ส่วนเหตุผลที่พิจารณาจะนำไมเนอร์ ฟู้ด เข้าตลาดหุ้นฮ่องกงนั้นเพราะเห็นว่า ไมเนอร์ ฟู้ด มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งน่าจะดึงดูดนักลงทุนได้ดี และการขาย IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกงน่าจะเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าและดึงดูดความน่าสนใจได้มากกว่าในไทย เนื่องจากตลาดหุ้นฮ่องกงมีฐานนักลงทุนกว้างกว่าตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการศึกษาพิจารณารายละเอียด คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเข้าตลาดในปลายปีนี้

แชร์
MINT กำไรปี 68 โต 16% เผยเหตุผลส่ง ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ IPO ฮ่องกง