
กระแสการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO) ในตลาดหุ้นฮ่องกงกลับมาคึกคักที่สุดในรอบหลายปี โดยมูลค่าการเสนอขายหุ้นใหม่ในปี 2025 แตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี และความคึกคักนั้นยังคงต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ซึ่งถือว่าเริ่มต้นปีได้อย่างคึกคักมากเป็นประวัติการณ์
แต่ความร้อนแรงนี้กลับเผชิญ ‘คอขวด’ สำคัญ เมื่อจำนวนบริษัทที่ยื่นคำขอจดทะเบียนพุ่งสูงกว่าปกติ โดยมีคำขอจดทะเบียนมากถึง 430 รายการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะที่ธนาคารเพื่อการลงทุนกำลังขาดแคลน Principal Banker (วาณิชธนากรหรือที่ปรึกษาทางการเงินระดับอาวุโสที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ลงนามหลักตามเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล) ส่งผลให้บริษัทที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนอาจต้องเลื่อนการยื่นคำขอจดทะเบียนออกไปก่อน ส่วนบริษัทที่เริ่มเล็งจะเข้าตลาด อาจต้องต่อแถวรอคิวยาว
ตามการรายงานของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) บริษัทการเงินในฮ่องกงกำลังเร่งสรรหานายธนาคารเพิ่ม เพื่อมาดูแลดีลเสนอขายหุ้นต่อ IPO ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาหลายปี เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากย้ายออกไปทำงานนอกฮ่องกง หลังการปราบปรามบริษัทเทคโนโลยีจีนเมื่อหลายปปีก่อน ซึ่งทำให้ตลาดซบเซา ส่งผลให้ธนาคารหลายแห่งปรับลดขนาดธุรกิจลง
ในขณะที่ IPO กลับมาบูม ธนาคารเพื่อการลงทุนในฮ่องกงกำลังเผชิญแรงกดดันในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ และถูกตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพเอกสารการเสนอขายหุ้น IPO
ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Securities and Futures Commission: SFC) เพิ่งส่งสัญญาณเตือนไปยังธนาคารเพื่อการลงทุน 13 แห่ง ซึ่งดูแลคำขอจดทะเบียนมากกว่า 70% จากทั้งหมดกว่า 430 รายการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยเน้นย้ำถึงความไม่เพียงพอของบุคลากรในระดับ ‘Principal Banker’ หรือที่ปรึกษาการเงินระดับอาวุโสที่เป็นผู้ลงนามหลักในการกำกับดูแลธุรกรรม ซึ่งบางรายต้องรับผิดชอบธุรกรรมพร้อมกันมากถึง 19 รายการ
ทั้ง 13 ธนาคารที่ได้รับจดหมายเตือนมีเวลาภายในสัปดาห์นี้เท่านั้นที่จะต้องรายงานชื่อและจำนวนวาณิชธนากรผู้ลงนามหลัก รวมถึงระบุจำนวนดีลที่แต่ละคนกำลังดูแลอยู่ต่อ SFC
นอกจากปัญหาการขาดแคลน Principal Banker แล้ว SFC ยังแสดงความกังวลต่อประสบการณ์ที่ยังน้อยของทีมงาน IPO โดยรวมด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2024-2025 มีสมาชิกทีมธุรกรรม IPO กว่า 40% ของสองธนาคารที่มีประสบการณ์น้อยกว่า 1 ปี
บลูมเบิร์กอธิบายว่า การทำ IPO ในฮ่องกงต้องมี ‘Signing Principal’ (วาณิชธนากรผู้ลงนามหลัก หรือที่ปรึกษาทางการเงินผู้มีอำนาจลงนาม) ซึ่งต้องมีประสบการณ์หลายปี ต้องมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาการทำธุรกรรม และต้องผ่านการสอบหลายรายการ โดยคุณสมบัติที่จำเป็น คือ ต้องเคยดำรงตำแหน่งผู้ควบคุมการปฏิบัติงาน (Responsible Officer: RO) หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกำกับดูแลกิจกรรมที่ SFC กำหนดว่าเป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (SFC) ระบุว่า จำนวนเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกำกับดูแล (Responsible Officer: RO) ลดลงถึง 90 คนนับตั้งแต่ปี 2020 เหลือเพียง 1,185 คน ณ สิ้นปี 2025 และปัจจุบันฮ่องกงมีวาณิชธนากรผู้ลงนามหลัก (Signing Principal) เหลืออยู่เพียง 445 คนเท่านั้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต้องมีคุณสมบัติสูงผ่านการสอบหลายรายการ และมีประสบการณ์เข้มข้นในการควบคุมปฏิบัติงานหลัก อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลว่าจำนวนนี้เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ๆ อย่างไร
ทั้งนี้ ธนาคารผู้จัดการการขายหุ้น IPO อันดับต้น ๆ ของฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว ได้แก่ China International Capital Corp., Citic Securities Co., Huatai Securities Co., GF Securities Co. และ Bank of China Ltd. ซึ่งล้วนเป็นธนาคารจีน โดย 5 ธนาคารนี้ดูแลดีลรวมกันเป็นมูลค่า 14,600 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 37% ของตลาด แต่ยังไม่ชัดเจนว่าธนาคารเหล่านี้มีรายใดบ้างที่อยู่ในกลุ่ม 13 ธนาคารที่ถูกหน่วยงานกำกับดูแลเตือนเรื่องมีวาณิชธนากรไม่เพียงพอ
เค่อ เกิง (Ke Geng) หุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมาย O’Melveny & Myers LLP คาดการณ์ว่า จำนวนการยื่นคำขอจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงจะลดลงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากธนาคารซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์จำเป็นต้องกลับไปจัดการสะสางปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากร
ในขณะที่กระแสการทำ IPO ในฮ่องกงยังร้อนแรง บรรดาวาณิชธนากรและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ต่างต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น โดยบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ที่ถูกธนาคารปฏิเสธเนื่องจากปริมาณงานล้นมือต่างก็เริ่มมองหาที่ปรึกษาทางการเงินรายใหม่เข้ามาดูแลแทน ด้านธนาคารบางแห่งก็เริ่มพิจารณาเลือกให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีชื่อเสียงหรือมีโปรไฟล์โดดเด่นก่อน
เค่อ เกิง แสดงความเห็นว่า ในท้ายที่สุด ธนาคารเหล่านั้นอาจจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกว่าจะยอมทิ้งบางดีลไป หรือจะเลื่อนการดำเนินการออกไปก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังคนที่มีอยู่
ด้วยความขาดแคลนบุคลากร ทำให้การดึงตัวบุคลากรระหว่างธนาคารกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งซิด ซิบัล (Sid Sibal) กรรมการผู้จัดการบริษัทจัดหางานด้านการเงิน Aster Recruiting บอกว่า เขาเห็น Signing Principal ย้ายงานพร้อมการปรับขึ้นเงินเดือนสูงกว่าปกติถึง 45% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
“ถ้าใครยังไม่ใช่ Signing Principal ธนาคารก็ไม่เรียกสัมภาษณ์ด้วยซ้ำ” ซิบัลกล่าว พร้อมเสริมว่า ความต้องการนี้สะท้อนว่าธนาคารจำเป็นต้องมีคนที่พร้อมรับผิดชอบธุรกรรม IPO ได้ทันที แทนที่จะต้องใช้เวลารอให้พนักงานสะสมคุณสมบัติจนครบ
นอกจากนั้น เควิน เลียม (Kevin Liem) ผู้บริหารสถาบันหลักทรัพย์และการลงทุนของฮ่องกง (Hong Kong Securities and Investment Institute) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดสอบคุณสมบัติงานสนับสนุน IPO เปิดเผยว่า ความต้องการสมัครสอบคุณสมบัติผู้สนับสนุน IPO เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะธนาคารต่างเร่งให้พนักงานสอบผ่านให้ได้มากที่สุดโดยเร็วที่สุด
อ้างอิง : Bloomberg