Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
‘หุ้น 7 นางฟ้า’ ตัวไหนยังน่าซื้อบ้าง ? เมื่อหลายตัวผลงานต่ำกว่าตลาด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

‘หุ้น 7 นางฟ้า’ ตัวไหนยังน่าซื้อบ้าง ? เมื่อหลายตัวผลงานต่ำกว่าตลาด

12 ม.ค. 69
19:55 น.
แชร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากนักลงทุนต้องการเอาชนะตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลยุทธ์ที่เรียบง่ายที่สุดคือ การทุ่มเงินไปที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในตลาด โดยเฉพาะหุ้นเทคที่ใหญ่ที่สุด 7 บริษัท ที่เรียกกันว่า  ‘Magnificent 7’ หรือ ‘7 นางฟ้า’

กลยุทธ์นี้สร้างผลตอบแทนอย่างงามมานาน แต่ปีที่แล้วภาพเริ่มเปลี่ยนไป เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ที่หุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่ม ‘7 นางฟ้า’ ทำผลงานแย่กว่าดัชนี S&P 500 แม้ว่าในปี 2025 ดัชนี Bloomberg Magnificent 7 ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของหุ้นนางฟ้าทั้งเจ็ดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 25% ซึ่งมากกว่าดัชนี S&P 500 ที่เพิ่มขึ้น 17.9% แต่ตัวเลข 25% เกิดขึ้นได้เพราะการพุ่งขึ้นอย่างแรงของหุ้นบริษัทอัลฟาเบต (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล (Google) และเอ็นวิเดีย (Nvidia) เท่านั้น ขณะที่หุ้นอีก 5 บริษัททำผลงานต่ำกว่า S&P 500

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญในวอลล์สตรีทหลายคนมองว่าโครงสร้างแบบนี้จะดำเนินต่อไปในปี 2026 เนื่องจากอัตราการเติบโตของกำไรเริ่มชะลอตัว และตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า การลงทุนมหาศาลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งจนถึงตอนนี้ตลาดก็สะท้อนแล้วว่าพวกเขาคาดการณ์ได้ถูกต้อง โดยตั้งแต่ต้นปี 2026 จนถึงวันที่ 9 มกราคม ดัชนี Magnificent 7 ปรับขึ้นเพียง 0.5% ขณะที่ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.8% นั่นหมายความว่า การเลือกหุ้นในกลุ่มนี้แบบรายตัวเริ่มมีความสำคัญมากกว่าการซื้อเหมารวมทั้งกลุ่ม

“นี่ไม่ใช่ตลาดแบบที่เหมาะกับหุ้นทุกตัว ถ้าคุณซื้อทั้งกลุ่ม หุ้นที่แย่อาจไปหักล้างผลตอบแทนของหุ้นที่ดี” แจ็ก แจนาเซวิช (Jack Janasiewicz) หัวหน้านักกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนของ Natixis Investment Managers Solutions ซึ่งบริหารสินทรัพย์ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐกล่าว

ภาวะตลาดกระทิงของตลาดหุ้นสหรัฐฯในช่วงสามปีที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนโดยบรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยี เพียงแค่ เอ็นวิเดีย (Nvidia), อัลฟาเบต (Alphabet), ไมโครซอฟต์ (Microsoft) และแอปเปิล (Apple) ก็สร้างผลตอบแทนมากกว่า 1 ใน 3 ของผลตอบแทนทั้งหมดของ S&P 500 ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ตลาดเริ่มขาขึ้นในเดือนตุลาคม 2022 อย่างไรก็ตาม กระแสความตื่นเต้นต่อหุ้นเหล่านี้กำลังลดลง ขณะที่นักลงทุนเริ่มหันไปสนใจหุ้นนอกกลุ่มเทคมากขึ้น

เมื่อกำไรของบริษัทบิ๊กเทคชะลอลง นักลงทุนก็ไม่พอใจกับคำสัญญาเรื่องขุมทรัพย์ AI อีกต่อไป แต่ต้องการให้ผลตอบแทนจริงเริ่มปรากฏขึ้น โดยข้อมูลจาก บลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ (Bloomberg Intelligence)  ระบุว่า กำไรของ Magnificent 7 ถูกคาดว่าจะเติบโตประมาณ 18% ในปี 2026 ซึ่งเป็นอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 และแทบไม่สูงไปกว่าคาดการณ์การเติบโตของอีก 493 บริษัทที่เหลือในดัชนี S&P 500 ซึ่งคาดว่าจะโต 13% 

“เรากำลังเห็นการเติบโตของกำไร (earnings) ที่กระจายตัวกว้างขึ้น และเราคิดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป” เดวิด เลฟโควิตซ์ (David Lefkowitz) หัวหน้าฝ่ายหุ้นสหรัฐของ UBS Global Wealth Management กล่าว และเขาบอกอีกว่า เทคโนโลยีไม่ตัวเลือกเดียวที่น่าสนใจอีกต่อไปแล้ว 

อีกหนึ่งแหล่งความหวังคือเรื่องมูลค่า (valuation) ของหุ้นกลุ่มนี้ ซึ่งไม่ได้ตึงตัวเหมือนในอดีต ปัจจุบันดัชนี Magnificent 7 ซื้อขายที่ระดับ 29 เท่าของกำไรที่คาดการณ์ใน 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งต่ำกว่าช่วงต้นทศวรรษ 2020 ที่เคยอยู่ในระดับกว่า 40 เท่า ขณะที่ดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 22 เท่า และ Nasdaq 100 อยู่ที่ 25 เท่า 

ต่อไปนี้เป็นภาพคาดการณ์ของแต่ละบริษัทในปี 2026 ตามที่บลูมเบิร์กรวบรวมจากการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์หลายคน 

Nvidia เผชิญแรงกดดัน แต่ยังน่าจะไปได้ดี 

Nvidia ผู้นำตลาดชิป AI กำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของการใช้จ่ายของลูกค้ารายใหญ่ 

เอเอ็มดี (Advanced Micro Devices) คู่แข่งรายสำคัญของ Nvidia ได้รับคำสั่งซื้อชิปสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์จากโอเพนเอไอ (OpenAI) และออราเคิล (Oracle) ขณะที่ Alphabbet ลูกค้ารายใหญ่ของ Nvidia เริ่มใช้งานชิปที่ออกแบบเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอดขายของ Nvidia ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะความต้องการชิปยังมากกว่ากำลังการผลิต

หุ้น Nvidia ปรับขึ้นมาแล้วถึง 1,165% นับตั้งแต่ปลายปี 2022 แต่ลดลงแล้ว  11% จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 

ขณะนี้วอลล์สตรีทยังมีมุมมองเชิงบวกต่อ Nvidia โดยนักวิเคราะห์ 76 จาก 82 คนให้คำแนะนำ ‘ซื้อ’ และราคาเป้าหมายเฉลี่ยบ่งชี้ว่าราคาหุ้นอาจเพิ่มขึ้นราว 39% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะให้กำไรสูงที่สุดในกลุ่ม Magnificent 7

Microsoft สถานการณ์ท้าทาย 

ปี 2025 เป็นปีที่สองติดต่อกันที่ Microsoft ทำผลงานแย่กว่าดัชนี S&P 500 ทั้งที่เป็นหนึ่งในบริษัทที่ทุ่มเงินลงทุนกับ AI มากที่สุด Microsoft คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบการเงินปัจจุบัน ซึ่งสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2026 และตัวเลขนี้อาจเพิ่มเป็น 116,000 ล้านดอลลาร์ในปีถัดไป ตามประมาณการเฉลี่ยของนักวิเคราะห์

แม้ว่าการเติบโตของการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยกระตุ้นการเติบโตของรายได้จากธุรกิจคลาวด์คอมพิวติง แต่ Microsoft กลับยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการทำให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินเพิ่มสำหรับบริการ AI ที่ฝังเข้าไปในซอฟต์แวร์  

ไบรอัน มัลเบอร์รี (Brian Mulberry) ผู้จัดการพอร์ตลูกค้าของ Zacks Investment Management กล่าวว่า นักลงทุนต้องการเริ่มเห็นผลตอบแทนจากเงินลงทุนเหล่านี้ นักลงทุนบางส่วนอยากเห็นการบริหารกระแสเงินสดที่มีคุณภาพมากขึ้น และภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าความสามารถในการทำกำไรของ AI จะออกมาเป็นอย่างไร 

Apple คาดรายได้โตเร็ว แต่ราคาหุ้นค่อนข้างแพง

Apple มีความทะเยอทะยานด้าน AI ต่ำกว่าบริษัทอื่นในกลุ่ม Magnificent 7 และนั่นทำให้หุ้นถูกลงโทษในปีที่แล้ว โดยราคาหุ้นร่วงเกือบ 20% ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม แต่หลังจากนั้น หุ้นกลับถูกมองว่าเป็นหุ้นต่อต้าน AI และพุ่งขึ้น 34% ในช่วงสิ้นปี เพราะนักลงทุนให้รางวัลกับการที่ Apple ใช้เงินลงทุนด้าน AI ต่ำกว่าบริษัทอื่น ๆ บวกกับยอดขาย iPhone ที่แข็งแกร่ง ซึ่งยืนยันว่าผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทยังมีดีมานด์สูง

สำหรับปีนี้ กุญแจสำคัญของ Apple คือการเร่งการเติบโต หลังจากโมเมนตัมเริ่มแผ่วลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ แม้ราคาหุ้นจะปิดบวกเมื่อวันศุกร์ที่ 9 มกราคม ทำให้รอดจากการทำสถิติขาลงยาวที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 อย่างหวุดหวิด แต่รายได้ของ Apple ถูกคาดว่าจะขยายตัว 9% ในปีงบ 2026 ซึ่งสิ้นสุดในเดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 

อย่างไรก็ตาม ด้วย valuation ที่ 31 เท่าของประมาณการกำไร ซึ่งสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มรองจาก Tesla หุ้น Apple จำเป็นต้องมีแรงหนุนจากการเติบโต เพื่อรักษาระดับการปรับขึ้นของราคาหุ้นต่อไป

Alphabet โดดเด่น แต่ขึ้นมาสูงมากแล้ว 

หนึ่งปีก่อนหน้านี้ OpenAI ถูกมองว่าเป็นผู้นำในสนาม AI และนักลงทุนกังวลว่า Alphabet อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่วันนี้บริษัทแม่ของ Google กลับกลายเป็นตัวเต็งในสายตาตลาด โดยมีตำแหน่งที่โดดเด่นในหลายมิติของวงการ AI  

โมเดล Gemini รุ่นล่าสุดของ Alphabet ได้รับคำวิจารณ์เชิงบวกอย่างมาก ช่วยคลายความกังวลเรื่อง OpenAI ขณะที่ชิป Tensor Processing Unit (TPU) ก็ถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต ซึ่งอาจกัดกินส่วนแบ่งตลาดชิป AI ที่ Nvidia ครองอยู่ได้ด้วย

ราคาหุ้น Alphabet พุ่งขึ้นมากกว่า 65% ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดในกลุ่ม 7 นางฟ้า แต่คำถามคือราคาจะยังไปต่อได้แค่ไหน เมื่อมูลค่าบริษัทกำลังเข้าใกล้ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และหุ้นซื้อขายที่ราว 28 เท่าของประมาณการกำไร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 20 เท่าไปมาก 

ราคาเป้าหมายเฉลี่ยของนักวิเคราะห์บ่งชี้ว่า ปีนี้ราคาหุ้น Alphabet อาจเพิ่มขึ้นได้เพียง 3.9% เท่านั้น 

Amazon ปีนี้อาจเป็นผู้นำกลุ่ม 

Amazon ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซและคลาวด์คอมพิวติงเป็นหุ้นที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม Magnificent 7 ในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่เจ็ดติดต่อกันแล้ว 

ถึงอย่างนั้นก็ตาม สำหรับปี 2026 Amazon เปิดฉากได้อย่างแข็งแกร่งและขึ้นเป็นผู้นำกลุ่ม โดยมีแรงหนุนสำคัญมาจากผลประกอบการของ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเติบโตเร็วที่สุดในรอบหลายปี ก่อนหน้านี้ ความกังวลว่า AWS กำลังตามหลังคู่แข่ง ประกอบกับการลงทุนด้าน AI อย่างหนัก ได้กดดันราคาหุ้น แต่นักลงทุนคาดว่า การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจที่ Amazon ลงไปจะเริ่มแปลงเป็นกำไรได้ และอาจทำให้ปีนี้เป็นปีที่หุ้น Amazon พลิกจากตามหลังมาเป็นผู้นำกลุ่ม  

“ระบบอัตโนมัติในคลังสินค้า และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพจะเป็นเรื่องใหญ่มาก มันยังไม่ได้รับความรักจากตลาดมากนัก แต่ผมรู้สึกว่ามันคล้ายกับ Alphabet ในปีที่แล้ว ที่ถูกมองว่ากำลังตามหลัง OpenAI ก่อนจะพุ่งขึ้นอย่างแรง” เคลย์ตัน แอลลิสัน (Clayton Allison) ผู้จัดการพอร์ตของ Prime Capital Financial ซึ่งถือหุ้น Amazon กล่าว 

Meta มีโจทย์ใหญ่ต้องพิสูจน์ 

น่าจะไม่มีหุ้นตัวไหนในกลุ่ม 7 นางฟ้าที่สะท้อนการเปลี่ยนทัศนคติของนักลงทุนต่อการใช้เงินลงทุนด้าน AI อย่างฟุ่มเฟือยได้ชัดเท่า Meta อีกแล้ว 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Meta เดินหน้าทำดีลและจ้างบุคลากรครั้งใหญ่เพื่อขับเคลื่อน AI รวมถึงการลงทุน 14,000 ล้านดอลลาร์ใน Scale AI และการดึงตัว อเล็กซานเดอร์ หวัง (Alexandr Wang) ซีอีโอของ Scale AI มาเป็นหัวหน้าฝ่าย AI ของ Meta 

กลยุทธ์การใช้จ่ายเงินด้าน AI นั้นเคยเป็นที่ยอมรับของผู้ถือหุ้น แต่พอถึงจุดหนึ่งมันก็ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว หุ้น Meta ร่วงลงอย่างแรงในช่วงปลายเดือนตุลาคม หลังบริษัทเพิ่มคาดการณ์งบลงทุนปี 2025 เป็น 72,000 ล้านดอลลาร์ และส่งสัญญาณว่าปี 2026 จะใช้เงินมากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ จากที่หุ้นเคยบวก 35% ในเดือนสิงหาคม ปัจจุบันลดลงไปแล้ว 17% ดังนั้น การพิสูจน์ว่าการใช้เงินไปมหาศาลนั้นช่วยเพิ่มกำไรได้จริง จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของ Meta ในปี 2026

Tesla ราคาแพงมาก ปีนี้อาจร่วง 9.1% 

Tesla เป็นหุ้นที่ทำผลงานแย่ที่สุดในกลุ่ม Magnificent 7 ในครึ่งแรกของปี 2025 แต่กลับพุ่งขึ้นมากกว่า 40% ในครึ่งหลัง หลังจากที่ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) หันความสนใจจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ซบเซาไปสู่รถไร้คนขับและหุ่นยนต์ 

การปรับขึ้นนี้ทำให้ Tesla มี valuation เกือบ 200 เท่าของกำไรคาดการณ์ ทำให้เป็นหุ้นแพงที่สุดเป็นอันดับสองใน S&P 500 รองจากวอร์เนอร์ (Warner Bros. Discovery) ซึ่งกำลังเนื้อหอม เป็นเป้าหมายการเข้าซื้อกิจการของหลายบริษัท 

หลังจากรายได้แทบไม่โตมาสองปี Tesla ถูกคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ในปี 2026 ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg คาดว่ารายได้ของ Tesla ในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 12% และปีหน้าจะเพิ่มขึ้น 18% หลังจากที่กดตัวลงราว 3% ในปี 2025 

อย่างไรก็ตาม วอลล์สตรีทยังมีมุมมองเชิงลบต่อหุ้น Tesla โดยราคาเป้าหมายเฉลี่ยชี้ว่า ราคาอาจปรับลดลง 9.1% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

แชร์
‘หุ้น 7 นางฟ้า’ ตัวไหนยังน่าซื้อบ้าง ? เมื่อหลายตัวผลงานต่ำกว่าตลาด