ตลาดคริปโทฯ เริ่มต้นปี 2026 ด้วยความผันผวน จากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับกลุ่มประเทศอย่างเวเนซุเอลา อิหร่าน และกรีนแลนด์ ส่งผลให้เกิดสภาวะ Risk-off เม็ดเงินไหลออกจากหุ้นและ คริปโทฯ สู่ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนต้องยอมรับจากเหตุการณ์นี้คือในสายตานักลงทุนบิตคอยน์ยังคงจัดเป็น “สินทรัพย์เสี่ยง” (Risky Asset) มากกว่าจะเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven)
อีกทั้งเมื่อพิจารณาปัจจัยมหภาค, ข้อมูล On-chain และสัญญาณเทคนิคอล จะพบว่าตลาดคริปโทฯ กำลังอยู่ในภาวะเปราะบางและเทรนด์เริ่มกลับกลายเป็นขาลง โดยความหวังในการกลับตัวคือปัจจัยสนับสนุนใหม่ (New Catalyst) ซึ่งในรอบนี้คงหนีไม่พ้นความชัดเจนของร่างกฎหมาย Clarity Act
Clarity Act: การวางรากฐานให้ชัดเจน ปลดล็อคอุตสาหกรรมโตต่อ
สาระสำคัญของกฎหมาย Clarity Act ที่กำลังจะมา ไม่ได้เป็นเพียงการออกกฎระเบียบใหม่ แต่คือการสร้างบรรทัดฐานในการจำแนกประเภทสินทรัพย์ดิจิทัล ว่าสิ่งใดคือหลักทรัพย์และสิ่งใดไม่ใช่ ซึ่งจะช่วยปลดล็อคสิ่งสำคัญใน 2 มิติ ได้แก่
- การขยายขอบเขตทางนวัตกรรม: การพัฒนาโมเดลธุรกิจปัจจุบันมีข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น แพลตฟอร์มที่ต้องการแชร์ส่วนแบ่งรายได้ให้กับผู้ถือเหรียญ (Revenue Sharing) อาจถูกตีความเป็นหลักทรัพย์และถูกฟ้องร้องได้ การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนจะช่วยปลดล็อคให้ภาคธุรกิจรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และช่วยให้นวัตกรรมใหม่ ๆ เติบโตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
- เม็ดเงินใหญ่จากนักลงทุนสถาบัน: โดยกองทุนและนักลงทุนสถาบันจำเป็นต้องมีกรอบการวิเคราะห์ (Framework) ที่รัดกุมในการจัดสรรเงินลงทุน หากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังมีความเสี่ยงด้านกฎหมายและอาจถูกฟ้องได้ทุกเมื่อ ย่อมเป็นข้อจำกัดที่ทำให้นักลงทุนสถาบันไม่สามารถลงทุนได้ในบางแพลตฟอร์ม การปลดล็อคกฎหมายดังกล่าวจะช่วยปลดล็อคให้เม็ดเงินใหญ่จากสถาบันกล้าเข้ามาสนับสนุนได้อย่างเต็มที่
ข้อพิพาทเชิงนโยบาย: เมื่อภาคเอกชนเริ่มเห็นต่าง
อย่างไรก็ดีในสถานการณ์ปัจจุบันแม้ร่างกฎหมายจะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) แล้ว แต่กระบวนการในวุฒิสภา (สภาบน) ยังเผชิญอุปสรรค เมื่อ Coinbase ตัวแทนฝั่งเอกชนประกาศถอนตัวจากการสนับสนุน โดยระบุถึง 3 ข้อในกฎหมายที่ไม่เห็นด้วยคือ
- การตีความ Tokenized Stock ให้เป็นหลักทรัพย์
- อำนาจในการตรวจสอบธุรกรรมในระบบการเงินไร้ศูนย์กลาง (DeFi) ที่มากเกินควร
- ไม่อนุญาตให้ Stablecoin ได้รับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนได้เหมือนกับเงินฝาก
ความเห็นต่างเหล่านี้ส่งผลให้แนวโน้มการผ่านร่างกฎหมายในสภาบนล่าช้าออกไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีการเจรจาหาจุดตรงกลางระหว่างการควบคุมของรัฐและการเติบโตของธุรกิจอีกครั้ง
กรอบระยะเวลาสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม
- ไตรมาสที่ 2: การพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมาย Clarity Act หากมีการแก้ไขรายละเอียดให้สอดรับกับข้อเรียกร้องของภาคเอกชน จะกลายเป็นแรงบวก (Catalyst) ที่สำคัญต่อจิตวิทยาการลงทุน
- ไตรมาสที่ 3 (เส้นตาย 18 กรกฎาคม): การเปิดเผยรายละเอียดกฎหมายลูกของ Genius Act (กฎหมายกำกับดูแล Stablecoin) ซึ่งเป็นช่วงที่หน่วยงานกำกับดูแลทยอยออกกฎหมายลูกและระเบียบปฏิบัติให้ชัดเจน และคาดว่าหลังจากนั้นเราจะได้เห็นสถาบันการเงินชั้นนำ เริ่มนำระบบ Stablecoin เข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนอย่างเป็นทางการ
*หมายเหตุ
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ผู้เขียน : นายธนลภย์ ปรีดามาโนช บริษัท ผู้จัดการเงินทุน เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด
Source :
https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-01-11/coinbase-raises-pressure-as-crypto-bill-moves-to-senate-markup
https://bitcoinmagazine.com/news/coinbase-may-drop-support-for-clarity-act