
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าของการซื้อขายตลาดเอเชียวันจันทร์ โดยขยับขึ้นทะลุระดับ 4,400 ดอลลาร์ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ตึงเครียดจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศ และความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป กระแสเงินทุนจึงยังคงไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน นักลงทุนเริ่มชะลอการตัดสินใจลงทุนเพื่อรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่กำลังจะทยอยเปิดเผย โดยเฉพาะดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (ISM Manufacturing PMI) ซึ่งมีกำหนดรายงานในวันจันทร์นี้ ก่อนเข้าสู่การเปิดเผยข้อมูลตลาดแรงงานนอกภาคเกษตร (NFP) ที่ตลาดทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายสัปดาห์
สำหรับราคาทองไทยวันนี้ ณ เวลา 11:25 น. ปรับตัวแล้ว 6 ครั้ง ทองแท่งรับซื้อบาทละ 65,350.00 บาท ขายออกบาทละ 65,450.00 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 64,035.84 บาท ขายออกบาทละ 66,250.00 บาท ขณะที่ราคาทองสปอตอยู่ที่ 4,405.50 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
ราคาทองคำ (XAU/USD) ขยับขึ้นมาบริเวณ 4,370 ดอลลาร์ในช่วงเช้าของการซื้อขายตลาดเอเชีย ก่อนที่จะทะลุระดับ 4,400 ดอลลาร์ โดยขยายการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากแรงหนุนด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังเกิดเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกาจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพทางการเมืองในภูมิภาคลาตินอเมริกาและบรรยากาศการลงทุนในระดับโลก
สำนักข่าว CNN รายงานในช่วงสุดสัปดาห์ว่า รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้มี “ปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลาขนาดใหญ่” และควบคุมตัวประธานาธิบดีมาดูโรเพื่อนำขึ้นดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธ โดยการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ทรัมป์ระบุเพิ่มเติมว่าสหรัฐฯ จะเข้าบริหารเวเนซุเอลาไปจนกว่าจะสามารถถ่ายโอนอำนาจได้อย่างปลอดภัย เหมาะสม และรอบคอบ
ต่อมาเมื่อวันอาทิตย์ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ จะใช้เครื่องมือด้านอิทธิพลเหนือภาคพลังงานน้ำมันเพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในเวเนซุเอลา นักวิเคราะห์ประเมินว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีแนวโน้มกระตุ้นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคและเพิ่มระดับความไม่แน่นอน ซึ่งมักเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม เช่น ทองคำ
อีกด้านหนึ่ง รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC Minutes) ล่าสุดระบุว่า เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่มองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมยังคงมีความเหมาะสม ตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อยังค่อย ๆ ชะลอลงตามกรอบเวลาที่ประเมินไว้ แม้จะยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับช่วงเวลาและขอบเขตของการลดดอกเบี้ยก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำลงจะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ในระยะสั้น นักลงทุนจะให้ความสำคัญกับการเปิดเผยดัชนี ISM Manufacturing PMI ในวันจันทร์นี้ เพื่อสะท้อนภาพรวมภาคการผลิตของสหรัฐฯ ก่อนเข้าสู่จุดสนใจหลักในวันศุกร์กับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ประจำเดือนธันวาคม ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 57,000 ตำแหน่ง หากตัวเลขออกมาดีกว่าที่คาด อาจหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ้างอิงดอลลาร์ในระยะใกล้ แต่หากข้อมูลสะท้อนการชะลอตัวของตลาดแรงงาน ก็อาจยิ่งตอกย้ำมุมมองการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด และเปิดทางให้ราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนต่อไป
MTS ประเมินแนวโน้มตลาดในปี 2569 ยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อทองคำและโลหะเงิน โดยมองว่าสินทรัพย์ทั้งสองยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งกระบวนการลดการถือครองเงินดอลลาร์ในระบบการเงินโลก แนวโน้มการอ่อนค่าของดัชนีดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา
เช้าวันนี้ราคาทองคำเปิดตลาดปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ขยับขึ้นไปแตะระดับใกล้ 4,400 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 60 ดอลลาร์จากระดับปิดก่อนหน้า ขณะที่ราคาโลหะเงิน (Silver) เปิดตลาดดีดตัวขึ้นจากบริเวณ 73.9 ดอลลาร์ ไปแตะระดับราว 75.5 ดอลลาร์ สะท้อนแรงซื้อที่ยังคงต่อเนื่องในกลุ่มโลหะมีค่า ด้านราคาทองคำในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 500 บาท มาอยู่ที่ระดับประมาณ 65,400 บาทต่อบาททองคำ จากแรงหนุนของกระแสการเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยในภาพรวม
MTS ประเมินว่าทองคำและ Silver ยังคงเหมาะสำหรับการถือครองหรือทยอยสะสมในพอร์ตการลงทุนตลอดปีนี้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยตลาดยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งภายในปีนี้ แม้ในช่วงต้นปี โดยเฉพาะเดือนมกราคม เฟดอาจชะลอการดำเนินนโยบายและคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน แต่โดยภาพรวมทิศทางดอกเบี้ยขาลงยังถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในระยะถัดไป
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในภาวะผันผวน แต่โครงสร้างแนวโน้มหลักยังคงเป็นขาขึ้น โดยประเมินว่าตลอดทั้งปีราคายังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อ จากแรงสนับสนุนของปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่การเคลื่อนไหวระยะสั้นคาดว่าจะผันผวนในกรอบราว 100 ดอลลาร์ กลยุทธ์ที่เหมาะสมยังคงเป็นการทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว เพื่อบริหารต้นทุนและความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยประเมินแนวรับระยะสั้นที่บริเวณ 4,350-4,330 ดอลลาร์ และแนวต้านที่ 4,430-4,450 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำในประเทศมีแนวรับที่ 65,000 บาท และแนวต้านที่ 65,800 บาทต่อบาททองคำ
ขณะที่ YLG Bullion and Futures รายงานว่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงเช้า จากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่อเวเนซุเอลาในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 3 มกราคม และเข้าควบคุมตัวนาย Nicolás Maduro ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภริยา โดยผู้นำเวเนซุเอลาถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายด้วยยาเสพติด (Narco-terrorism)
อย่างไรก็ตาม หากราคาหลุดต่ำกว่า 4,310 ดอลลาร์ จะเริ่มส่งสัญญาณว่ารอบการดีดตัวก่อนหน้าอาจสิ้นสุดลง โดยกลยุทธ์การลงทุนยังคงเน้นเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวในกรอบ 4,350-4,310 ดอลลาร์ พร้อมตั้งจุดตัดขาดทุนหากหลุดระดับ 4,310 ดอลลาร์ และทยอยขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 4,404-4,437 ดอลลาร์ หากสามารถผ่านระดับดังกล่าวได้ อาจชะลอการขายเพื่อรอแนวต้านถัดไปต่อไป