
ในโลกการเงินการลงทุน “ความผันผวน” มักเป็นศัตรูของนักลงทุนมือใหม่ แต่สำหรับเหล่าเทรดเดอร์ในยุคการบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้นิยามชื่อของสถานการณ์ความผันผวนเหล่านั้นว่า “TACO” หรือ Trump Always Chickens Out ซึ่งเป็นความเชื่อว่า แม้ Trump มักจะมีคำขู่ที่รุนแรง แต่สุดท้ายแล้วจะไม่ทำตามที่ขู่ไว้ทั้งหมด และจะมีการเจรจาประนีประนอมอยู่เสมอ (Chicken out) เมื่อมีการโพสต์หรือประกาศนโยบายที่สุดโต่งจนเกิด Market Shock เทรดเดอร์บางส่วนที่เชื่อในกลยุทธ์ “TACO” จะสวนกระแสเก็งกำไรระยะสั้นแทน เพราะเชื่อว่าสุดท้ายเขาจะเปลี่ยนใจหรือถอยออกมา ทำให้ในที่สุดราคาจะวิ่งกลับมาใกล้เคียงจุดเดิม
โดย 3 เหตุการณ์ล่าสุด ที่บ่งชี้ถึงความชัดเจนของทฤษฎี “TACO” มีดังนี้
จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างมากว่า สถานการณ์ล่าสุดอย่าง “สงครามอิหร่าน” อาจเข้าข่ายทฤษฎี “TACO” หรือไม่ โดยเฉพาะนักลงทุนทองคำที่ผิดหวังในช่วงราคาน้ำมันดิบดีดขึ้นอย่างรุนแรง จนกดดันราคาเพราะ FED อาจไม่ลดดอกเบี้ยด้วยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ดังนั้นหากสถานการณ์พลิกกลับทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงกลับมาสู่ภาวะปกติ อาจเป็นสัญญาณกลับตัวขึ้นของราคาทองคำในภาพใหญ่ได้เช่นกัน
โดยเฉพาะช่องแคบ Hormuz ที่ถูกสกัดการขนส่งน้ำมันโดยอิหร่าน และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ Trump โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 26 มีนาคมว่า รัฐบาลจะชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน แต่ล่าสุดแม้ผ่านมาเพียง 4 วัน Trump ก็ได้กลับคำพูดอีกครั้งโดยขู่ว่าเขาสามารถยึดน้ำมันในอิหร่าน และเข้าควบคุมเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่านได้
ดังนั้น ราคาทองคำที่ปรับตัวสวนทางกับราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ จึงยากที่จะกลับมาเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแกร่งได้ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบที่เคลื่อนไหวอยู๋ในระดับสูงด้วยความผันผวน แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือ เมื่อสถานการณ์คลายตัวจนราคาน้ำมันดิบทิ้งตัวกลับลงมา ณ จุดนั้น ปัจจัยกดดันที่เริ่มหายไปจะทำให้ราคาทองคำมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการกลับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งได้ในอนาคต

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YLG Bullion And Futures จำกัด