
น้ำท่วมในปี 2569 ดันราคาผักสดพุ่งแรง หลังแหล่งปลูกสำคัญในภาคกลางและภาคตะวันตกได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ราคาผักสดในกลุ่ม TOP 5 พุ่งเฉลี่ยราว 3.5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยโหระพามีราคาเป็น 5 เท่าของช่วงปกติ ขณะที่ผักชีมีราคาขายส่งสูงถึงกิโลกรัมละ 250 บาท
แรงกดดันต่อราคาครั้งนี้เกิดขึ้นหลายส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูกที่ถูกน้ำท่วม ต้นทุนยาและสารเคมีที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงค่าขนส่งและต้นทุนผักเสียที่ต้องคัดทิ้ง ขณะเดียวกัน เทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 10-18 ตุลาคม 2569 ยังหนุนให้ความต้องการบริโภคผักเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดจำกัด
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ราคาผักสดจะทยอยปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของเดือนตุลาคม เมื่อผลผลิตรอบใหม่บางรายการเริ่มออกสู่ตลาด และราคาผักสดกลุ่ม TOP 5 อาจลดลงอย่างชัดเจนในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม มาอยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 60 บาท จากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 135 บาทในช่วงน้ำท่วมและกินเจ ตามการฟื้นตัวของอุปทานหลังน้ำลดและเทศกาลกินเจสิ้นสุดลง
ข้อมูลราคาขายส่งผักสดกลุ่ม TOP 5 ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยนำเสนอ จากการเปรียบเทียบข้อมูลผักสดทั้งหมด 30 รายการของกรมการค้าภายใน แสดงให้เห็นว่าผักแต่ละชนิดมีราคาปรับสูงขึ้นแตกต่างกันเมื่อเทียบกับช่วงปกติ
โหระพามีราคาปรับขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบเป็นจำนวนเท่าของช่วงปกติ โดยราคาขายส่งเพิ่มจากกิโลกรัมละ 34 บาท เป็นกิโลกรัมละ 170 บาท หรือ 5 เท่าของช่วงปกติ รองลงมาคือผักบุ้งจีน เพิ่มจากกิโลกรัมละ 24 บาท เป็นกิโลกรัมละ 100 บาท หรือประมาณ 4.2 เท่า
กวางตุ้งมีราคาขายส่งเพิ่มจากกิโลกรัมละ 24 บาท เป็นกิโลกรัมละ 66 บาท หรือประมาณ 2.8 เท่า ส่วนคะน้าเพิ่มจากกิโลกรัมละ 30 บาท เป็นกิโลกรัมละ 66 บาท หรือ 2.2 เท่า ขณะที่ผักชีเพิ่มจากกิโลกรัมละ 160 บาท เป็นกิโลกรัมละ 250 บาท หรือประมาณ 1.6 เท่า โดยผักชีเป็นผักที่มีราคาต่อกิโลกรัมสูงที่สุดในกลุ่มนี้
การเปรียบเทียบดังกล่าวกำหนดให้ “ช่วงปกติ” หมายถึงช่วงที่สภาพอากาศไม่แปรปรวน มีผลผลิตออกสู่ตลาดตามปกติ และตัดปัจจัยด้านเทศกาลออก โดยใช้ข้อมูลสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมถึงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2569 ส่วน “ช่วงน้ำท่วม” ใช้ข้อมูลสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนถึงสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม 2569
ภาคกลางและภาคตะวันตกเป็นแหล่งผลิตผักหลักของประเทศ โดยพื้นที่ปลูกผักกลุ่ม TOP 5 ประมาณ 55–70% อยู่ในสองภูมิภาคนี้ เมื่อแหล่งปลูกขนาดใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนัก จึงทำให้ผลผลิตลดลงและมีผักออกสู่ตลาดน้อยลง
นอกจากผลผลิตที่ลดลง ยังมีต้นทุนของเสีย หรือ Wastage Cost เพิ่มขึ้นจากผักสดที่เน่าเสียจนพ่อค้าต้องคัดทิ้ง โดยอินโฟกราฟิกระบุว่า ผักกว่า 35% ของทั้งหมดจะถูกพ่อค้าคัดใบเน่าทิ้ง ส่งผลให้ราคาผักส่วนที่เหลือสำหรับขายถูกดันขึ้น
ด้านเกษตรกรต้องใช้ยาและสารเคมีเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันเชื้อรา รวมถึงชดเชยสารที่ถูกฝนชะล้าง ทำให้ต้นทุนส่วนนี้สูงขึ้นด้วย ผลกระทบจากน้ำท่วมจึงครอบคลุมทั้งปริมาณผลผลิตที่ลดลงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ก่อนผักจะถูกส่งต่อไปยังตลาดค้าส่ง
การขนส่งสินค้าเกษตรจากแหล่งปลูกไปยังตลาดค้าส่งหลักในภาคกลางเผชิญข้อจำกัดจากเส้นทางคมนาคมที่ถูกตัดขาดบางช่วง ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลสูงกว่า 40 บาทต่อลิตร ผลักดันให้ค่าขนส่งปรับสูงขึ้น
เมื่อเทียบกับก่อนน้ำท่วม ค่าขนส่งเฉลี่ยสินค้าเกษตรจากแหล่งปลูกในภาคกลางและปริมณฑลเพิ่มขึ้น 200% ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น 150% ส่วนภาคใต้เพิ่มขึ้น 50%
ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นเป็นอีกปัจจัยกดดันราคาผักสด ควบคู่กับความเสียหายในแหล่งปลูกและต้นทุนการผลิต ขณะที่ความต้องการบริโภคผักในช่วงเทศกาลกินเจเพิ่มขึ้น จึงยิ่งหนุนราคาในภาวะที่อุปทานมีอยู่อย่างจำกัด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า หลังผ่านพ้นช่วงน้ำท่วมและสิ้นสุดเทศกาลกินเจ ราคาผักสดมีแนวโน้มทยอยปรับลดลงตามการฟื้นตัวของอุปทาน โดยในช่วงครึ่งหลังของเดือนตุลาคม 2569 จะเริ่มมีผลผลิตรอบใหม่บางรายการออกสู่ตลาด ทำให้แรงกดดันด้านราคาค่อย ๆ คลายตัว
สำหรับเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2569 ราคาผักสดกลุ่ม TOP 5 อาจปรับลดลงอย่างชัดเจน มาอยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 60 บาท เทียบกับราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 135 บาทในช่วงน้ำท่วมและกินเจ โดยมีแรงหนุนสำคัญจากผลผลิตผักรอบใหม่และผลผลิตเสริมจากพื้นที่สูงในภาคเหนือ
อุปทานผักรอบใหม่จะออกสู่ตลาดอย่างเต็มที่ในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากผักใบใช้เวลาปลูกประมาณ 20–45 วัน ทำให้เกษตรกรสามารถกลับมาผลิตและส่งผลผลิตรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดได้ค่อนข้างเร็ว ขณะเดียวกัน ยังมีอุปทานผักหัวและผักใบจากพื้นที่ปลูกบนที่สูงในภาคเหนือเข้ามาเพิ่มเติม เช่น คะน้า ผักชี ผักบุ้งจีน กะหล่ำปลี พริกหวาน แครอท และผักกาดแก้ว
แม้ช่วงปลายปียังมีความต้องการจากภาคการท่องเที่ยวและร้านอาหารในฤดูกาลท่องเที่ยวสูง แต่การบริโภคจะกระจายไปยังวัตถุดิบที่หลากหลาย ประกอบกับอุปทานผักที่เพิ่มขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่าราคาผักสดจะปรับลดลงตามปัจจัยด้านฤดูกาล