
ภาระหนี้สาธารณะและต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นกำลังจำกัดทางเลือกในการดำเนินนโยบายการคลังของหลายประเทศ ขณะที่รัฐบาลยังต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับความต้องการใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ทำให้มีความจำเป็นมากขึ้นที่รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มรายได้และรักษาเสถียรภาพทางการคลัง
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกจะสูงกว่า 100% ของ GDP ก่อนปี 2573 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของหนี้ภาครัฐยังอยู่สูงกว่าระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลางของโลกอยู่ที่ประมาณ 3%
ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ IMF เตือนว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับสมดุลการคลัง (fiscal consolidation) ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน หากชะลอไม่ดำเนินการอาจทำให้ภาระดอกเบี้ยและความเสี่ยงทางการคลังสะสมเพิ่มขึ้น จนรัฐบาลมีทางเลือกในการดำเนินนโยบายน้อยลงและต้องปรับตัวมากขึ้นในภายหลัง โดยเฉพาะประเทศที่มีความเปราะบางทางการคลังและมีข้อจำกัดในการกู้ยืม
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของ IMF คือ การปรับปรุงระบบภาษีให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ของภาครัฐที่จำเป็นต่อการชำระหนี้และการใช้จ่ายภาครัฐ
โรดริโก วัลเดส (Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในการแถลงข่าวรายงาน Fiscal Monitor ฉบับเดือนตุลาคม 2026 หัวข้อ ‘Taxing Better to Boost Growth’ ระหว่างการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมว่า แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ยังมีความยืดหยุ่นและทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่แนวโน้มฐานะการคลังกลับปรับตัวแย่ลง โดยข้อมูลจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยที่แสดงถึงการปรับฐานะการคลังในปีนี้
IMF ประเมินว่า ความเสี่ยงทางการคลังกำลังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยประเทศที่มีหนี้สูงหรือมีความเสี่ยงทางการคลังมากควรเริ่มปรับฐานะการคลังตั้งแต่ตอนนี้ พร้อมจัดทำแผนระยะกลางที่น่าเชื่อถือและตั้งอยู่บนสมมติฐานที่เป็นจริง
วัลเดสระบุว่า ประเทศที่มีความต้องการรีไฟแนนซ์หนี้สูงและมีพื้นที่ทางการคลังจำกัดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะค่อย ๆ ส่งผลต่อภาระหนี้ เนื่องจากหนี้ภาครัฐทยอยครบกำหนดและต้องกู้ยืมใหม่ในช่วงเวลาหลายปี
ทั้งนี้ เมื่อถูกถามว่า การส่งสัญญาณให้รัฐบาลเร่งปรับฐานะการคลังเป็นเรื่องเร่งด่วนเพียงใด วัลเดสกล่าวว่า ยิ่งประเทศต่าง ๆ รอช้า ความเสี่ยงที่จะเผชิญสถานการณ์ที่ปรับตัวได้ยากก็ยิ่งเพิ่มขึ้น หากปล่อยให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น การรักษาความสามารถในการชำระหนี้ก็จะยากกว่าเดิม
ดาวิเด ฟูร์เชรี (Davide Furceri) หัวหน้าส่วน ฝ่ายกิจการการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเสริมประเด็นนี้ในช่วงถาม-ตอบว่า ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องมีรายได้เพียงพอสำหรับชำระหนี้และจัดสรรทรัพยากรเพื่อการเติบโต พร้อมกล่าวถึงความเสี่ยงที่ประเทศอาจไปถึงจุดหักเหซึ่งทำให้การปรับตัวกลับเป็นไปได้ยาก หากปล่อยให้ปัญหาสะสมต่อไป
จากบริบทความท้าทายทางการคลังที่หลายประเทศจำเป็นต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย IMF จึงเสนอผ่านรายงาน Fiscal Monitor ให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ปรับปรุงการออกแบบและการจัดเก็บภาษี เพื่อให้ระบบภาษีสร้างรายได้ที่จำเป็นแก่ภาครัฐ ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความบิดเบือนในระบบภาษี
ดาวิเด ฟูร์เชรี กล่าวในช่วงถาม-ตอบว่า ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศเริ่มต้นจากฐานภาษีที่ต่ำ จำเป็นต้องเพิ่มรายได้ให้เพียงพอสำหรับชำระดอกเบี้ยและหนี้ภาครัฐ รวมถึงจัดสรรทรัพยากรไปใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แนวทางที่ IMF เสนอประกอบด้วย การทบทวนและลดข้อยกเว้นทางภาษีที่ไม่จำเป็น การปรับปรุงนโยบายภาษีให้มีประสิทธิภาพขึ้น และเสริมความเข้มแข็งของหน่วยงานจัดเก็บภาษี เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ฟูร์เชรีระบุว่า การปรับปรุงระบบภาษีไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มรายได้รัฐเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจได้ด้วย เนื่องจากกระบวนการจัดเก็บภาษีที่ซับซ้อนหรือมีประสิทธิภาพต่ำอาจเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานและกระทบต่อผลิตภาพของธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการขนาดเล็กและกิจการที่เพิ่งเริ่มต้น
เอรา ดับลา-นอร์ริส (Era Dabla-Norris) รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เน้นย้ำว่า การปรับปรุงการบริหารภาษีมีความสำคัญ เพราะกระบวนการจัดการภาษีที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจถ่วงเศรษฐกิจได้ การออกแบบระบบภาษีและการบริหารจัดเก็บที่ดีขึ้นจึงสามารถช่วยเพิ่มการเติบโตได้ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ภาครัฐ
ข้อเสนอแนะของ IMF เสนอให้เพิ่มรายได้และลดรายจ่ายภาครัฐควบคู่กัน รวมถึงแนะให้จัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายภาครัฐ และปรับมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบคลุม และหันไปช่วยเหลือครัวเรือนเปราะบางอย่างจำเพาะเจาะจง
วัลเดสกล่าวว่า การตรึงราคาพลังงานหรืออุดหนุนแบบครอบคลุมทุกครัวเรือนสร้างภาระทางการคลังสูง และไม่ได้ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างตรงจุด โดยการอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบคลุมอาจให้ประโยชน์แก่ผู้มีรายได้สูงมากกว่ากลุ่มรายได้น้อย เนื่องจากผู้มีรายได้สูงมักใช้พลังงานมากกว่า
ในการแถลงข่าวมีการยกข้อมูลขึ้นมาให้เห็นภาพว่า มาตรการรับมือผลกระทบจากราคาพลังงานในปี 2026 ทั่วโลก มีต้นทุนทางการคลังรวมคิดเป็นประมาณ 0.5% ของ GDP โลก ขณะที่การอุดหนุนเชื้อเพลิงในบางประเทศอาจมีต้นทุนสูงถึงประมาณ 1-1.5% ของ GDP ของประเทศนั้น
นอกจากนั้น วัลเดสอธิบายว่า การตรึงราคาพลังงานเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดทำให้ราคาไม่สะท้อนภาวะขาดแคลน และอาจทำให้ภาระการปรับตัวจากความตึงตัวของตลาดพลังงานตกไปอยู่กับประเทศอื่นที่ไม่มีการอุดหนุนราคา ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือการช่วยเหลือแบบเจาะจงเฉพาะครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
รายงาน Fiscal Monitor: Taxing Better to Boost Growth ของ IMF เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ทบทวนระบบภาษีโดยคำนึงถึงทั้งรายได้ที่รัฐต้องการและผลกระทบต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ เพราะภาษีแต่ละประเภทส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การลงทุน นวัตกรรม และแรงจูงใจในการทำงานแตกต่างกัน
IMF ระบุว่า การเพิ่มรายได้ภาษีไม่ใช่เพียงเรื่องของการจัดเก็บให้ได้มากขึ้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าภาษีถูกออกแบบอย่างไร หากระบบภาษีทำให้ต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น หรือทำให้ผู้ประกอบการและแรงงานมีแรงจูงใจในการลงทุนและทำงานลดลง ผลที่ตามมาอาจเป็นการลดทอนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะยาว
รายงานนี้ศึกษาข้อมูล 55 ประเทศในช่วงปี 2545-2561 พบว่า การลดความบิดเบือนที่เกิดจากระบบภาษีลง 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) มีความสัมพันธ์กับ GDP ต่อหัวที่สูงขึ้น 3.5% หลังผ่านไป 3 ปี สะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบระบบภาษีให้ลดผลกระทบต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ อาจช่วยสนับสนุนการเติบโตได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มอัตราภาษีในวงกว้าง
สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รายงานชี้ว่า การยกเว้นภาษีในบางขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต รวมถึงกรณีที่ธุรกิจไม่ได้จดทะเบียน VAT อาจทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำภาษีซื้อไปเครดิตหรือขอคืนได้เต็มจำนวน ส่งผลให้ภาษีที่เรียกเก็บจากปัจจัยการผลิตกลายเป็นต้นทุนจริงของธุรกิจ และอาจสะสมต่อเนื่องไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน
IMF เสนอให้จำกัดข้อยกเว้น VAT ที่ทำให้เกิดต้นทุนภาษีซื้อที่ไม่สามารถขอคืนได้ พร้อมปรับปรุงให้ธุรกิจได้รับเครดิตภาษีซื้อหรือเงินคืนอย่างครบถ้วนและตรงเวลา
ส่วนเกณฑ์รายได้สำหรับการจดทะเบียน VAT ควรสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกในการบริหารจัดเก็บกับผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ โดยอาจเปิดทางให้ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์เลือกจดทะเบียนได้ และทบทวนเกณฑ์เมื่อระบบบริหารจัดเก็บและเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพขึ้น
ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล รายงานระบุว่า การจัดเก็บภาษีจากกำไรโดยที่ธุรกิจไม่สามารถหักต้นทุนการลงทุนได้เต็มจำนวนตามหลักภาษี ทำให้ต้นทุนเงินทุนของการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยอัตราภาษีที่แท้จริงส่วนเพิ่ม (marginal effective tax rate) เฉลี่ยอยู่ที่ 14.7% ในประเทศพัฒนาแล้ว และ 19.2% ในประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำ
IMF เสนอให้ปรับวิธีหักค่าใช้จ่ายในการลงทุน เช่น อนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายได้ทันทีหรือเร่งการคิดค่าเสื่อมราคา เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำต้นทุนการลงทุนมาหักทางภาษีได้เร็วขึ้น แทนการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นการทั่วไป แนวทางนี้มุ่งลดภาระภาษีที่กระทบต่อการลงทุน ขณะเดียวกันยังคงจัดเก็บภาษีจากผลตอบแทนส่วนเกินทางเศรษฐกิจได้
รายงานยังให้ความสำคัญกับการออกแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะมาตรการที่กำหนดเงื่อนไขตามขนาดของธุรกิจ หากมีการเปลี่ยนแปลงภาระภาษีอย่างก้าวกระโดดเมื่อธุรกิจมีรายได้เกินเกณฑ์ อาจทำให้ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจในการขยายกิจการ หรือพยายามแบ่งธุรกิจและรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง
IMF เสนอให้ลดความแตกต่างของภาระภาษีระหว่างช่วงรายได้ และกำหนดเส้นทางเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบภาษีปกติที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้การเติบโตของธุรกิจนำไปสู่ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
ส่วนภาษีจากการทำงาน รายงานชี้ว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินสมทบประกันสังคม และการลดสิทธิประโยชน์เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น อาจทำให้รายได้สุทธิที่เพิ่มจากการทำงานเหลือน้อยลง จนลดแรงจูงใจในการเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือทำงานเพิ่ม โดยผลกระทบอาจชัดเจนในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้หารายได้ลำดับที่สองในครัวเรือน
ข้อเสนอจึงมุ่งไปที่การปรับภาษีและสวัสดิการให้จูงใจการทำงานมากขึ้น เช่น การขยายหรือปรับเครดิตภาษีสำหรับผู้มีรายได้จากการทำงาน และการออกแบบตารางภาษีและสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสม แทนการลดภาษีแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม
นอกจากนั้น รายงานของ IMF ระบุว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดเก็บภาษีสามารถช่วยเพิ่มรายได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราภาษีตามกฎหมาย รายงานพบว่า ประเทศที่มีคะแนนประสิทธิภาพการบริหารจัดเก็บภาษีตามกรอบ TADAT อยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ 67 มีรายได้ภาษีต่อ GDP สูงกว่าประเทศที่อยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ 33 ประมาณ 1.7 จุดเปอร์เซ็นต์
แนวทางที่ IMF เสนอประกอบด้วยการปรับปรุงระบบขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษี การยื่นแบบและชำระภาษี การคืนภาษีให้ตรงเวลา และการใช้ข้อมูลกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของแต่ละประเทศ ควบคู่กับการทำให้กฎหมายภาษีชัดเจน คาดการณ์ได้ และลดภาระการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม รายงานย้ำว่า ไม่มีโครงสร้างภาษีแบบเดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ แต่ละประเทศควรจัดลำดับการปฏิรูปตามโครงสร้างภาษีและศักยภาพในการบริหารจัดเก็บของตนเอง พร้อมบอกว่า การออกแบบภาษีให้ดีขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่สิ่งทดแทนมาตรการเพิ่มรายได้อื่น ๆ ที่อาจยังจำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง