
ราคาอาหารโลกปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022 แม้จะยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในปีดังกล่าวประมาณ 20% ขณะที่ราคาข้าวเพิ่มขึ้น 50% ข้าวสาลี 37% และถั่วเหลือง 21% สะท้อนถึงแรงกดดันที่ยังคงเกิดขึ้นในตลาดอาหารโลก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชาชนราว 260 ล้านคนทั่วโลกยังเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาหารือบนเวที Food Security in an Age of Shocks ในการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 โดยชี้ให้เห็นว่าวิกฤตอาหารไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการขาดแคลนอาหารหรือค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและฐานะทางการคลังของหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องรับมือกับภัยแล้ง สงคราม ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่ผันผวน รวมถึงภาระหนี้สาธารณะในเวลาเดียวกัน
เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น ผลผลิตและรายได้ของประชาชนอาจลดลง ขณะที่รัฐบาลกลับต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นโจทย์สำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
หนึ่งในความเสี่ยงที่ถูกจับตามองคือปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปแบบฝนและอุณหภูมิในหลายภูมิภาค โดยข้อมูลช่วงเปิดการอภิปรายกล่าวถึงความเสี่ยงด้านภัยแล้งและอุณหภูมิสูงในภูมิภาคซาเฮล (Sahel) ของแอฟริกา อเมริกากลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสภาพอากาศผิดปกติในอินโดนีเซีย โดยมีการอ้างถึงปริมาณฝนที่ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1995 ในบางพื้นที่ และภาวะอากาศร้อนจัดที่สูงเมื่อเทียบกับช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเพาะปลูก โดยเฉพาะประเทศที่ประชาชนจำนวนมากยังพึ่งพาการเกษตรเป็นแหล่งรายได้หลัก
อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าผลกระทบจากสภาพอากาศไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกประเทศ บางพื้นที่อาจได้รับความเสียหายอย่างหนักจากภัยแล้ง ขณะที่บางประเทศอาจได้รับผลกระทบน้อยหรือมีสภาพอากาศที่เอื้อต่อการผลิตมากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตอาหารโลกอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ความเสียหายในระดับท้องถิ่น ซึ่งอาจรุนแรงมากสำหรับประเทศที่ต้องพึ่งพาผลผลิตทางการเกษตรหรือการนำเข้าอาหารจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เมื่อปริมาณอาหารในตลาดท้องถิ่นลดลง ประกอบกับต้นทุนการขนส่งและการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาอาหารจึงอาจปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ตลาดอาหารโลกโดยรวมไม่ได้เผชิญการขาดแคลนในระดับเดียวกัน
ความเสี่ยงยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อเกิดพร้อมกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดย Nigel Clarke รองกรรมการจัดการ IMF อธิบายว่า เอลนีโญที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรสามารถเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยูเครน ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดอาหาร พลังงาน ปุ๋ย และเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ
เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น เกษตรกรก็ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าอาหารอาจต้องจ่ายเงินมากกว่าเดิมเพื่อจัดหาสินค้าในปริมาณเท่าเดิม โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อจำกัดด้านการผลิตอาหารภายในประเทศ ซึ่งทำให้ความไม่มั่นคงทางอาหารกลายเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Clarke ระบุว่า ความไม่มั่นคงทางอาหารกำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคและการคลังที่เกิดขึ้นซ้ำ (Recurring Macroeconomic and Fiscal Risk) ไม่ใช่เพียงภัยพิบัติด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ เพราะผลกระทบจากวิกฤตอาหารไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประชาชนที่ขาดแคลนอาหาร แต่ยังส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร รายได้ของครัวเรือน กำลังซื้อ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการสนับสนุนอาหาร มาตรการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อย และการรับมือกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศต้องแบกรับรายจ่ายเพิ่มในช่วงที่กำลังเผชิญหนี้สาธารณะสูงและต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว
ข้อมูลที่นำเสนอในช่วงเปิดการอภิปรายยังระบุว่า ความผิดปกติของอุณหภูมิอาจสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในประเทศที่ได้รับผลกระทบประมาณ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ของ GDP ขณะที่ภัยแล้งรุนแรงอาจทำให้รายได้ภาครัฐลดลงประมาณ 0.15–0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ของ GDP ในบางประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจเพิ่มภาระรายจ่ายด้านพลังงานในบางพื้นที่ของแอฟริกา
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภัยภูมิอากาศไม่ได้กระทบเพียงภาคเกษตรกรรม แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังของประเทศ ผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ภาษีที่ลดลง ในขณะที่ความจำเป็นในการใช้งบประมาณเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนกลับเพิ่มมากขึ้น
โจทย์สำคัญจึงเป็นการหาสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้นกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะในประเทศที่มีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัด
ซึ่งหมายถึงความสามารถของรัฐบาลในการเพิ่มรายจ่ายหรือใช้มาตรการทางการคลังโดยไม่ทำให้ฐานะการเงินของประเทศเสี่ยงเกินไป หากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการฉุกเฉินอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม มาตรการเหล่านั้นก็อาจกลายเป็นภาระงบประมาณถาวร และเบียดบังทรัพยากรที่ควรนำไปใช้ลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในอนาคต
Clarke จึงเน้นว่าการรับมือวิกฤตอาหารต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน โดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
Bihi Egeh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโซมาเลีย ยกสถานการณ์ของประเทศเป็นตัวอย่างของความยากลำบากในการรับมือกับวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยอธิบายว่าโซมาเลียต้องเผชิญทั้งภัยภูมิอากาศที่เกิดขึ้นซ้ำ ความไม่มั่นคงภายในประเทศ การพึ่งพาสินค้านำเข้า และความช่วยเหลือจากต่างประเทศที่ลดลง ซึ่งแต่ละปัจจัยไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแยกขาดจากกัน แต่กลับซ้ำเติมให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนยิ่งเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อประเทศยังมีข้อจำกัดในการระดมรายได้และจัดสรรงบประมาณเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้
รัฐมนตรีโซมาเลียเล่าถึงแรงกระแทกที่ประเทศเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มจากผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2023–2024 ก่อนจะต้องเผชิญกับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance: ODA) ที่ลดลงในปี 2025 และในปี 2026 ประเทศยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการนำเข้า ขณะที่โซมาเลียต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าในสัดส่วนสูง ทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาอาหารและเชื้อเพลิงในตลาดโลกสามารถส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนได้โดยตรง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศกำลังเผชิญแรงกระแทกครั้งใหม่ ทั้งที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งก่อนหน้าได้อย่างเต็มที่
สำหรับโซมาเลีย ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการจัดหาอาหารให้เพียงพอ แต่ยังรวมถึงความสามารถของรัฐบาลในการดูแลประชาชนเมื่อทรัพยากรจากภายนอกมีแนวโน้มลดลง และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น
ความเปราะบางนี้ยิ่งตอกย้ำว่าการพึ่งพาความช่วยเหลือระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการรองรับวิกฤตที่เกิดขึ้นซ้ำ ขณะที่ความจำเป็นในการสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจและการคลังภายในประเทศกำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
Aboubakar Nacanabo รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและการคลังของบูร์กินาฟาโซ มองว่าความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่เพียงปัญหาด้านการเกษตร แต่เกี่ยวข้องกับทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ โดยบูร์กินาฟาโซกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญสามด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ปัญหาความมั่นคง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดทางการคลัง ส่งผลให้รัฐบาลต้องหาทางช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางไปพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นเมื่อวิกฤตอาหารสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ในแต่ละปี และการใช้งบประมาณช่วยเหลือแบบเดิมอาจไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาในระยะยาว
Nacanabo เสนอว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนแนวทางจากการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ไปสู่การสร้างศักยภาพให้ประชาชนสามารถผลิตอาหารและสร้างรายได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะการลงทุนในระบบชลประทาน การสนับสนุนปุ๋ยและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร รวมถึงการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง
เพราะหากรัฐบาลตอบสนองต่อวิกฤตด้วยการแจกจ่ายอาหารเพียงอย่างเดียว เมื่อเกิดภัยแล้งหรือผลผลิตเสียหายอีกครั้ง ประชาชนก็อาจต้องกลับมาพึ่งพาความช่วยเหลือเช่นเดิม แต่หากมีระบบน้ำและทรัพยากรที่จำเป็นต่อการผลิตอาหาร ก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองและลดความเปราะบางต่อวิกฤตในระยะยาว
อีกหนึ่งประเด็นที่เขาเน้นคือการเตรียมความพร้อมทางการคลังก่อนเกิดวิกฤต โดยระบุว่าแม้วิกฤตอาจไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่การตอบสนองของรัฐบาลไม่ควรเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้เช่นกัน
รัฐบาลจึงควรคำนึงถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและความผันผวนของราคาอาหารตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณ พร้อมเพิ่มความสามารถในการระดมรายได้ภายในประเทศและสร้างเงินสำรองเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน เพราะการมีทรัพยากรเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนได้รวดเร็วขึ้น แทนที่จะต้องเริ่มจัดหาเงินทุนและออกแบบมาตรการใหม่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต
Ilyas Dawaleh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังจิบูตี กล่าวถึงความท้าทายของประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรประมาณ 1.5 ล้านคน ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลัก ท่ามกลางความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยจิบูตีมีข้อจำกัดในการผลิตอาหารภายในประเทศ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของประชาชนขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของประเทศเพื่อนบ้านและระบบการค้าระหว่างประเทศอย่างมาก หากประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหารหรือเส้นทางขนส่งสำคัญเผชิญปัญหา จิบูตีก็อาจได้รับผลกระทบโดยตรง แม้ไม่ได้เป็นประเทศที่เกิดภัยธรรมชาติหรือความขัดแย้งด้วยตนเองก็ตาม
Dawaleh เล่าย้อนถึงบทสนทนาเมื่อปี 2013 ซึ่งเขาเคยถามผู้นำประเทศเกี่ยวกับความท้าทายที่ยากที่สุดในการบริหารประเทศ และได้รับคำตอบว่าการดูแลประชาชนที่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารอยู่ตลอดเวลาเป็นหนึ่งในภารกิจที่ยากที่สุด
โดยที่ผ่านมา จิบูตีพยายามลดความเสี่ยงด้วยการลงทุนในภาคเกษตรของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เอธิโอเปีย เพื่อสร้างแหล่งจัดหาอาหาร แต่ปัญหาคือประเทศเหล่านั้นก็มีความเปราะบางของตนเองเช่นกัน
ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน เอธิโอเปียยังเผชิญความไม่สงบภายในประเทศจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ยิ่งทำให้การจัดหาและขนส่งอาหารมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
กรณีจิบูตีสะท้อนว่าความมั่นคงทางอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตอาหารของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของเครือข่ายการค้าและประเทศคู่ค้าด้วย การลงทุนในแหล่งผลิตอาหารจากต่างประเทศอาจช่วยกระจายความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง แต่หากประเทศที่เป็นแหล่งผลิตเหล่านั้นต้องเผชิญวิกฤตพร้อมกัน ประเทศผู้นำเข้าก็ยังมีโอกาสได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อจำกัดในการจัดหาอาหารจากแหล่งอื่นหรือมีงบประมาณจำกัดในการรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลในช่วงเปิดการอภิปรายของ IMF ยังให้ความสำคัญกับระบบคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) โดยระบุว่าประเทศที่มีระบบช่วยเหลือประชาชนที่เข้มแข็งจะสามารถเข้าถึงครัวเรือนกลุ่มเปราะบางได้รวดเร็วกว่าเมื่อเกิดวิกฤตอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย การสนับสนุนอาหารผ่านโรงเรียน หรือมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งสามารถลดความเดือดร้อนของประชาชนได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากกับมาตรการวงกว้างที่อาจไม่ตรงกับกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาก่อนเกิดวิกฤต ทั้งฐานข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบาง ระบบลงทะเบียนผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ ช่องทางการจ่ายเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถส่งความช่วยเหลือไปถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
เพราะหากรัฐบาลรอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงเริ่มรวบรวมข้อมูลหรือจัดตั้งระบบช่วยเหลือ อาจทำให้การตอบสนองล่าช้าและมีต้นทุนสูงขึ้น ความพร้อมของระบบบริหารจัดการจึงมีความสำคัญไม่แพ้จำนวนเงินที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้จ่าย เพราะการช่วยเหลืออย่างตรงจุดจะช่วยให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกใช้ไปกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงกดดันต่องบประมาณในระยะยาว
ท้ายที่สุด สาระสำคัญจากเวที Food Security in an Age of Shocks คือความมั่นคงทางอาหารไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการผลิตอาหารให้เพียงพอ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของประชาชนในการเข้าถึงอาหาร และความพร้อมของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต
เพราะในโลกที่ภัยแล้ง สงคราม และความผันผวนทางเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ การรอแก้ปัญหาเมื่อวิกฤตมาถึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป รัฐบาลจึงต้องสร้างทั้งระบบช่วยเหลือที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและความสามารถในการผลิตอาหารที่มั่นคงในระยะยาว โดยไม่ทำให้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากลายเป็นภาระทางการคลังที่ประเทศต้องแบกรับต่อไปในอนาคต