
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เเกนนําขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) เครือข่ายประชาชนปฏิรูประบบสุขภาพและสื่อสาธารณะเพื่อสิทธิพลเมือง และภาคีเครือข่ายสุขภาพ กว่า 60 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทินชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและกรรมการบริหารพรรคขอให้ถอนร่าง แก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ สาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ภายหลังผลการรับฟังความเห็นพบว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยมี นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผอ.พรรคภูมิใจไทย เป็นตัวแทนรับหนังสือ
นายสมบูรณ์ คำแหง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูประบบสุขภาพและสื่อสาธารณะเพื่อสิทธิพลเมือง ระบุว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นพูดคุยกันใน ภาคประชาสังคม ซึ่งมีความเห็นร่วมกันถือเป็นมติผลสรุปมายื่นในวันนี้ และเรื่องนี้กำลังเป็นที่รับทราบในหมู่องค์กรภาคประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นความกังวลตรงกัน ว่าการที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเสนอร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ แม้จะกระทบกับองค์กรเหล่านั้น แต่ไม่ควรเป็นประเด็นที่นำไปสู่การทำลายเชิงหลักการ และหากมีการเดินกฎหมายใช้วิธีการงบประมาณจะเปลี่ยนไป ซึ่งแม้ว่าพรรคอาจมีวิธีอธิบายเรื่องนี้แต่ยังเป็นข้อสงสัยในมุมของพวกตนว่าหนีไม่พ้นทำให้องค์กรอย่าง สสส. หรือ สื่อสาธารณะอาจต้องปรับท่าทีของตัวเองใหม่ ถึงอยากให้พรรคภูมิใจไทยโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ต้องพินิจพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบไม่อย่างนั้นจะเป็นการเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองได้ หากนายกฯยังเดินหน้าเรื่องนี้ ผู้วิวาทะไม่ใช่คนที่อยู่ใน ห้องนี้ แต่อยู่ในภาคเครือข่ายประชาชนที่ทำงาน จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีรับฟังความเห็นข้อมูลอีกมุม
นายชูวิทย์ จันทรรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานบนเส้นทางที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่รักไม่เคยมีให้แล้ววันหนึ่งมีขึ้นมาคือกองทุนจากสสส ไม่ได้ทำให้รวยขึ้นและเจ็บปวดทุกครั้งที่ถูกตราหน้าว่าหากินกับภาษีบาป พร้อมกับฝากให้ผอ.พรรคไปยังโฆษกรัฐบาล ขอให้ช่วยอย่าย่ำอยู่บนหัวของพวกเรา ขอให้เปลี่ยนความคิดใหม่ว่าเป็นคนทำงานร่วมกับภาครัฐ ทุกเหตุการณ์น้ำท่วมหรือโควิด ก็ไปช่วยชาวบ้าน นี่คือความสำคัญ อย่าผลักเราให้เป็นคนอื่น สิ่งที่ควรส่งรัฐบาลอาจต้องปรับเปลี่ยนหรือทบทวน ให้จริงจังและเห็นหัวพวกเรา ประกอบกับขณะนี้เจอวิกฤต รัฐรับมือไม่ไหว หากไม่มีภาคประชาชนตื่นตัวขึ้นมา จับมือกับรัฐในการทำงานไปด้วยกัน ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการ ผ่านวิกฤตไปได้ จึงอยากให้รัฐบาลคิดให้มาก อย่าทำร้ายกองทุนที่มีอยู่น้อยนิด ให้เราต้องสิ้นไร้ไม้ตอกและไม่มีทางเลือกอื่น
นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวถึงที่ กองทุนสสส. แม้ว่าจะดำเนินการมาด้วยภาษีสรรพสามิต และแม้ว่ารัฐบาลจะย้ำว่าไม่ได้ยกเลิก แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการใช้งบประมาณ ซึ่งตนมองว่าหาดมีการยกเลิก ระบบสุขภาพและสังคมน่าจะมีปัญหาในอนาคตมากขึ้น และถ้ามีกองทุนอย่างนี้อยู่ ก็สามารถที่จะช่วยปิดจุดอ่อนและเติมเต็มศักยภาพของภาครัฐขึ้น จึงขอวิงวอนขอให้ศึกษาและทบทวนเรื่องนี้ และยังมองว่า คำกล่าวของรัฐที่อ้างอิงถึงวินัยการเงินการคลังตามมาตรา 26 พ.ร.บ.ที่พูดถึงเกิดขึ้นมาก่อนเพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเอาสิ่งเหล่านั้นมาอ้างว่าด้วยมาตรา 26 นี้จะต้องมายกเลิก พ.ร.บ 4 ฉบับนี้ และให้ไปใช้ระบบงบประมาณแทน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น การใช้ระบบงบประมาณคือสิ่งที่เรากังวลกันมากที่สุด ไม่ยอมรับถึงข้อกังวลว่าอาจเอื้อให้กับนายทุน เพราะถ้าภาษีลดลง ผู้ได้เปรียบคือภาคธุรกิจในทันที
นายเกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ย้ำถึงหลายปรากฏการณ์ทางสังคม อยากสะท้อนให้ถึงนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อยากให้ความสัมพันธ์ของพรรคหรือฝ่ายบริหารของรัฐบาลกับประชาชนราบรื่น และเป็นบรรยากาศทางเดียวกัน และขณะนี้เองก็มีอีกหลายเรื่อง ทั้งการอภิปราย เจอวิกฤตอุทกภัย ซึ่งเรื่องนี้ควรวางไว้ก่อน หรือถอนก่อนก็ได้แล้วค่อยคุยกัน ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชน ให้เปิดพื้นที่ พูดคุยกัน หรือหากชะลอหรือหยุดไว้ก่อนก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ ประธานมูลนิธิสุขภาพไทย มองว่า ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย แต่ต้องทำให้เห็นว่าเงินที่มาจากทางสาธารณะจะต้องเปิดเผย และตรวจสอบได้ แต่ยอมรับว่าน่าคิดว่าความโปร่งใสนั้นเพียงพอหรือไม่จึงเกิด แต่อาจเป็นคนละส่วนกับการแก้พ.ร.บ.ทั้งฉบับ เพราะบางเรื่องเป็นการบริหารงาน และประธานสสส.นั้น นายกฯ เป็นประธานบอร์ด โดยตำแหน่ง ซึ่งกลไกมีการเปิดเผยรายจ่ายประจำเดือนถือว่าโปร่งใสในระดับหนึ่ง แต่กลับมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดคนจึงยังสงสัยเรื่องของความโปร่งใสอยู่ จึงจำเป็นต้องกลับไปขบคิดว่าหรือ สสส. จำเป็นต้องแถลงผลงานประจำปี หรืองบประจำปีอย่างเปิดเผย
พร้อมกับกล่าวย้ำว่า แต่เหตุผลเรื่องความโปร่งใสไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลหลักในการที่จะยกเลิกภาษีเฉพาะ แต่เป็นอีกประเด็นที่จะต้องมาทำงานร่วมกันให้เห็นว่าการทำงานของทุกคนนั้น ต้องสามารถตรวจสอบทางบัญชีหรือแสดงทุกอย่างได้ ซึ่งยืนยันว่า งบฯนี้มีความสำคัญ มีงบฯเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาตามหลักคิด และสิ่งที่เสนอคือกลไกให้เห็นว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาอย่างแท้จริง มีบทพิสูจน์อยู่อย่างมากมาย และยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยอยู่ในเป้าหมาย ในประเทศไทยกำลังเข้าไปในสมาชิก OECD ซึ่งปัจจัยสำคัญคือความเป็นหุ้นส่วนของภาคประชาสังคม และอยากเห็นว่ากำลังช่วยทำให้ประเทศไทยยกระดับฐานะในสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเป็นการทำงานร่วมกัน
และก็คาดหวังว่าจะมาพูดคุยกันเพื่ออาจจะเปลี่ยนใจนายกรัฐมนตรี และสมาชิกในพรรคภูมิใจไทยเพราะเป็นผู้ยื่นเสนอกฎหมายนี้ และจากสิ่งที่ลงความเห็นกันนั้นอาจจะเป็นเหตุผลรองรับให้ทางพรรค ได้ทบทวน ขอยุติ หรือถอนร่าง พ.ร.บ. แก้ไข และอยากทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองว่า ภาคงานภาคประชาสังคมเหล่านี้มีบทบาทสำคัญ จึงอย่ามาทำลาย ลดทอน หรือทำให้พวกเราเสียกำลังใจ เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเช่นกัน
ด้านผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนจะรวบรวมข้อเสนอและความรู้สึกที่พูดคุยกันวันนี้ ไปสื่อสารให้กับพรรค ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าทุกอย่างต้องมีทางออก อะไรที่เป็นประโยชน์เราก็จะช่วยกัน ดังนั้น เราจะรับข้อเสนอนี้ไปพิจารณา ซึ่งเราก็พอรับรู้เรื่องนี้จากหน้าสื่อ แต่การทำงานบางอย่างก็อาจจะมีการเข้าใจคลาดเคลื่อนกันบ้าง แต่เชื่อว่านายกรัฐมนตรีและผู้บริหารพรรคพร้อมจะรับฟัง และยังกล่าวย้ำอีกว่า พรรคการเมืองเมื่อเติบโตมา เรื่องที่สำคัญคือความทุกข์ยากของประชาชน ไม่ต้องไปห่วงว่าไปเอาใจนายทุน สำหรับตนเรื่องพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสารระบบ คนทำงานหากไปดังวลในเรื่องพวกนี้ อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องโฟกัสที่ชาวบ้านเป็นหลัก เมื่อถึงเวลาชาวบ้านเลือกเรา นายทุนคนหนึ่งบางทีมีแค่เสียงเดียว แต่ชาวบ้านหลายมือ เวลาไปกาคะแนน ดังนั้นตนเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองกังวลเรื่องเสียงของประชาชน ดังนั้นการทำอะไรที่ได้ใจของประชาชน และเซิร์ฟกับพี่น้องประชาชนได้ เราก็จะแข็งแรงในทางการเมือง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเติบโตมาอย่างนี้จริงๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเราเป็นสายต่างจังหวัดไม่ใช่สายเมือง แต่กรุงเทพฯก็ยังไม่ได้สักที ซึ่งการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่พี่น้องภาคประชาสังคมก็ยังอยู่เหมือนเดิม
สำหรับจุดยืนและข้อเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย มีดังนี้
1. ยกเลิกการจัดเก็บภาษีบาปแล้วไปใช้เงินในระบบงบประมาณที่ต้องผ่านสภา
2. ในการทำงานของทุกกองทุน มีขั้นตอนการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ แทบไม่ต่างจากหน่วยงานของรัฐอื่นๆ โดยเฉพาะ สสส.ที่มีการกำกับและตรวจสอบอย่างเข้มข้น และยังถูกตรวจสอบได้จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอีกด้วย ส่วนกรณีไทยพีบีเอส การทำลายความอิสระขององค์กร สุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง ควบคุม จึงจำเป็นต้องรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระในการทำงาน ตามเจตนารมณ์ที่ไม่ใช่สื่อของรัฐ
3. กังวลว่าจะเป็นการตัดโอกาสที่ประชาชน องค์กร คนเล็กคนน้อย ที่จะเข้าถึงแหล่งทุนหรือได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
4. การที่ประเทศไทยต้องการเข้าร่วมเป้าหมายการพัฒนาที่ยังยืน ซึ่งเป็นแผนงานของ องค์การสหประชาชาติ และองค์การเพื่อความร่วมร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หลักสำคัญอย่างหนึ่งคือการหนุนให้ภาคประชาสังคม ร่วมทำงานเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ คือการทำลายภาคประชาสังคมอย่างปฏิเสธไม่ได้
5. ขอให้พรรคภูมิใจไทย ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ออกไปจากกระบวนการทางนิติบัญญัติโดยเร็วที่สุด และใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตั้ง กมธ.วิสามัญที่มาจากทุกพรรคการเมือง และมีตัวแทนภาคประชาสังคม ศึกษาการปฏิรูปงานของทั้ง 4 องค์กร ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
6. ขอให้ทบทวนมุมมองต่อภาคประชาสังคม หยุดทำลายความเข้มแข็งของภาคประชาชน และขอให้พัฒนากลไกให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง ไม่ใช่แค่ถามหาในเวลาเผชิญวิกฤต แต่ทุบทำลายเมื่อไม่ตอบโจทย์ทางการเมือง
Advertisement