Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
WBGชู Small AI สร้างงานรับคนรุ่นใหม่ 1.2พันล้านคน ให้ยังมี 'งานแรก' ทำ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

WBGชู Small AI สร้างงานรับคนรุ่นใหม่ 1.2พันล้านคน ให้ยังมี 'งานแรก' ทำ

13 ต.ค. 69
12:46 น.
แชร์

ในช่วง 15 ปีนับจากนี้ คนหนุ่มสาวทั่วโลก 1.2 พันล้านคนจะทยอยมีอายุครบ 18 ปีและก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังพลิกโฉมทั้งรูปแบบการทำงานและทักษะที่ตลาดต้องการ

หากคนรุ่นใหม่นี้เติบโตท่ามกลางอากาศและน้ำสะอาด พร้อมเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษา และการพัฒนาทักษะอย่างเพียงพอ พวกเขาย่อมมีศักยภาพที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม โจทย์ชี้ขาดอยู่ที่ระบบเศรษฐกิจในอนาคตว่าจะสามารถสร้างงานที่เปิดโอกาสให้คนเหล่านี้มีรายได้ มีบทบาทในสังคม และมองเห็นอนาคตของตัวเองได้มากเพียงใด

ความท้าทายดังกล่าวยิ่งเด่นชัดในประเทศกำลังพัฒนา เพราะความเสี่ยงจาก AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเข้ามาทดแทนงานเดิม แต่อาจรวมถึงการที่งานใหม่เกิดขึ้นไม่เร็วพอจะรองรับแรงงานจำนวนมากที่กำลังเข้าสู่ตลาด แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังขยายตัวก็ตาม

ธาร์มาน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ระบุว่า แม้จีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังขยายตัวได้ค่อนข้างดี แต่การสร้างงานกลับไม่แข็งแกร่งตามไปด้วย สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ในโลกยุคใหม่ การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แต่ไม่เพียงพอที่จะรับประกันว่าผู้คนจะมีงานที่ดี และหากภาครัฐไม่เร่งรับมือ AI อาจยิ่งขยายช่องว่างระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการจ้างงานให้กว้างขึ้น

บนเวที “Small AI, More and Better Jobs” ภายในการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ครั้งที่ 81 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) จึงเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาหันมาให้ความสำคัญกับ “Small AI” หรือ AI ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้านและนำไปใช้งานได้จริงในระดับท้องถิ่น ตั้งแต่การเชื่อมโยงคลินิกชุมชนเข้ากับแพทย์ ไปจนถึงการช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงปัจจัยการผลิต สินเชื่อ และตลาดได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ชันมูการัตนัมเรียกร้องให้รัฐบาลร่วมมือกับภาคธุรกิจเพื่อรักษาโอกาสในการเข้าถึง “งานแรก” ของผู้สำเร็จการศึกษา ป้องกันไม่ให้แรงงานกลุ่มกลางหลุดออกจากระบบ และปรับระบบการศึกษาให้เชื่อมโยงกับโลกการทำงานมากขึ้น เพื่อเปลี่ยน AI จากแรงกดดันต่อตลาดแรงงานให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ

ธนาคารโลกวาง “การสร้างงาน” เป็นภารกิจหลัก รองรับแรงงานรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน

บังกากล่าวว่า การสร้างงานถือเป็นหัวใจของภารกิจทั้งหมดของธนาคารโลก เนื่องจากในช่วง 15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวทั่วโลกทยอยมีอายุครบ 18 ปีรวมกันถึง 1.2 พันล้านคน

หากประชากรกลุ่มนี้เติบโตท่ามกลางอากาศและน้ำสะอาด พร้อมเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษา และการพัฒนาทักษะอย่างเพียงพอตั้งแต่วัยเด็ก พวกเขาย่อมมีศักยภาพที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน คนรุ่นใหม่เหล่านี้จำเป็นต้องมีโอกาสใช้ความสามารถและมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในสังคมด้วย

ในมุมมองของบังกา คำว่า “งาน” ไม่ได้หมายถึงเพียงการเป็นลูกจ้างของบริษัทขนาดใหญ่หรือธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการเป็นผู้ประกอบการและการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลิตภาพในสังคม เพราะการมีรายได้และได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจมีส่วนช่วยสร้างทั้งความหวังและศักดิ์ศรีให้แก่ผู้คน

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกจึงปรับทิศทางการดำเนินงานให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านการจ้างงานมากขึ้น บังกามองว่า การพัฒนาโรงเรียน ถนน ศูนย์พัฒนาทักษะ และสถานพยาบาลยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่จำเป็น แต่ไม่ควรถูกมองเป็นเป้าหมายที่แยกขาดออกจากกัน การออกแบบโครงการแต่ละด้านต้องคำนึงด้วยว่าจะช่วยให้ผู้คนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

บังกาอธิบายว่า กระบวนการสร้างงานต้องเริ่มจากการวางรากฐานทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและทุนมนุษย์ ควบคู่กับการกำหนดกฎระเบียบและนโยบายที่เหมาะสม จากนั้นจึงใช้กลไกลดความเสี่ยงเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนนำเงินทุนเข้ามาลงทุนในวงกว้าง โดยภาครัฐมีหน้าที่สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุน ขณะที่การจ้างงานราว 75-85% ในแต่ละประเทศมาจากภาคเอกชน

สำหรับตลาดเกิดใหม่ โจทย์สำคัญของ AI จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการแข่งขันพัฒนาแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ แต่อยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพในโรงเรียน สนับสนุนการทำงานของครู ยกระดับระบบสาธารณสุข และเพิ่มประสิทธิภาพภาคเกษตร โดยเฉพาะการช่วยให้เกษตรกรรายย่อยขยายขนาดการผลิตและเข้าถึงโอกาสในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น

บังกาย้ำว่า ผลกระทบของ AI ต่อตำแหน่งงานยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม และยังไม่อาจสรุปได้อย่างแน่ชัด สำหรับประเทศกำลังพัฒนา คำถามสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะทำให้งานประเภทใดหายไป แต่คือจะนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาเพิ่มประสิทธิภาพของบริการ ตลอดจนสร้างงานที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศได้อย่างไร

'Small AI’ จากคลินิกชุมชนถึงไร่นา เปลี่ยนเทคโนโลยีให้ “คนตัวเล็ก” ใช้ได้จริง

บังกากล่าวว่า สภาที่ปรึกษาด้านการจ้างงานของธนาคารโลก ซึ่งมีชันมูการัตนัมทำหน้าที่ประธานร่วม ได้ระบุภาคเศรษฐกิจ 5 ด้านที่มีศักยภาพสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา แนวทางนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพารูปแบบในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นการย้ายงานจากประเทศพัฒนาแล้วไปยังประเทศกำลังพัฒนา แต่หันมาสร้างงานที่ตอบสนองความต้องการภายในท้องถิ่นโดยตรง

ด้านแรกคือโครงสร้างพื้นฐาน ครอบคลุมตั้งแต่งานก่อสร้าง ไปจนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตามมาจากการพัฒนาถนน สะพาน สนามบิน ระบบดิจิทัล ไฟฟ้า และน้ำ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านทุนมนุษย์ เช่น การศึกษาและการพัฒนาทักษะ

ด้านที่สองคือภาคเกษตรสำหรับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งยังเป็นฐานสำคัญของการผลิตอาหารในหลายประเทศ แต่เกษตรกรกลุ่มนี้มักเสียเปรียบด้านการแข่งขัน จึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์และการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ด้านที่สามคือระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ ซึ่งสามารถขยายทั้งการเข้าถึงบริการและการจ้างงานในชุมชน ส่วนด้านที่สี่คือการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยสร้างงานต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่น โดยบังกายกไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาภาคการท่องเที่ยวมาไกลและยังมีเป้าหมายขยายตัวต่อไป

ด้านที่ห้าคือการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ แทนที่จะหยุดอยู่เพียงการขุดและส่งออกทรัพยากร แม้ประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่งจะมีแหล่งแร่และโลหะจำนวนมาก แต่โจทย์สำคัญคือการต่อยอดทรัพยากรเหล่านั้นให้กลายเป็นงานคุณภาพภายในประเทศ

นอกเหนือจากภาคเศรษฐกิจทั้ง 5 ด้าน บังกายังมองว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคอย่างแอฟริกาก็เป็นอีกพื้นที่ที่มีโอกาส โดยภาคเศรษฐกิจเหล่านี้สามารถเปิดพื้นที่ให้ผู้คนทำงานได้ทั้งในฐานะลูกจ้างและผู้ประกอบการ

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนบทบาทของ Small AI ได้อย่างชัดเจนคือคลินิกปฐมภูมิในอินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละแห่งอาจมีพยาบาล ผดุงครรภ์ และเจ้าหน้าที่ตรวจวินิจฉัยประจำอยู่ การขยายเครือข่ายคลินิกลักษณะนี้ช่วยสร้างงานในชุมชนโดยตรง ขณะที่เทคโนโลยีและ AI สามารถเชื่อมบุคลากรประจำคลินิกเข้ากับแพทย์ที่ให้คำปรึกษาทางไกล รวมถึงทักษะเฉพาะทางที่ไม่มีอยู่ในศูนย์บริการแต่ละแห่ง ช่วยให้บุคลากรในพื้นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยเข้ารับบริการด้วยอาการผื่นที่พยาบาลไม่สามารถระบุได้ พยาบาลอาจถ่ายภาพและส่งไปให้แพทย์หนึ่งคนซึ่งดูแลคลินิกร่วมกันราว 20 แห่ง จากนั้นแพทย์อาจวินิจฉัยจากภาพด้วยตนเอง หรือใช้ AI แบบไม่ซับซ้อนที่ประมวลผลใกล้จุดใช้งานผ่านโทรศัพท์ระบบ 3G เพื่อช่วยประเมินว่าเป็นผื่นผิวหนังที่รักษาด้วยยาทาและให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ หรือเป็นกรณีที่น่ากังวลและควรส่งต่อไปยังโรงพยาบาลประจำภูมิภาค

ระบบดังกล่าวยังสามารถนัดหมายแพทย์เฉพาะทางให้ผู้ป่วยล่วงหน้า เช่น กำหนดให้เข้าพบแพทย์ในอีก 14 วัน เวลา 10.30 น. บังกาชี้ว่า แม้แต่ในประเทศพัฒนาแล้ว การนัดหมายแพทย์เฉพาะทางผ่านระบบดิจิทัลยังทำได้ยากในหลายกรณี เครื่องมือ AI ที่เรียบง่ายจึงอาจช่วยลดขั้นตอนการประสานงานที่ซับซ้อน ทำให้คลินิกชุมชนไม่ได้เพียงส่งข้อมูลออกไป แต่สามารถนำผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาขั้นต่อไปได้อย่างเป็นระบบ

อีกตัวอย่างคือแพลตฟอร์มที่ธนาคารโลกกำลังดำเนินการโดยได้รับความช่วยเหลือจากกูเกิล เพื่อเชื่อมเกษตรกรและสหกรณ์ในอินเดียและประเทศอื่น ๆ เข้ากับปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ประกันภัยพืชผล สินเชื่อ และที่สำคัญคือช่องทางจำหน่ายผลผลิตในราคาที่ดีขึ้น เป้าหมายคือช่วยให้เกษตรกรรายย่อยซึ่งมักเสียเปรียบในการแข่งขัน สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิต เงินทุน เครื่องมือบริหารความเสี่ยง และตลาดได้ผ่านระบบเดียว

บังกายกตัวอย่างเกษตรกรหญิงที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่สามารถใช้โทรศัพท์ระบบ 3G ถ่ายภาพด้านหลังใบพืชที่มีร่องรอยของโรคได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อโรคหรือแมลง ระบบจะวิเคราะห์อาการและเชื่อมโยงไปยังสารกำจัดแมลงที่เหมาะสม จากนั้นเกษตรกรสามารถกดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ราคา 25 รูปีผ่านบัญชีธนาคาร ก่อนเดินทางไปรับสินค้าที่สหกรณ์ กระบวนการทั้งหมดจึงเปลี่ยนข้อมูลที่เดิมเข้าถึงได้ยากให้กลายเป็นคำแนะนำและการซื้อขายที่นำไปใช้ได้ทันที

สำหรับบังกา นี่คือสาระสำคัญของ Small AI ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือซับซ้อน แต่ต้องทำงานได้ภายใต้ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง เข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์ที่ผู้คนมีอยู่ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่ผู้ใช้ได้ แม้แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่อาจสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดแรงงานบางส่วนในประเทศพัฒนาแล้ว แต่สำหรับประเทศรายได้ปานกลางและประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง AI ขนาดเล็กยังมีโอกาสอีกมากในการยกระดับผลิตภาพ ขยายการเข้าถึงบริการ และสร้างงาน

เศรษฐกิจโตอย่างเดียวไม่พอ ระวัง AI เร่งความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงาน

ชันมูการัตนัมกล่าวว่า โลกยังอยู่เพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นแรงกระแทกฉับพลันเช่นเดียวกับวิกฤตโรคระบาด แต่เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมรับมือ โดยต้องตระหนักว่า แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างงานที่ดี แต่การเติบโตเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันได้ว่าจะมีงานคุณภาพเพียงพอสำหรับทุกคน

เขายกตัวอย่างจีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ค่อนข้างดี แต่การสร้างงานกลับไม่แข็งแกร่งตามไปด้วย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าช่องว่างระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการจ้างงานได้เริ่มปรากฏขึ้นแล้ว และหากรัฐบาลไม่เร่งรับมือ AI อาจยิ่งทำให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้น

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการป้องกันไม่ให้งานหายไป แต่ต้องหาทางใช้ AI เพื่อสร้างงานที่ดี รักษางานที่มนุษย์ยังสามารถทำได้อย่างมีคุณค่า และเปิดโอกาสให้แรงงานเติบโตตามเส้นทางอาชีพได้ แม้ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

ความเสี่ยงอีกด้านหนึ่งคือการเกิดระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงานแบบตัว K หรือ K-shaped ซึ่งประชากรกลุ่มหนึ่งยังสามารถเติบโตและก้าวหน้าต่อไปได้ ขณะที่โอกาสของประชากรอีกกลุ่มกลับลดน้อยลงเรื่อย ๆ

ในช่วงแรกของการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ งานการผลิตระดับล่างเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทำให้แรงงานบางส่วนต้องย้ายไปทำงานในภาคบริการหรือเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม แต่การเปลี่ยนแปลงรอบนี้อาจกระทบแรงงานกลุ่มใหญ่ที่อยู่ตรงกลางระหว่างแรงงานทักษะต่ำกับแรงงานทักษะสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่สั่งสมทักษะและประสบการณ์มาเป็นเวลานาน ชันมูการัตนัมจึงเห็นว่า ไม่ควรปล่อยให้แรงงานกลุ่มกลางและชุดทักษะที่คนกลุ่มนี้สะสมไว้ต้องหลุดออกจากระบบ

อย่างไรก็ตาม เขายังมองเห็นโอกาสในหลายภาคส่วน โดยย้ำว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรชะลอการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต เพราะต้นทุนแรงงานในหลายพื้นที่ยังต่ำกว่าทั้งจีนและการใช้ระบบหุ่นยนต์

ชันมูการัตนัมยกตัวอย่าง 4-5 รัฐของอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างโดดเด่นจากการผลิตเพื่อการส่งออก และมองว่าหากรัฐอื่นเดินตามแนวทางเดียวกัน อินเดียก็ยังมีโอกาสยกระดับเศรษฐกิจได้ แม้จะเริ่มต้นช้ากว่าประเทศอื่น ขณะที่เวียดนามเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนโอกาสในภาคการผลิต

เงื่อนไขสำคัญคือการดึงดูดเงินลงทุน จัดสรรที่ดินที่พร้อมใช้และไม่มีภาระติดขัด ตลอดจนปรับกฎระเบียบด้านแรงงานให้เอื้อต่อการเข้าสู่ตลาดงานและการเติบโตตามเส้นทางอาชีพ

พลังงานสีเขียวเป็นอีกภาคส่วนที่สร้างประโยชน์ได้หลายด้าน ทั้งเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ทำให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอสำหรับเข้าร่วมเศรษฐกิจ AI และสร้างงานได้มากขึ้น ชันมูการัตนัมระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบเงินลงทุนในระดับเท่ากันทุก 1 พันล้านดอลลาร์ พลังงานหมุนเวียนสามารถสร้างงานได้มากกว่าพลังงานฟอสซิลถึง 3 เท่า

ภาคสาธารณสุขก็มีศักยภาพสูงเช่นกัน เพราะงานจำนวนมากสามารถใช้ AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพ และมีแนวโน้มถูกทดแทนได้ยาก ประเทศกำลังพัฒนาไม่จำเป็นต้องยกระดับระบบสุขภาพให้เทียบเท่าประเทศที่มีมาตรฐานสูงสุดในทันที เพียงลดช่องว่างลงได้ครึ่งหนึ่ง ก็จะทำให้เกิดความต้องการแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนเพิ่มขึ้นอีกมาก

ปัจจุบัน ประเทศกำลังพัฒนามีจำนวนพยาบาลต่อประชากรเพียงประมาณหนึ่งในห้าถึงหนึ่งในสิบของประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ในอินเดีย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนได้กลายเป็นกำลังสำคัญของระบบ ผ่านบทบาทตั้งแต่การฉีดวัคซีน การดูแลสุขภาพมารดา ไปจนถึงการให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ครอบครัว

อีกความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นคือ AI ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเป็น “ลูกจ้าง” กับ “ผู้ประกอบการ” เลือนรางลง และเปิดทางให้เกิดธุรกิจที่เริ่มต้นจากคนเพียงคนเดียว ก่อนจะค่อย ๆ ดึงผู้อื่นเข้ามาร่วมงานเมื่อกิจการขยายตัว

ผู้ประกอบการรายเล็กจึงมีอำนาจจัดการงานของตัวเองมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ AI เพื่อเข้าถึงตลาดและเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ชันมูการัตนัมมองว่า รูปแบบดังกล่าวถือเป็นการจ้างงานอีกประเภทหนึ่ง แม้จะแตกต่างจากการเป็นลูกจ้างในความหมายดั้งเดิม

เขายกตัวอย่างมณฑลเจ้อเจียงของจีน ซึ่งจัดตั้งเครือข่ายบริการสำหรับธุรกิจที่มีผู้ประกอบการเพียงคนเดียว โดยเปิดให้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทั้งแบบจำลอง AI แหล่งพลังงาน และบริการวิชาชีพ การสนับสนุนลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น แต่บริการที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับผู้ประกอบการเหล่านี้ยังสามารถเติบโตเป็นภาคธุรกิจและแหล่งงานใหม่ได้ด้วยรักษา ‘งานแรก’ ให้เด็กจบใหม่ ปรับมหาวิทยาลัยเชื่อมโลกการทำงาน

รักษา “งานแรก” ของบัณฑิต ปรับมหาวิทยาลัยให้เชื่อมโลกการทำงาน

ชันมูการัตนัมมองว่า แม้ AI มีความเสี่ยงที่จะเข้ามาแทนที่แรงงาน แต่ด้านที่ยังเปิดโอกาสให้รับมือได้คือ การเปลี่ยนแปลงจะค่อย ๆ เกิดขึ้น ไม่ได้ถาโถมเข้ามาพร้อมกันทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ แต่จะแทรกซึมไปตามภาคส่วนต่าง ๆ

กระบวนการนี้ทำให้แรงงานยังพอมีเวลาเรียนรู้ทักษะใหม่ ต่อยอดความรู้เดิม และปรับเปลี่ยนบทบาทในระหว่างที่ยังมีงานทำ การเรียนรู้ในสถานที่ทำงานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งตลอดช่วงเปลี่ยนผ่าน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาคือ ความต้องการจ้างงานในตำแหน่งระดับเริ่มต้นสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาใหม่กำลังลดลง สัญญาณดังกล่าวเห็นได้ชัดที่สุดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เผชิญผลกระทบจาก AI โดยตรง แต่ขณะนี้เริ่มปรากฏในวงกว้างมากขึ้น

หากคนหนุ่มสาวไม่สามารถเข้าถึง “งานแรก” ได้ พวกเขาอาจต้องรอออกไปอีกหนึ่งปีและต้องเผชิญการแข่งขันกับบัณฑิตรุ่นถัดไป แต่ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเวลาที่หายไป เพราะคนกลุ่มนี้อาจสูญเสียโอกาสสะสมทักษะไปมากกว่าหนึ่งปี รวมถึงประสบการณ์และคุณลักษณะที่จับต้องได้ยากจากการทำงานจริง ตลอดจนความเชื่อมั่นที่มีต่ออนาคตของตัวเอง

ชันมูการัตนัมจึงเสนอว่า มาตรการที่รัฐบาลเคยนำมาใช้ในช่วงโควิด-19 หรือที่บางประเทศใช้ระหว่างวิกฤตการเงินโลก เพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนรับคนเข้าทำงาน ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงมาตรการฉุกเฉินอีกต่อไป แต่ควรถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเชิงโครงสร้างสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่

รัฐบาลต้องร่วมมือกับภาคธุรกิจและสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเปิดรับผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ขึ้นบันไดอาชีพขั้นแรก และเรียนรู้ทักษะจากการทำงานจริง

นโยบายดังกล่าวต้องเชื่อมโยงย้อนกลับไปถึงการปฏิรูประบบอุดมศึกษาด้วย เพราะหากต้องการป้องกันไม่ให้แรงงานกลุ่มกลางถูกแทนที่ วิธีการจัดการศึกษาและพัฒนาทักษะสำหรับคนกลุ่มนี้ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยในหลายประเทศยังให้น้ำหนักกับการเรียนเชิงวิชาการอย่างมาก ขณะที่ความเชื่อมโยงระหว่างวุฒิการศึกษากับโอกาสในอาชีพกำลังอ่อนแอลง ชันมูการัตนัมระบุว่า ในสหรัฐฯ ความต้องการผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งศตวรรษ ขณะที่ส่วนต่างค่าจ้างที่ผู้จบมหาวิทยาลัยเคยได้รับก็หดตัวลงอย่างมาก สถานการณ์นี้จึงควรถูกมองเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโลกการทำงานยุคใหม่

ชันมูการัตนัมมองว่า ระบบการศึกษาจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการเรียนเชิงวิชาการเพียงด้านเดียว และเพิ่มการเรียนรู้เชิงประยุกต์มากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาสลับระหว่างช่วงเรียนกับช่วงทำงาน ทั้งการเข้าไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการ การฝึกงาน และการศึกษาแบบทวิภาคี ซึ่งให้นักศึกษาใช้เวลาเรียนรู้ในบริษัทอย่างจริงจังระหว่างที่ยังอยู่ในระบบอุดมศึกษา

การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังต้องเร่งสร้างเส้นทางการศึกษาที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริง อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายก็ต้องยอมรับด้วยว่า ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าโลกการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด จึงไม่ควรยึดติดกับรูปแบบการศึกษาเพียงแบบเดียว รวมถึงไม่ควรตัดสินตายตัวว่าผู้เรียนควรมีความรู้เชิงลึกหรือความรู้ในวงกว้างมากเพียงใด

บางสาขาอาจต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงลึกเป็นรากฐานสำหรับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องระหว่างทำงาน ขณะที่บางสาขาอาจต้องการความรู้จากหลายแขนง เพื่อบูรณาการ AI เข้ากับงานหลายหน้าที่และนำทักษะของมนุษย์ไปใช้ในงานที่หลากหลาย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างความลึกกับความกว้างแบบตายตัว แต่คือการทำให้แรงงาน ภาคธุรกิจ และระบบการศึกษามีความคล่องตัวมากพอที่จะปรับตัวตามอนาคตซึ่งยังไม่ชัดเจน

ท้ายที่สุด บังกาตั้งเป้าให้ Small AI ถูกนำไปใช้งานจริงในตลาดเกิดใหม่อย่างกว้างขวางที่สุด ขณะที่ชันมูการัตนัมมองว่า ความสำเร็จจะวัดจากการที่โลกสามารถหลีกเลี่ยงช่องว่างระลอกใหม่ระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว และยังคงลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกันได้ ด้วยการนำ AI เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพมนุษย์มาใช้ควบคู่กัน

แชร์
WBGชู Small AI สร้างงานรับคนรุ่นใหม่ 1.2พันล้านคน ให้ยังมี 'งานแรก' ทำ