Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หนี้ครัวเรือนยังท่วมหัวคนไทย ยอดแตะ 16.4 ล้านล้านบาท รายได้ไม่พอใช้
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

หนี้ครัวเรือนยังท่วมหัวคนไทย ยอดแตะ 16.4 ล้านล้านบาท รายได้ไม่พอใช้

12 ต.ค. 69
17:33 น.
แชร์

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กำลังทยอยลดลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 ตัวเลขดังกล่าวอาจอยู่ที่ 84.0% ลดลงจาก 86.8% ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ดูดีขึ้นไม่ได้หมายความว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลายแล้ว หรือฐานะการเงินของประชาชนฟื้นตัวตามไปด้วย

ข้อมูลไตรมาส 2/2569 สะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะแม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะลดจาก 86.0% ในไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 85.2% แต่ยอดหนี้คงค้างยังอยู่ในระดับประมาณ 16.4 ล้านล้านบาท และเพิ่มขึ้น 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยยังต้องแบ่งรายได้ในสัดส่วนสูงไปชำระหนี้ และเหลือเงินไว้รองรับค่าใช้จ่ายอื่นไม่มากนัก

ปัญหารุนแรงที่สุดในกลุ่มรายได้น้อย แต่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มเดียว เพราะหากต้องเผชิญรายจ่ายฉุกเฉิน ครัวเรือนรายได้ปานกลางบางส่วนก็อาจมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ได้เช่นกัน สถานการณ์นี้ชี้ว่า การลดหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนต้องเกิดจากรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ฟื้นตัว ไม่ใช่เพียงเพราะประชาชนกู้เพิ่มได้ยากขึ้น

หนี้ต่อจีดีพีลด แต่หนี้ยังสูงถึง 1.5 เท่าของรายได้

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวเร็วกว่าหนี้ครัวเรือน ไม่ได้เกิดจากยอดหนี้ที่ลดลงอย่างชัดเจน เพราะหนี้ครัวเรือนรวมกลับมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 ไตรมาสล่าสุด และในไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อเทียบหนี้กับรายได้ที่ครัวเรือนสามารถนำไปจับจ่ายใช้สอยได้จริง หรือรายได้พึงจับจ่ายใช้สอย (Disposable Income) จะเห็นว่า ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูง 

นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา หนี้ครัวเรือนมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 1.5 เท่าของรายได้ แม้จะลดลงจากช่วงโควิด-19 ระหว่างปี 2563-2565 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.6 เท่า แต่ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ระหว่างปี 2560-2562 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.4 เท่า

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นจะช่วยให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลง แต่ภาระหนี้เมื่อเทียบกับรายได้ของแต่ละครัวเรือนยังลดลงช้ากว่า หนี้ที่อยู่ในระดับสูงจึงยังเบียดบังเงินสำหรับการใช้จ่าย และจำกัดความสามารถในการรับภาระหนี้เดิมหรือก่อหนี้ใหม่ในอนาคต

หนี้โตคนละทิศ สะท้อนโอกาสเข้าถึงสินเชื่อที่ไม่เท่ากัน

แม้หนี้ครัวเรือนโดยรวมจะขยายตัวต่ำ แต่สินเชื่อแต่ละประเภทกลับเคลื่อนไหวแตกต่างกันอย่างชัดเจน หรือมีลักษณะ K-shaped สะท้อนว่า การกู้ยืมไม่ได้ฟื้นตัวอย่างทั่วถึง แต่กระจุกอยู่ในสินเชื่อบางประเภทและผู้กู้บางกลุ่ม

ครัวเรือนรายได้ปานกลางขึ้นไป โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ยังขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะบ้านมือสองและอาคารชุด ส่วนครัวเรือนอีกกลุ่มเลือกเพิ่มสภาพคล่องด้วยการนำบ้านหรือทรัพย์สินไปเป็นหลักประกัน หรือใช้แหล่งเงินกู้เฉพาะ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์และโรงรับจำนำ

ในทางกลับกัน สินเชื่อหลายประเภท ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ยังหดตัวจากปีก่อน ภาพนี้สะท้อนว่า ครัวเรือนแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการกู้ยืมแตกต่างกัน

ผู้ที่มีรายได้สม่ำเสมอ มีภาระหนี้เดิมไม่สูง หรือมีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ยังพอเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มเติมได้เมื่อจำเป็น ตรงกันข้ามกับผู้ที่มีฐานรายได้อ่อนแอ ไม่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน หรือมีหนี้เดิมสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ซึ่งอาจกู้เพิ่มได้ยาก โดยเฉพาะสินเชื่อวงเงินสูงอย่างสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ การที่หนี้เติบโตต่ำจึงไม่ได้หมายความเพียงว่าความต้องการกู้ลดลง แต่ยังสะท้อนข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อด้วย

รายได้น้อยแบก DSR 40.1% เกือบครึ่งมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้

การวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ช่วยให้เห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขหนี้ภาพรวมชัดเจนขึ้น

ข้อมูลพบว่า ไทยมีครัวเรือนที่มีหนี้คงค้างประมาณ 10.4 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 42.1% ของครัวเรือนทั้งหมด แต่เนื่องจากบางส่วนไม่มีภาระผ่อนชำระในช่วงที่สำรวจ การวิเคราะห์จึงมุ่งไปที่ครัวเรือนซึ่งมีภาระชำระหนี้ราว 9.9 ล้านครัวเรือน โดยพิจารณาทั้งอัตราส่วนภาระชำระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) และส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายที่เป็นตัวเงิน (Cash Margin)

ในภาพรวม ครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้มี DSR เฉลี่ยอยู่ที่ 26.3% ของรายได้ต่อเดือน ขณะที่ 15.3% ของครัวเรือนกลุ่มนี้มี DSR สูงกว่า 40% สะท้อนว่า ต้องแบ่งรายได้ในสัดส่วนสูงไปชำระหนี้ จนเหลือพื้นที่ทางการเงินสำหรับรับหนี้ก้อนใหม่น้อยลง

ภาระดังกล่าวหนักเป็นพิเศษในกลุ่มที่มีรายได้รวมไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมี DSR เฉลี่ยสูงถึง 40.1% เทียบกับกลุ่มรายได้อื่นที่มี DSR เฉลี่ยราว 22-24% นอกจากนี้ 23.4% ของครัวเรือนรายได้น้อยกลุ่มนี้ยังมี DSR สูงกว่า 40% เท่ากับว่าเกือบหนึ่งในสี่ต้องนำรายได้มากกว่า 40% ไปชำระหนี้ในแต่ละเดือน

เมื่อพิจารณาเงินสดที่เหลือหลังหักรายจ่าย พบว่า 23.8% ของครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้มี Cash Margin ติดลบ หรือมีรายจ่ายที่เป็นตัวเงินสูงกว่ารายได้ที่เป็นตัวเงิน ครัวเรือนกลุ่มนี้จึงอาจต้องนำเงินออมออกมาใช้ ลดค่าใช้จ่าย หารายได้เพิ่ม หรือหาแหล่งเงินทุนอื่นมาชดเชยส่วนที่ขาด

ปัญหากระแสเงินสดรุนแรงที่สุดในกลุ่มรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน โดย 48.8% หรือเกือบครึ่งหนึ่งมี Cash Margin ติดลบ เทียบกับ 25.0% ในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 15,000-30,000 บาทต่อเดือน และเพียง 7.1% ในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ครัวเรือนรายได้น้อยจึงถูกกดดันจากทั้งภาระหนี้เดิมที่สูงและเงินคงเหลือสำหรับรองรับรายจ่ายใหม่ที่มีอยู่น้อย

แค่รายจ่ายเพิ่ม 10% อีก 1.2 ล้านครัวเรือนอาจเงินไม่พอใช้

เมื่อฐานะการเงินตึงตัว ครัวเรือนย่อมอ่อนไหวต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะมาจากความผันผวนของราคาพลังงาน ค่าครองชีพ หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น น้ำท่วมในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 ซึ่งอาจทำให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการซ่อมแซมบ้านหรือทรัพย์สิน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงนำข้อมูล SES ปี 2568 มาวิเคราะห์ความอ่อนไหว โดยสมมติให้รายจ่ายที่เป็นตัวเงินของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่รายได้และปัจจัยอื่นคงเดิม ผลการวิเคราะห์พบว่า สัดส่วนครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้และมี Cash Margin ติดลบจะเพิ่มจาก 23.8% เป็น 36.0% หรือคิดเป็นอีกประมาณ 1.2 ล้านครัวเรือนที่อาจเปลี่ยนจากเดิมที่รายได้ยังพอกับรายจ่าย มาเป็นมีรายได้ไม่เพียงพอ

ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับครัวเรือนรายได้น้อย ในจำนวน 1.2 ล้านครัวเรือนที่อาจมี Cash Margin พลิกเป็นติดลบ ราว 73% หรือประมาณ 8.8 แสนครัวเรือน เป็นกลุ่มที่มีรายได้ 15,000-50,000 บาทต่อเดือน แสดงให้เห็นว่า แม้โดยเฉลี่ยครัวเรือนรายได้ปานกลางจะมีฐานะดีกว่ากลุ่มรายได้น้อย แต่บางส่วนก็เหลือเงินสำหรับรับมือรายจ่ายฉุกเฉินไม่มากนัก

ทั้งนี้ ผลดังกล่าวเป็นเพียงการจำลองสถานการณ์ ไม่ใช่การคาดการณ์ว่ารายจ่ายของครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นจริงในปี 2569 แต่ช่วยให้เห็นว่า ฐานะการเงินของครัวเรือนไทยอ่อนไหวเพียงใด หากรายจ่ายเพิ่มขึ้นถึง 20% อาจมีครัวเรือนที่ Cash Margin พลิกเป็นติดลบเพิ่มอีกประมาณ 2.5 ล้านครัวเรือน และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อจนรายจ่ายเพิ่มขึ้นพร้อมกับรายได้ลดลง ความเปราะบางทางการเงินและแรงกดดันต่อการชำระหนี้ก็อาจรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนถัดไป

หนี้อาจลดเหลือ 84% แต่โจทย์ลดหนี้ครัวเรือนยังไม่จบ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 2569 อาจลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 84.0% จาก 86.8% ในปี 2568 เนื่องจากหนี้ครัวเรือนโดยรวมยังเติบโตช้ากว่าจีดีพีที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP)

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่หนี้เติบโตต่ำส่วนหนึ่งมาจากรายได้และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด ทำให้ครัวเรือนก่อหนี้เพิ่มได้ยาก ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังระมัดระวังความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะผู้กู้ที่มีภาระหนี้เดิมสูงและมีความสามารถในการชำระหนี้จำกัด

สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีที่ลดลงจึงอาจสะท้อนว่า ครัวเรือนเข้าถึงหนี้ใหม่ได้ยาก มากกว่าจะเป็นผลจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจนสามารถชำระและลดหนี้เดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่า ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยยังมี DSR สูง เหลือเงินหลังหักรายจ่ายเพียงเล็กน้อย และอาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดรายจ่ายไม่คาดคิด

ดังนั้น ความสำเร็จของกระบวนการลดหนี้ครัวเรือน หรือ Debt Deleveraging ไม่ควรวัดจากยอดหนี้หรือสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า รายได้ ความสามารถในการชำระหนี้ และความสามารถในการรับมือภาระทางการเงินของครัวเรือนดีขึ้นหรือไม่ เพราะหากหนี้เติบโตต่ำเพียงเพราะประชาชนกู้เพิ่มได้ยาก ขณะที่รายได้และกระแสเงินสดยังตึงตัว ภาระหนี้เดิมก็จะยังกดดันกำลังซื้อ และฉุดรั้งการฟื้นตัวของการบริโภคภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจโดยรวมต่อไป


แชร์
หนี้ครัวเรือนยังท่วมหัวคนไทย ยอดแตะ 16.4 ล้านล้านบาท รายได้ไม่พอใช้