Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รวมแนวทางคุมราคาน้ำมัน ลดภาระประชาชนอย่างไรโดยไม่ปล่อยกองทุนน้ำมันฯแบก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รวมแนวทางคุมราคาน้ำมัน ลดภาระประชาชนอย่างไรโดยไม่ปล่อยกองทุนน้ำมันฯแบก

26 มี.ค. 69
10:59 น.
แชร์

เกิดเหตุการณ์สะเทือนตลาดพลังงานไทยเมื่อคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ปรับขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตร

การปรับขึ้นราคาดังกล่าวมีปัจจัยหลักจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ที่พุ่งจาก 198.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ไปอยู่ที่ 242.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันที่ 23 มีนาคม 2569

ขณะเดียวกัน ภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้องชดเชยราคาน้ำมันเฉลี่ยวันละประมาณ 2,592 ล้านบาท หรือราว 80,344 ล้านบาทต่อเดือน ส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนอยู่ในระดับตึงตัว และจำเป็นต้องเร่งปรับลดภาระเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

ทั้งนี้ ทั้งก่อนและภายหลังการประกาศปรับขึ้นราคา ได้มีนักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญออกมาเสนอแนวทางบริหารราคาน้ำมัน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและไม่ผลักภาระไปยังกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งรวมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมลาภลอยจากโรงกลั่น และการปรับลดภาษีสรรพสามิตซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบราคาน้ำมัน

‘กรณ์’ เสนอเก็บค่าลาภลอย ลดภาษีสรรพสามิต เตือนน้ำมันเสี่ยงทะลุ 50 บาทต่อลิตร

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า นายกรณ์อยู่ที่รัฐสภาจนถึงเวลา 22.00 น. ก่อนกลับถึงบ้านและพบข่าวการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในวันถัดไปทันทีถึงลิตรละ 6 บาท จาก 33 บาทเป็น 39 บาทในคราวเดียว

นายกรณ์ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสภาปิด ซึ่งสะท้อนจังหวะการสื่อสารของรัฐบาล และสอดคล้องกับประเด็นที่นายกรณ์อภิปรายในสภาว่าไม่ควรผลักภาระไปยังประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนเดียวกันเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม

นายกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องชดเชยราคาดีเซลสูงถึงลิตรละ 27 บาท ซึ่งถือเป็นภาระในระดับสูงมาก และแม้จะเห็นด้วยว่าไม่จำเป็นต้องอุ้มราคาในระดับดังกล่าวต่อไป แต่การแก้ปัญหาควรมีความสมดุลมากกว่านี้

นายกรณ์ชี้ว่า อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจปรับขึ้นราคาน้ำมัน คือการไม่สามารถจัดการปัญหาการกักตุนน้ำมันของผู้ประกอบการบางกลุ่มได้ โดยรัฐบาลคาดหวังว่าการปรับราคาขึ้นอย่างรวดเร็วจะลดแรงจูงใจในการกักตุน อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีต้นทุนทางสังคมสูง เนื่องจากจะกระทบต่อประชาชนโดยตรง ทั้งในรูปของค่าครองชีพและราคาสินค้าที่จะปรับเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่

ในส่วนของโครงสร้างราคาน้ำมัน นายกรณ์ระบุว่าปัญหาหลักอยู่ที่กลไกกำหนดราคาที่เอื้อให้ราคาสูงเกินจริง โดยเฉพาะการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ที่รวมค่าขนส่งเสมือนว่าต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องแบกรับต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

นายกรณ์ยังระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันได้รับประโยชน์จาก “กำไรลาภลอย” ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมูลค่าสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ค่าการกลั่นในปัจจุบันอยู่ที่ 6.33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤติถึงประมาณ 3 เท่า สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของภาคโรงกลั่นในช่วงนี้

พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอให้รัฐบาลจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมลาภลอย” จากโรงกลั่นในอัตรา 3 บาทต่อลิตร เพื่อนำรายได้เข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดภาระการอุดหนุนจากภาครัฐและประชาชน

ขณะเดียวกัน ในฝั่งของรัฐบาล พรรคเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงทันที 6 บาทต่อลิตร จากอัตราปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ 6.90 บาทต่อลิตร โดยนายกรณ์ระบุว่า หากรัฐบาลดำเนินมาตรการดังกล่าวเพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นราคาน้ำมันในครั้งนี้ได้โดยไม่ต้องเพิ่มภาระให้ประชาชนแม้แต่บาทเดียว

นายกรณ์วิจารณ์ว่า แนวทางของรัฐบาลในปัจจุบันเป็นการผลักภาระทั้งหมดไปยังประชาชน ขณะที่ภาคโรงกลั่นยังคงทำกำไรในระดับสูง และรัฐบาลไม่ได้แสดงความตั้งใจที่จะเสียสละ ไม่ว่าจะเป็นการลดรายได้จากภาษีหรือปรับลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ

นายกรณ์ยังเตือนว่า หากรัฐบาลดำเนินนโยบายปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลตามที่นายกรัฐมนตรีเคยประกาศไว้ ราคาน้ำมันอาจไม่หยุดอยู่ที่ระดับปัจจุบัน และมีความเป็นไปได้ที่จะปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 50 บาทต่อลิตรในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

‘วีระยุทธ’ ชี้ 3 จุดเปลี่ยนฝ่าวิกฤตน้ำมัน เปิดข้อมูล-เลิกตรึงราคา-อุ้มเปราะบางตรงจุด

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “น้ำมัน” ทำหน้าที่เสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบเศรษฐกิจไทย ที่หล่อเลี้ยงการทำมาหากินของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน เช่น ไรเดอร์ คนขับรถ ผู้ค้าขาย ชาวประมง และเกษตรกรในช่วงเก็บเกี่ยว

นายวีระยุทธระบุว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 60% จากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สงครามในภูมิภาคดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ “เส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงและรวดเร็ว พร้อมย้ำว่า แม้ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและการนำเข้าน้ำมันจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลต้องเร่งปรับแนวทางการทำงานใน 3 เรื่องหลัก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ในประเด็นแรก นายวีระยุทธเสนอให้เปลี่ยนจากการบริหารวิกฤตแบบปิด มาเป็น “การจัดการวิกฤตแบบเปิด” โดยเปิดรับฟังความคิดเห็น เปิดเผยข้อมูล และดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อการทำงานของ “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” (ศบก.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ว่าถูกตั้งคำถามตั้งแต่เริ่มต้นในประเด็น “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เนื่องจากมีธุรกิจครอบครัวอยู่ในอุตสาหกรรมน้ำมัน

นายวีระยุทธระบุว่า ที่ผ่านมา ศบก. มีลักษณะการทำงานเป็นวงปิด พูดคุยกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง และภาคขนส่ง กลับไม่ถูกเชิญเข้ามาให้ข้อมูล ทั้งที่ในภาวะวิกฤต หน่วยงานรัฐควรเป็นฝ่ายลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจปัญหาของแต่ละกลุ่มอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาการสื่อสารของรัฐที่ไม่ตอบคำถามของประชาชน โดยแม้รัฐบาลจะย้ำว่า “มีน้ำมันพอ” และ “มีน้ำมันสำรองเป็น 100 วัน” แต่ประชาชนยังเผชิญสถานการณ์น้ำมันหมดในบางปั๊ม และไม่ทราบว่าควรไปเติมที่ใด นายวีระยุทธยกตัวอย่างกรณีที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศพัฒนาแอปพลิเคชัน “Fuel Now” เพื่อให้ข้อมูลสถานการณ์น้ำมัน และกำหนดเปิดให้ดาวน์โหลดในวันที่ 23 มีนาคม แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่พบแอปพลิเคชันดังกล่าวในระบบ พร้อมเสนอว่ารัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์ เช่น ปั๊มใดมีน้ำมันเหลือ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตและการทำมาหากินได้

ในประเด็นที่สอง นายวีระยุทธเสนอให้เปลี่ยนจากการตรึงราคาน้ำมัน มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันได และช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยชี้ว่า ความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมันที่ผ่านมาเกิดจากการที่รัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะตรึงราคาเป็นเวลา 15 วัน ซึ่งก่อให้เกิด “ความอยากซื้อมากกว่าปกติ” ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันผู้ค้าส่งและค้าปลีกกลับมี “ความอยากขายน้อยกว่าปกติ” ส่งผลให้น้ำมันหน้าปั๊มไม่เพียงพอ

นายวีระยุทธระบุว่า รัฐบาลไม่ควรโทษประชาชน แต่ควรยอมรับว่าการกำหนดระยะเวลาตรึงราคาแบบตายตัวเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหา พร้อมเสนอแนวทาง “อุดหนุนแบบขั้นบันได” ซึ่งกำหนดระดับการอุดหนุนตามช่วงราคาน้ำมันโลก เพื่อให้ราคาภายในประเทศสะท้อนต้นทุนจริง แต่ไม่ปรับขึ้นอย่างรุนแรงจนกระทบประชาชน

ขณะเดียวกัน ควรมีการ “อุดหนุนเฉพาะจุด” ไปยังกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง และภาคขนส่งหรือรถสาธารณะ ซึ่งเป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจ โดยใช้การบูรณาการฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือ

นายวีระยุทธยังเสนอให้รัฐบาลใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างครบถ้วน ไม่จำกัดเฉพาะกองทุนน้ำมัน แต่รวมถึงมาตรการทางภาษี เช่น ภาษีสรรพสามิต และการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอกโดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม พร้อมเน้นว่ารัฐบาลต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าใช้หลักการใดในการตัดสินใจ ใครจะได้หรือเสีย และจะเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมอย่างไร

ในประเด็นที่สาม นายวีระยุทธเสนอให้เปลี่ยนจากโครงการ “ธงเขียว” ที่เน้นการประชาสัมพันธ์ มาเป็นการดูแลทั้งห่วงโซ่อุปทานควบคู่กับการแจกคูปองอย่างทั่วถึง โดยระบุว่า ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเช่นกัน เนื่องจากไทยนำเข้าปุ๋ยปีละประมาณ 500,000 ตัน และหนึ่งในสามมาจากตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม โครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” หรือ “ธงเขียวพลัส” แม้จะได้รับการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง แต่ช่วยเหลือได้จำกัด โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา มีปุ๋ยจำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 97,000 กระสอบ หรือประมาณ 5 ล้านกิโลกรัม เทียบกับความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งประเทศที่อยู่ที่ 5.6 ล้านตันต่อปี คิดเป็นเพียง 0.1% ของความต้องการทั้งหมด ซึ่งนายวีระยุทธเปรียบว่าไม่ต่างจาก “เติมหยดน้ำในทะเลทราย” และยังทำให้ปุ๋ยส่วนที่เหลือมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น

นายวีระยุทธเสนอว่า การช่วยเหลือเกษตรกรควรดำเนินไปพร้อมกัน 2 ด้าน ได้แก่ การเข้าไปมอนิเตอร์และกำกับดูแลราคาทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่การนำเข้า การจัดจำหน่าย ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันการกักตุนและการโก่งราคา และการแจก “คูปองปุ๋ย” ให้เกษตรกร โดยอาศัยฐานข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งสามารถระบุประเภทพืช ขนาดพื้นที่เพาะปลูก และที่ตั้ง เพื่อปรับรูปแบบการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับช่วงเวลาเก็บเกี่ยว รวมถึงควบคุมงบประมาณในแต่ละช่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุป นายวีระยุทธเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยน 3 แนวทางหลัก ทั้งด้านการบริหารจัดการวิกฤต การใช้นโยบายราคาและการอุดหนุน และการดูแลภาคการผลิต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับวิกฤตน้ำมันท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน พร้อมลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม

'หอการค้า' เตือนรัฐคุมเกมพลังงานอย่างระมัดระวัง หนุนใช้กลไกภาษีสรรพสามิต

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในตลาดโลก รวมถึงต้นทุนน้ำมันภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก โดยล่าสุดราคาน้ำมันได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นในระดับที่ส่งผลกระทบต่อทั้งค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และภาระของผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน

ทั้งนี้ หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นของภาครัฐในการบริหารราคาพลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะในภาวะที่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีข้อจำกัดในการพยุงราคา อย่างไรก็ตาม หอการค้าขอให้ภาครัฐพิจารณาอย่างรอบด้านและใช้ความระมัดระวังในการปรับขึ้นราคาน้ำมันในระยะต่อไป เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

พร้อมกันนี้ หอการค้าไทยได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานในระยะสั้น และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะต่อไป ดังนี้

ประการแรก มาตรการด้านภาษีและค่าการกลั่น หอการค้าไทยสนับสนุนให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมันแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ในส่วนของค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โลกนั้น ภาคเอกชนเห็นว่าควรสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาท เป็น 6 บาท นั้น เป็นเพียงกำไรขั้นต้น ยังมีภาระต้นทุนส่วนเพิ่มหรือ overhead อีกหลายด้าน ทั้งราคาพรีเมี่ยม ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ด้วย

หอการค้าไทยยังคงขอความร่วมมือจากโรงกลั่นและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดูแลไม่ให้ค่าการกลั่นปรับเพิ่มสูงไปมากกว่านี้หากสถานการณ์ไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มจริง และเห็นควรให้มีการชี้แจงรายละเอียดต้นทุน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อภาระของประเทศ ภาคธุรกิจ และประชาชนโดยรวม

ประการที่สอง มาตรการด้านการประหยัดพลังงานระดับชาติ หอการค้าไทยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรณรงค์และกระตุ้นการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งในภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างวินัยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และช่วยยืดระยะเวลาการมีพลังงานสำรองของประเทศท่ามกลางความผันผวนที่ยังไม่แน่นอน

ประการที่สาม มาตรการกำกับดูแลการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ หอการค้าไทยเห็นว่าภาครัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขนส่งและการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) ของรถบรรทุกน้ำมัน เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบหรือส่งออกไปยังพื้นที่ชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะพลังงานตึงตัว

แชร์
รวมแนวทางคุมราคาน้ำมัน ลดภาระประชาชนอย่างไรโดยไม่ปล่อยกองทุนน้ำมันฯแบก