Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ปี68ไทยขาดดุลสุดใน3ปี นำเข้าจีนพุ่ง ผลิตไม่โต คาดปี69ไทยส่งออกหด1.5%
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ปี68ไทยขาดดุลสุดใน3ปี นำเข้าจีนพุ่ง ผลิตไม่โต คาดปี69ไทยส่งออกหด1.5%

28 ม.ค. 69
12:27 น.
แชร์

การส่งออกไทยในปี 2568 ปิดฉากด้วยผลงานที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยมูลค่าส่งออกทั้งปีขยายตัวสูงถึง 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปี ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สะท้อนบทบาทของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และตลาดสหรัฐฯ ที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ดี ภาพความสำเร็จดังกล่าวมาพร้อมกับสัญญาณเปราะบางเชิงโครงสร้าง ทั้งการเร่งตัวของการนำเข้า ดุลการค้าที่ขาดดุลสูง และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ขยายตัวสอดคล้องกับตัวเลขส่งออก

SCB EIC ประเมินว่า แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2569 จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยมีความเสี่ยงชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญจากผลของฐานสูงในปีก่อน มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มส่งผลเต็มรูปแบบ รวมถึงปัจจัยหนุนพิเศษหลายประการในปี 2568 ที่ทยอยหมดไป แม้ยังมีโอกาสด้านบวกจากกระแสการลงทุน AI และความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ทิศทางโดยรวมสะท้อนว่าการส่งออกไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่ต้องพึ่งพาคุณภาพการเติบโตและมูลค่าเพิ่มมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว

ส่งออกไทยปี 2568 พุ่ง 12.9% แต่ปี 2569 เสี่ยงแผ่วจากภาษีสหรัฐฯ และฐานสูง

SCB EIC ระบุว่า การส่งออกของไทยในปี 2568 ปิดฉากด้วยการเติบโตแข็งแกร่ง โดยมูลค่าส่งออกทั้งปีขยายตัวสูงถึง 12.9% อย่างไรก็ดี แนวโน้มในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ จากแรงกดดันของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ประกอบกับฐานการส่งออกที่อยู่ในระดับสูงแล้ว

ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยตลอดปี 2568 อยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปี และเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2567 ที่ขยายตัวเพียง 5.4% ตามข้อมูลระบบศุลกากร หรือมากกว่าสองเท่า นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวยังสูงกว่าที่ SCB EIC และกระทรวงพาณิชย์ประเมินไว้ที่ 10.7% และในช่วง 10.7%-11.4% ตามลำดับ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากหลายปัจจัยทั้งด้านนโยบายการค้าโลก โครงสร้างสินค้า และทิศทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

สำหรับเดือนธันวาคม 2568 มูลค่าส่งออกสินค้าอยู่ที่ 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 16.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เร่งขึ้นจาก 7.1% ในเดือนพฤศจิกายน และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก โดย SCB EIC ประเมินไว้ที่ 10.5% และค่ากลางของ Reuters Poll ที่ 8.7% ขณะที่เมื่อปรับฤดูกาลแล้ว การส่งออกกลับมาขยายตัว 6.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังจากหดตัวติดต่อกันสองเดือน สะท้อนแรงส่งฟื้นตัวช่วงปลายปีอย่างชัดเจน

ปัจจัยหนุนหลักในเดือนธันวาคมยังมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกทองคำพลิกกลับมาขยายตัวสูงอีกครั้ง โดยการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคมขยายตัวถึง 54.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน เร่งขึ้นจาก 37.9% ในเดือนพฤศจิกายน แม้หลายรายการสินค้าเริ่มเผชิญกำแพงภาษีที่สูงขึ้นแล้ว หากไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งยังได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐฯ การส่งออกสินค้าไทยไปตลาดสหรัฐฯ ก็ยังขยายตัวได้สูงถึง 21.7% สะท้อนอุปสงค์ที่ยังแข็งแกร่งในตลาดดังกล่าว 

ทั้งนี้ สินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 13 จาก 15 รายการยังคงขยายตัวดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องจักรกล และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งขยายตัวในอัตรา 123%, 117.3%, 86.6%, 48.4% และ 46.5% ตามลำดับ ส่งผลให้การส่งออกไปสหรัฐฯ มีส่วนผลักดันการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือนนี้ราว 10.2% หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของการขยายตัวรวม 16.8%

ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนธันวาคมขยายตัวถึง 52.8% เร่งขึ้นจาก 46.2% ในเดือนพฤศจิกายน และ 38.8% ในเดือนตุลาคม นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องยาวนานถึง 21 เดือน สอดคล้องกับวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ 

หากพิจารณารายตลาด พบว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยขยายตัวใน 13 จาก 15 ตลาดหลัก และในจำนวนนี้ 10 ตลาดขยายตัวมากกว่า 15% โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก และอินเดีย ซึ่งขยายตัวสูงถึง 114.2%, 122.8% และ 152.6% ตามลำดับ การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพียงกลุ่มเดียวมีส่วนช่วยหนุนการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือนนี้ถึง 10.1%

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการกลับมาของการส่งออกทองคำ โดยการส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปในเดือนธันวาคมขยายตัวสูงถึง 163.6% หลังจากหดตัวแรงในช่วงก่อนหน้า โดยติดลบ 53.3% และ 76.9% ในเดือนพฤศจิกายนและตุลาคมตามลำดับ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปี ทั้งนี้ การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือนธันวาคมราว 2.7% ของการขยายตัวรวมทั้งหมด

สำหรับปัจจัยหนุนของการส่งออกทั้งปี แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากหลายปัจจัยทั้งด้านนโยบายการค้าโลก โครงสร้างสินค้า และทิศทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ประการแรก สหรัฐอเมริกาปรับใช้นโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้จริงในระดับที่ผ่อนคลายกว่าที่เคยประกาศไว้ในช่วงแรก โดยอัตรากำแพงภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่สหรัฐฯ เรียกเก็บเพิ่มจากทั่วโลก ลดลงจาก 22.7% ซึ่ง WTO ประเมินไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม เหลือ 18.2% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ประเทศไทย สหรัฐฯ ปรับลดกำแพงภาษีนำเข้าลงมาเกือบครึ่ง จากเดิม 36% เหลือราว 19% ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ไทยไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ อย่างที่เคยกังวล 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเลื่อนการบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีใหม่จากเดือนเมษายนเป็นเดือนสิงหาคม 2568 ทำให้ไทยสามารถเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ต่อเนื่องอีกหลายเดือน ส่งผลให้การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ตลอดปีขยายตัวสูงถึง 32% เร่งขึ้นอย่างมากจากปี 2567 ที่ขยายตัว 13.6% และมีส่วนผลักดันการเติบโตของการส่งออกไทยรวมคิดเป็น 5.8% ของอัตราขยายตัวทั้งปี 12.9% 

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังยกเว้นการขึ้นภาษีสำหรับสินค้าส่งออกหลักของไทยหลายรายการ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความสำคัญต่อสหรัฐฯ หรือเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้หรือผลิตได้น้อย เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท หลอดไฟ LED แกรไฟต์ ส่วนประกอบยาบางชนิด และสินค้าเกษตรบางรายการ ทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปสหรัฐฯ สูงอย่างไทย ไต้หวัน และเวียดนาม ยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปสหรัฐฯ ที่ขยายตัวถึง 52.5% ในปี 2568 และมีส่วนผลักดันการเติบโตของการส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 20% จากอัตราการขยายตัวรวม 32%

ประการที่สอง วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญ โดยในปี 2568 สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วน 21.5% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 17.6% ในปี 2567 ได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวทั่วโลก อีกทั้งการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ในช่วงที่บางรายการยังไม่ถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่ม ส่งผลให้มูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยทั้งปีขยายตัวสูงกว่า 38.3% และมีส่วนผลักดันการเติบโตของการส่งออกโดยรวมคิดเป็น 6.7% จากอัตราการขยายตัวรวม 12.9%

ประการที่สาม การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูงถึง 48.5% ตามราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ท่ามกลางความต้องการถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยการส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปมีส่วนผลักดันการเติบโตของการส่งออกไทยรวมคิดเป็น 1.4% ของอัตราขยายตัว 12.9% และหากรวมปัจจัยการส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดียในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 การส่งออกทองคำของไทยในปีนี้มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของการส่งออกโดยรวมคิดเป็นราว 2.2%

ประการสุดท้าย ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังสหรัฐฯ ปรับลดกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนเหลือเพียง 20% จากระดับที่เคยสูงกว่า 100% ในช่วงต้นปี 2568 ส่งผลให้มุมมองต่อเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกปรับดีขึ้น โดย WTO ซึ่งเคยประเมินเมื่อเดือนเมษายนว่าปริมาณการค้าโลกในปี 2568 จะหดตัว -0.2% ได้ปรับมุมมองใหม่ในเดือนตุลาคมเป็นขยายตัว 2.4% ปัจจัยดังกล่าวช่วยหนุนให้การส่งออกไทยไปตลาดนอกสหรัฐฯ ขยายตัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็นจีน สหภาพยุโรป และกลุ่มอาเซียน-5 ซึ่งขยายตัว 12.6% 8.5% และ 6.9% ตามลำดับ

การผลิตไม่โตตามส่งออก นำเข้าเร่งตัวสูงต่อเนื่อง ขาดดุลมากที่สุดใน 3 ปี

ขณะเดียวกัน แม้การส่งออกจะเติบโตดีกว่าคาด การนำเข้าสินค้าของไทยในปี 2568 ก็เร่งตัวขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยในเดือนธันวาคม 2568 ไทยมีมูลค่านำเข้าสินค้า 29,280.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 18.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เร่งขึ้นจาก 17.6% ในเดือนพฤศจิกายน และ 16.3% ในเดือนตุลาคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดย SCB EIC ประเมินไว้ที่ 12% ขณะที่ค่ากลาง Reuters Poll อยู่ที่ 15.8% ส่งผลให้ภาพรวมการนำเข้าทั้งปี 2568 ขยายตัว 12.9% เท่ากับอัตราการขยายตัวของมูลค่าส่งออกทั้งปี

นอกจากนี้ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทย (MPI) ยังไม่ได้ขยายตัวสอดคล้องกับการเติบโตของการส่งออก สะท้อนว่าการส่งออกในปี 2568 อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างจำกัด เมื่อพิจารณาควบคู่กับดุลการค้าไทยตามระบบศุลกากรที่ขาดดุลสูงถึง -5,307.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 3 ปี

โครงสร้างการนำเข้าในเดือนธันวาคมสะท้อนแรงเร่งตัวในหลายหมวดสำคัญ โดยเฉพาะยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง สินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งขยายตัวสูงถึง 39.3% 31.7% และ 27.2% ตามลำดับ ขณะที่การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (รวมทองคำ) รวมถึงอาวุธยุทธปัจจัยและสินค้าอื่น ๆ แม้จะชะลอลงบ้าง แต่ยังคงขยายตัวในระดับสองหลักที่ 19.9% และ 10.2% ตามลำดับ มีเพียงหมวดเชื้อเพลิงที่ยังหดตัวแรงต่อเนื่อง -17.1% ใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้าที่ -16.7% และนับเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4

ในรายละเอียด การนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยการนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้า ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ และวงจรพิมพ์ ขยายตัวสูงถึง 56.3% 86.3% และ 89.3% ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนรวม 32.7% ของมูลค่านำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปในเดือนนี้ ขณะที่ฝั่งสินค้าทุน การนำเข้าส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ รวมถึงเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ซึ่งขยายตัว 60.6% และ 22.8% ตามลำดับ คิดเป็น 61% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทุนทั้งหมด โดยแหล่งนำเข้าหลักยังคงเป็นจีน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 48.8% ของการนำเข้าสินค้าทุน และ 28.7% ของสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปในเดือนนี้

ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวในวงกว้าง โดยเพิ่มขึ้นใน 14 จาก 15 รายการหลัก นำโดยเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด และเครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้าน ซึ่งขยายตัว 52.3% 33.6% และ 21.8% ตามลำดับ คิดเป็น 38.1% ของมูลค่านำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด และพบว่าสินค้ากว่าครึ่ง หรือราว 54% เป็นการนำเข้าจากจีน

ด้านดุลการค้า ระบบศุลกากรในเดือนธันวาคม 2568 ไทยขาดดุล 352 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ยังเป็นการขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แต่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากเดือนพฤศจิกายนที่ขาดดุลสูงถึง 2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตัวเลขดังกล่าวออกมาใกล้เคียงกับที่ SCB EIC คาดการณ์ไว้ที่ขาดดุลราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์ใน Reuters Poll ประเมินว่าไทยจะขาดดุลสูงถึง 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดังนั้น เมื่อพิจารณาทั้งปี 2568 แม้มูลค่าส่งออกของไทยจะขยายตัวได้สูงถึง 12.9% ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่มูลค่านำเข้าที่ขยายตัวในอัตราเดียวกันสะท้อนว่ามูลค่าเพิ่มจากภาคการส่งออกที่ส่งผ่านสู่เศรษฐกิจไทยอาจมีข้อจำกัดมากขึ้น ท่ามกลางโครงสร้างการนำเข้าที่พึ่งพาสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2568 ไทยมีมูลค่านำเข้ารวมทั้งปีอยู่ที่ 344,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปีในทิศทางเดียวกับการส่งออก สินค้านำเข้าหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในหมวดวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป รวมถึงสินค้าทุน ซึ่งขยายตัวสูงถึง 17.9% และ 20.3% ตามลำดับ โดยทั้งสองหมวดมี Contribution to Growth (CTG) รวมกันราว 12.5% ของอัตราการเติบโตการนำเข้าทั้งหมดในปี 2568 ที่ 12.9%

  • สินค้าหมวดวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (CTG = 7.2%)  การขยายตัวหลักมาจากการนำเข้าทองคำและอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำของไทยที่เติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดด้านการผลิตในห่วงโซ่ต้นน้ำและกลางน้ำของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า ซึ่งมีมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นกว่า 41.3% จากผู้ผลิตรายใหญ่ โดยเฉพาะจีนและไต้หวัน เพื่อรองรับการผลิตเพื่อการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าทองคำขยายตัวมากกว่า 36% ส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าเพื่อชดเชยการส่งออก และอาจสะท้อนความต้องการสะสมทองคำในประเทศที่เพิ่มขึ้น
  • สินค้าทุน (CTG = 5.3%) การนำเข้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รวมถึงคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งขยายตัว 47.1%, 16.2% และ 4.1% ตามลำดับ สอดคล้องกับการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโครงการ Data Center ที่ขยายตัวต่อเนื่องในไทย และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การนำเข้าสินค้าทุนในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในปี 2568
  • โครงสร้างการนำเข้ายังคงพึ่งพาจีนและไต้หวันเป็นหลัก โดยมูลค่านำเข้าจากจีนและไต้หวันขยายตัว 33.5% และ 23.5% ตามลำดับ คิดเป็น CTG รวมราว 10.4% ของการเติบโตของมูลค่านำเข้าไทยในปี พ.ศ. 2568 (จีน 8.8% ไต้หวัน 1.6%) โดยเฉพาะจีน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน หลังเผชิญมาตรการกีดกันทางการค้าจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้จีนหันมาเร่งส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่งออกไทยปี 2569 ชะลอแรง คาดติดลบ -1.5% แต่ยังมี Upside จาก AI-ทองคำ

มุมมองการส่งออกไทยในปี 2569 (ณ เดือนธันวาคม 2568) มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลืออัตราการหดตัวราว -1.5% ตามทิศทางการค้าโลกที่แผ่วลงและผลของฐานที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่อาจสร้างโอกาสให้การส่งออกไทยดีกว่าประมาณการดังกล่าว

SCB EIC ประเมินว่าการส่งออกไทยในปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง โดยผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์จะเริ่มส่งผลชัดเจนและเต็มรูปแบบมากขึ้น ขณะเดียวกัน ปัจจัยหนุนพิเศษในปี 2568 หลายประการจะทยอยหมดไป ไม่ว่าจะเป็นการเร่งผลิตและส่งออกล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้า (front-loading) การส่งออกทองคำไปอินเดียในลักษณะพิเศษ รวมถึงค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย นอกจากนี้ ยังมีผลของฐานสูงจากการขยายตัวของการส่งออกถึง 12.9% ในปี 2568 

อย่างไรก็ดี มุมมองต่อการค้าโลก กระแสการลงทุนด้านดิจิทัล และความต้องการทองคำเริ่มปรับดีขึ้น แม้โดยรวมจะยังอยู่ในทิศทางชะลอตัว ส่งผลให้ประมาณการการส่งออกไทยปี 2569 ที่หดตัว -1.5% ซึ่งประเมินไว้ ณ เดือนธันวาคม 2568 ยังมีปัจจัยด้านบวกหรือ Upside อยู่หลายประการ คือ

  • ปริมาณการค้าโลกในปี 2569 องค์กรระหว่างประเทศ ณ เดือนมกราคม 2569 เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าปริมาณการค้าโลกจะขยายตัว 2.6% แม้ชะลอลงจาก 4.1% ในปี 2568 แต่ถือว่าสูงกว่าประมาณการเดิมในเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.3%
  • กระแสการลงทุนด้านดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ยังมีแนวโน้มร้อนแรงในปี 2569 แม้จะชะลอลงจากปีก่อน ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ยังอยู่ในระดับสูง อาทิ เซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจรรวม โดยข้อมูลเร็วการส่งออกในช่วง 20 วันแรกของเดือนมกราคม 2569 ขยายตัวถึง 14.9% ขณะที่การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารไร้สายขยายตัวสูงถึง 70.2% และ 48% ตามลำดับ
  • ความต้องการสะสมทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงอยู่ในระดับสูง ตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในยุคทรัมป์ 2.0 ขณะเดียวกัน สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้ซื้อทองคำสุทธิเพื่อสะสมเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ อีกทั้งสำนักวิจัยการลงทุนชั้นนำหลายแห่งประเมินว่าราคาทองคำในปีนี้มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งในอดีตพบว่าการส่งออกทองคำของไทยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก

ทั้งนี้ SCB EIC อยู่ระหว่างติดตามและประเมินพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกและการส่งออกไทยอย่างใกล้ชิด และเตรียมเผยแพร่ประมาณการใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่ามูลค่าส่งออกไทยในปีนี้อาจเติบโตในช่วงตั้งแต่ -3.1% ถึง +1.1%


แชร์
ปี68ไทยขาดดุลสุดใน3ปี นำเข้าจีนพุ่ง ผลิตไม่โต คาดปี69ไทยส่งออกหด1.5%