Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทำไมอัศวินรัตติกาลอย่าง "ค้างคาว"  ถึงเป็นพาหะไวรัสอันดับหนึ่งของโลก?

ทำไมอัศวินรัตติกาลอย่าง "ค้างคาว" ถึงเป็นพาหะไวรัสอันดับหนึ่งของโลก?

26 ม.ค. 69
16:27 น.
แชร์

ทำไมอัศวินรัตติกาลอย่าง "ค้างคาว" ถึงเป็นพาหะไวรัสอันดับหนึ่งของโลก? บทเรียนราคาแพงจากสัตว์สู่คน ที่ท้าทายทางการแพทย์

ข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ที่กลับมาระบาดในรอบเกือบ 20 ปี จนทำให้ทั้งโลกตื่นตระหนกกันอีกครั้ง เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ค่อนข้างสูง คาดการณ์อยู่ที่ 40-75% ขึ้นอยู่กับศักยภาพในพื้นที่สำหรับการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาและการจัดการทางคลินิก

โดยมีช่องทางการติดต่อหลัก 3 ทาง ได้แก่ จากการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่มีเชื้อ เช่น ค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งเป็นพาหะธรรมชาติ หรือ สุกร ที่ได้รับเชื้อจากค้างคาว , ผ่านทางสารคัดหลั่ง อย่างน้ำลาย หรือปัสสาวะ ผ่านอาหารที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะของค้างคาวที่มีเชื้อ และจากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ปัสสาวะ หรือเลือด

ไวรัสนิปาห์
ไวรัสนิปาห์

ค้างคาว ถูกกล่าวถึงในฐานะตัวนำพาหะของโรค ซึ่งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ค้างคาวได้กลายเป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรคตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในอาณาจักรสัตว์ จัดอยู่ในอันดับ Chiroptera ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยิ่ง โดยมีมากกว่า 1,400 สายพันธุ์ทั่วโลก แม้ว่าในเชิงนิเวศวิทยา ค้างคาวจะเป็นตัวแปรสำคัญในการควบคุมประชากรแมลงและการผสมเกสร แต่ในเชิงระบาดวิทยา ค้างคาวกลับเป็นพาหะของไวรัสที่มีความอันตรายสูงต่อมนุษย์ โดยที่ตัวค้างคาวเองกลับไม่แสดงอาการเจ็บป่วย

ค้างคาวมีระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดที่ตื่นตัวและทำงานตลอดเวลา แม้ไม่ได้ติดเชื้อโรค ซึ่งแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ความสามารถนี้เกิดจากการผลิต Interferons ซึ่งเป็นโปรตีนต้านไวรัสที่ร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด สร้างขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อก่อโรคโดยเฉพาะเชื้อไวรัส อย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกมันสามารถควบคุมการติดเชื้อไวรัสร้ายแรงได้โดยไม่แสดงอาการป่วย และเป็นแหล่งรังโรคสำคัญ

เมื่อไวรัสเหล่านี้หลุดรอดจากระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งของค้างคาว ไปสู่โฮสต์อื่นที่ไม่มีระบบป้องกันแบบเดียวกัน เช่น มนุษย์ ไวรัสที่มีอัตราการเพิ่มจำนวนสูงเหล่านี้จึงก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคอย่างมหาศาล การเพิ่มขึ้นของความรุนแรงนี้เป็นผลโดยตรงจากสภาวะแวดล้อมที่หฤโหด ภายในร่างกายค้างคาวที่คัดเลือกเฉพาะไวรัสที่แข็งแกร่งที่สุดให้คงอยู่ต่อไปได้ นี่คือเหตุผลที่ไวรัสที่มีต้นกำเนิดจากค้างคาวมักมีอัตราการเสียชีวิตในมนุษย์ที่สูงกว่าไวรัสจากแหล่งอื่น

ข้อมูลทางระบาดวิทยา ชี้ให้เห็นว่าไวรัสที่ก้าวข้ามกำแพงสายพันธุ์จากค้างคาวสู่มนุษย์ มีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามกลุ่มของไวรัสที่เกิดการระบาด ดังนี้

  • โรคไวรัสอีโบลา (Ebola) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเฉียบพลันร้ายแรงที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน และคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่ง อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50%
  • โรคไวรัสนิปาห์ (Nipah) โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน ที่เกิดจากการสัมผัสมูลสัตว์ และสารคัดหลั่งของพาหะนำโรค อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 40-75%
  • โรคไวรัสมาร์บวร์ก (Marburg) ไข้เลือดออกชนิดรุนแรงเฉียบพลันในกลุ่มเดียวกับอีโบลาอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย ประมาณ 50%
  • โรคเฮนดรา (Hendra) โรคไวรัสในออสเตรเลียที่สามารถทำให้เกิดอาการทางระบบหายใจและ/หรือระบบประสาทอย่างเฉียบพลันและร้ายแรงถึงแก่ชีวิตในม้าทุกวัย มนุษย์และสุนัขก็ติดเชื้อได้เช่นกันอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 57%
  • โรคเมอร์ส (MERS) โรคซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โคโรน่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเยื่อหุ้มปอดและหลอดลม อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 36% - 37%
  • โรคซาร์ส (SARS) โรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสในตระกูลโคโรนาไวรัส ซึ่งเคยระบาดหนักในช่วงปี 2002-2003 อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 11% - 15%
  • โรคโควิด-19 อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 6.76%

การที่เชื้อไวรัสข้ามจากค้างคาวสู่มนุษย์ได้นั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในระดับโมเลกุลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยลำดับขั้นของเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างการกระจายตัวของโฮสต์ ความเข้มข้นของเชื้อ และพฤติกรรมของมนุษย์ ไวรัสจากค้างคาวหลายชนิดไม่สามารถติดเชื้อสู่มนุษย์โดยตรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมักใช้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นเป็น สะพาน ในการปรับตัว

  • ไวรัสซาร์ส (SARS-CoV) ใช้อีเห็นในตลาดค้าสัตว์ป่าเป็นตัวกลาง ไวรัสปรับตัวให้เข้ากับตัวรับ ACE2 ของอีเห็นก่อนจะพัฒนาให้เข้ากับมนุษย์ได้
  • ไวรัสเมอร์ส (MERS-CoV) มีอูฐโหนกเดียว เป็นแหล่งกักเก็บหลักที่ส่งเชื้อสู่มนุษย์ผ่านการสัมผัสหรือการบริโภคน้ำนมดิบ
  • ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในอดีตที่มาเลเซีย สุกรทำหน้าที่เป็นโฮสต์ตัวกลางที่ขยายปริมาณเชื้อหลังจากกินผลไม้ที่ปนเปื้อนน้ำลายค้างคาว
  • ไวรัสเฮนดรา (Hendra Virus) ม้าเป็นตัวกลางหลักที่รับเชื้อจากค้างคาวแม่ไก่แล้วส่งต่อให้มนุษย์ที่ดูแลม้าเหล่านั้น

การใช้โฮสต์ตัวกลาง ช่วยให้ไวรัสมีโอกาสในการกลายพันธุ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการเกาะติดกับเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงในการระบาดใหญ่เพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ

เส้นทางการติดเชื้อสู่มนุษย์โดยตรง

  • การสัมผัสกับสารคัดหลั่งของค้างคาว เช่น ขี้, ฉี่, น้ำลาย หรือการเข้าสู่ถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมัน
  • ละอองลอย จากการสั่นสะเทือนของกล่องเสียงขณะค้างคาวใช้คลื่นเสียงสะท้อน ภายในถ้ำที่อับอากาศ สามารถสร้างละอองลอยที่ปนเปื้อนไวรัสได้ มนุษย์ที่เข้าไปในถ้ำเพื่อการท่องเที่ยว ทำเหมืองมูลค้างคาว หรือการสำรวจ สามารถหายใจเอาไวรัสเข้าสู่ปอดได้โดยตรง ซึ่งเป็นช่องทางหลักของการติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก
  • การปนเปื้อนในอาหาร ในบังคลาเทศและอินเดีย การบริโภคน้ำอินทผลัมดิบ ที่มีการปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะของค้างคาวแม่ไก่ เป็นสาเหตุหลักของการระบาดของไวรัสนิปาห์แบบเป็นระยะ
  • เนื้อสัตว์ป่า การล่า การชำแหละ และการบริโภคค้างคาวโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงจากการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกากลางและตะวันตก

แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ในมนุษย์หรือสุกร แต่จากรายงานการวิจัยสำรวจย้อนหลังกว่า 20 ปี (2002-2020) พบว่าไวรัสนิปาห์มีการไหลเวียนอยู่ในฝูงค้างคาวไทยอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลการเฝ้าระวังในไทย พบอัตราการพบเชื้อในค้างคาว ประมาณ 10-16% ซึ่งถือเป็นระดับปกติในธรรมชาติ สายพันธุ์ที่พบส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์บังคลาเทศ พาหะหลักในไทย ได้แก่ค้างคาวแม่ไก่เกาะ , ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง, ค้างคาวแม่ไก่ใหญ่ พื้นที่เสี่ยงส่วนใหญ่ คือบริเวณที่มีค้างคาวแม่ไก่อาศัยอยู่หนาแน่นใกล้ชุมชน

ข้อมูลเชิงลึกพบว่าค้างคาวแม่ไก่ในไทย มักมาหาอาหารตามต้นไม้ผลรอบบ้านเรือน หรือในสวนผลไม้ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสัมผัสระหว่างมนุษย์และค้างคาว นอกจากนี้มูลค้างคาว ยังถูกนำมาใช้เป็นปุ๋ยในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่สำคัญหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม

ค้างคาวไม่ได้เป็นภัยคุกคามในตัวเอง แต่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการขยายตัวของกิจกรรมมนุษย์ที่เข้าไปรบกวนสมดุลธรรมชาติ กลไกภูมิคุ้มกันอันเป็นเอกลักษณ์ของค้างคาว ทำให้พวกมันเป็น โรงบ่มไวรัส ที่ทรงพลัง ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะยังคงอยู่คู่กับค้างคาวต่อไปโดยไม่ก่ออันตรายต่อพวกมัน ซึ่งค้างคาวได้มอบทั้งคำเตือนและโอกาส คำเตือนคือการตระหนักถึงความรุนแรงของไวรัสที่ข้ามสายพันธุ์ และโอกาสคือการเรียนรู้วิธีการควบคุมการอักเสบจากค้างคาวเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคในมนุษย์ การเข้าใจและเคารพในธรรมชาติของค้างคาวจึงเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดในการป้องกันวิกฤตการณ์ทางสาธารณสุขในอนาคต

อ้างอิง : zsl.org , PubMed , asm.org

Advertisement

แชร์
ทำไมอัศวินรัตติกาลอย่าง "ค้างคาว"  ถึงเป็นพาหะไวรัสอันดับหนึ่งของโลก?