
ทำไมอัศวินรัตติกาลอย่าง "ค้างคาว" ถึงเป็นพาหะไวรัสอันดับหนึ่งของโลก? บทเรียนราคาแพงจากสัตว์สู่คน ที่ท้าทายทางการแพทย์
ข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ที่กลับมาระบาดในรอบเกือบ 20 ปี จนทำให้ทั้งโลกตื่นตระหนกกันอีกครั้ง เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ค่อนข้างสูง คาดการณ์อยู่ที่ 40-75% ขึ้นอยู่กับศักยภาพในพื้นที่สำหรับการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาและการจัดการทางคลินิก
โดยมีช่องทางการติดต่อหลัก 3 ทาง ได้แก่ จากการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่มีเชื้อ เช่น ค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งเป็นพาหะธรรมชาติ หรือ สุกร ที่ได้รับเชื้อจากค้างคาว , ผ่านทางสารคัดหลั่ง อย่างน้ำลาย หรือปัสสาวะ ผ่านอาหารที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะของค้างคาวที่มีเชื้อ และจากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ปัสสาวะ หรือเลือด
ค้างคาว ถูกกล่าวถึงในฐานะตัวนำพาหะของโรค ซึ่งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ค้างคาวได้กลายเป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรคตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในอาณาจักรสัตว์ จัดอยู่ในอันดับ Chiroptera ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยิ่ง โดยมีมากกว่า 1,400 สายพันธุ์ทั่วโลก แม้ว่าในเชิงนิเวศวิทยา ค้างคาวจะเป็นตัวแปรสำคัญในการควบคุมประชากรแมลงและการผสมเกสร แต่ในเชิงระบาดวิทยา ค้างคาวกลับเป็นพาหะของไวรัสที่มีความอันตรายสูงต่อมนุษย์ โดยที่ตัวค้างคาวเองกลับไม่แสดงอาการเจ็บป่วย
ค้างคาวมีระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดที่ตื่นตัวและทำงานตลอดเวลา แม้ไม่ได้ติดเชื้อโรค ซึ่งแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ความสามารถนี้เกิดจากการผลิต Interferons ซึ่งเป็นโปรตีนต้านไวรัสที่ร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด สร้างขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อก่อโรคโดยเฉพาะเชื้อไวรัส อย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกมันสามารถควบคุมการติดเชื้อไวรัสร้ายแรงได้โดยไม่แสดงอาการป่วย และเป็นแหล่งรังโรคสำคัญ
เมื่อไวรัสเหล่านี้หลุดรอดจากระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งของค้างคาว ไปสู่โฮสต์อื่นที่ไม่มีระบบป้องกันแบบเดียวกัน เช่น มนุษย์ ไวรัสที่มีอัตราการเพิ่มจำนวนสูงเหล่านี้จึงก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคอย่างมหาศาล การเพิ่มขึ้นของความรุนแรงนี้เป็นผลโดยตรงจากสภาวะแวดล้อมที่หฤโหด ภายในร่างกายค้างคาวที่คัดเลือกเฉพาะไวรัสที่แข็งแกร่งที่สุดให้คงอยู่ต่อไปได้ นี่คือเหตุผลที่ไวรัสที่มีต้นกำเนิดจากค้างคาวมักมีอัตราการเสียชีวิตในมนุษย์ที่สูงกว่าไวรัสจากแหล่งอื่น
ข้อมูลทางระบาดวิทยา ชี้ให้เห็นว่าไวรัสที่ก้าวข้ามกำแพงสายพันธุ์จากค้างคาวสู่มนุษย์ มีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามกลุ่มของไวรัสที่เกิดการระบาด ดังนี้
การที่เชื้อไวรัสข้ามจากค้างคาวสู่มนุษย์ได้นั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในระดับโมเลกุลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยลำดับขั้นของเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างการกระจายตัวของโฮสต์ ความเข้มข้นของเชื้อ และพฤติกรรมของมนุษย์ ไวรัสจากค้างคาวหลายชนิดไม่สามารถติดเชื้อสู่มนุษย์โดยตรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมักใช้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นเป็น สะพาน ในการปรับตัว
การใช้โฮสต์ตัวกลาง ช่วยให้ไวรัสมีโอกาสในการกลายพันธุ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการเกาะติดกับเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงในการระบาดใหญ่เพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ
แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ในมนุษย์หรือสุกร แต่จากรายงานการวิจัยสำรวจย้อนหลังกว่า 20 ปี (2002-2020) พบว่าไวรัสนิปาห์มีการไหลเวียนอยู่ในฝูงค้างคาวไทยอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลการเฝ้าระวังในไทย พบอัตราการพบเชื้อในค้างคาว ประมาณ 10-16% ซึ่งถือเป็นระดับปกติในธรรมชาติ สายพันธุ์ที่พบส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์บังคลาเทศ พาหะหลักในไทย ได้แก่ค้างคาวแม่ไก่เกาะ , ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง, ค้างคาวแม่ไก่ใหญ่ พื้นที่เสี่ยงส่วนใหญ่ คือบริเวณที่มีค้างคาวแม่ไก่อาศัยอยู่หนาแน่นใกล้ชุมชน
ข้อมูลเชิงลึกพบว่าค้างคาวแม่ไก่ในไทย มักมาหาอาหารตามต้นไม้ผลรอบบ้านเรือน หรือในสวนผลไม้ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสัมผัสระหว่างมนุษย์และค้างคาว นอกจากนี้มูลค้างคาว ยังถูกนำมาใช้เป็นปุ๋ยในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่สำคัญหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม
ค้างคาวไม่ได้เป็นภัยคุกคามในตัวเอง แต่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการขยายตัวของกิจกรรมมนุษย์ที่เข้าไปรบกวนสมดุลธรรมชาติ กลไกภูมิคุ้มกันอันเป็นเอกลักษณ์ของค้างคาว ทำให้พวกมันเป็น โรงบ่มไวรัส ที่ทรงพลัง ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะยังคงอยู่คู่กับค้างคาวต่อไปโดยไม่ก่ออันตรายต่อพวกมัน ซึ่งค้างคาวได้มอบทั้งคำเตือนและโอกาส คำเตือนคือการตระหนักถึงความรุนแรงของไวรัสที่ข้ามสายพันธุ์ และโอกาสคือการเรียนรู้วิธีการควบคุมการอักเสบจากค้างคาวเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคในมนุษย์ การเข้าใจและเคารพในธรรมชาติของค้างคาวจึงเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดในการป้องกันวิกฤตการณ์ทางสาธารณสุขในอนาคต
Advertisement